ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1410 นักพรตชราที่ติดอยู่กับอดีต
บทที่ 1410 นักพรตชราที่ติดอยู่กับอดีต
ห้องด้านในภายในเรือนเล็ก จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่ตรงข้ามกับนักพรตชราที่ผอมราวกับไม้ไผ่แห้ง ส่วนว่านจื่อชงชามาหนึ่งถ้วย แล้วเทให้ทั้งสองคนอย่างเรียบร้อย
จางซวีไป๋มีสีหน้าประหลาดใจตลอดเวลา แล้วมองศิษย์ที่ดื้อรั้นของตนทำตัวเรียบร้อยและรู้กาลเทศะเช่นนี้
ว่านจื่อแอบทำหน้าขมวดคิ้วใส่อาจารย์ของนาง แต่ไม่พูดอะไร
“แค่ก! แค่ก!” จางซวีไป๋ไอแห้ง ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะโบกมือ
“เจ้าออกไปก่อน”
“อ้อ…” ว่านจื่อลากเสียงยาว ก่อนจะผลักประตูห้องออกไปข้างนอก จากนั้นก็ปิดลงอย่างเรียบร้อย
หลังจากว่านจื่อปิดประตูแล้ว จางซวีไป๋ก็ยกถ้วยชาร้อนขึ้นดื่มรวดเดียวหมด พลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะคลอเบา ๆ เขาอ้าปากคล้ายจะพูดบางสิ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
แม้จ้าวอู่เจียงจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้เร่งรัด เพราะในเมื่อจางซวีไป๋ต้องการพบเขา เช่นนั้นคงต้องมีเรื่องจะพูดแน่นอน และตอนนี้คงกำลังรวบรวมความคิดอยู่
ใครจะรู้ว่าหลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ นักพรตชราจางซวีไป๋ก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที แล้วค้อมตัวคำนับเขาอย่างลึกซึ้ง
จ้าวอู๋เจียงรู้สึกงุนงง รีบเข้าไปประคองจางซวีไป๋หมายจะช่วยให้ลุกขึ้น แต่ร่างกายที่ดูอ่อนแอและชราของจางซวีไป๋กลับหนักอึ้งราวภูผา จนมิอาจประคองให้ลุกขึ้นได้เลย
“ท่านจะทำสิ่งใด? มีอะไรก็เอ่ยออกมาตรง ๆ เถิด” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว
จางซวีไป๋มองดูจ้าวอู่เจียงพลางยิ้มประจบโดยไร้ซึ่งท่าทีของยอดฝีมือ หรือความสง่างามของนักพรตทั่วไป แต่กลับคล้ายคนชราในชนบทธรรมดา
เขาแสดงสีหน้าจริงใจ พร้อมกับท่าทางอ่อนแอและวิงวอน
“ข้า..จางซวีไป๋ กับคุนคุนเป็นพี่น้องร่วมอาจารย์ เขาเป็นศิษย์พี่ของข้า ข้าก็เป็นคนของสำนักศรัทธาปฐพีเช่นกัน”
“เพียงแต่เขาเป็นศิษย์พี่ของสำนักศรัทธาปฐพีในปัจจุบัน ส่วนข้านั้น เป็นเพียงผู้อาวุโสของสำนักเล็ก ๆ ที่อาศัยความได้เปรียบทางภูมิประเทศของเขาสู่เต๋า ไม่มีความสามารถอะไร และหลายปีมานี้ก็เพิ่งจะบรรลุระดับเจ็ดภัยพิบัติเท่านั้น”
“หากไม่ใช่เพราะชาวบ้านแถวนี้คอยช่วยเหลือ สำนักนี้คงพังไปนานแล้ว
“ข้าคำนวณดู…ศิษย์พี่คุนคุนคงไปต่อไม่ไหวแล้ว ข้าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไร อีกไม่นานก็คงต้องตายเหมือนกัน”
“ที่ข้าเชิญท่านมา…ที่จริงแล้วมีเพียงเรื่องเดียว คืออยากจะขอให้ท่านช่วยดูแลเหล่าศิษย์ของข้าด้วยเถิด”
“พวกนางล้วนเป็นเด็กที่ข้าไปเก็บมาจากที่ไหนสักแห่งที่ข้าเองก็จำไม่ได้ บิดามารดาเป็นใคร..ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่..ข้าก็ไม่รู้แล้ว”
“ท่านว่าได้หรือไม่?
“หากท่านตกลง ข้าจะมอบทุกสิ่งที่สำนักนี้มีเหลืออยู่ทั้งหมดให้ท่าน”
“เด็กสาวคนเมื่อครู่นั้นเป็นคนตระกูลจูกัด นางมีนามว่าจูกัดชิงชิง นางให้คำมั่นสัญญาสามประการแก่ข้า และข้าก็จะมอบให้ท่านด้วยเช่นกัน”
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่สำนักนี้มี…ข้าจะมอบให้ท่านทั้งหมด ได้หรือไม่?”
จ้าวอู่เจียงสูดลมหายใจลึกด้วยดวงตาลึกล้ำ เขาจ้องมองชายชราที่คุกเข่าอยู่บนพื้นกำลังพร่ำบอกเขาด้วยน้ำเสียงจริงใจ ก่อนจะตอบกลับอย่างจริงจัง
“ท่านจางซวีไป๋ ข้าอาจช่วยท่านไม่ได้”
“ในเมื่อท่านเป็นศิษย์น้องของท่านราชครู และรู้จักตัวตนของข้า ท่านก็น่าจะรู้ว่าเทพปีศาจได้ตายไปแล้วในยุคโบราณ”
“และในไม่ช้า ข้าก็จะทำตามโชคชะตา…ถูกบังคับให้ออกจากโลกมนุษย์นี้”
“ข้าช่วยท่านไม่ได้”
“หากท่านรู้สึกว่าในอนาคตท่านจะปกป้องศิษย์ของสำนักไม่ได้ เหตุใดถึงไม่ส่งพวกนางไปยังราชวงศ์เซียนต้าโจว และขอให้ท่านราชครูคุ้มครองพวกนางเล่า?”
“ข้าคงไร้ยางอายเกินกว่าจะไปขอร้องเขา…” จางซวีไป๋ดวงตาสั่นไหว ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขมขื่น
“ความจริงตอนนั้น พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องยังมีความรู้สึกที่ดีต่อกันมาก”
“มีปีหนึ่งที่พวกข้าได้ลงจากเขา และไปพบเด็กสาวคนหนึ่ง นางมีหน้าตางดงาม พูดจาไพเราะ ทั้งยังมีฐานะดี”
“ข้ากับศิษย์ศิษย์พี่คุนคุนต่างก็ชอบเด็กสาวคนนั้น แต่ตอนนั้นข้าไม่รู้”
“ศิษย์พี่คุนคุนได้ถามข้าแล้วว่าข้าชอบเด็กสาวคนนั้นหรือไม่ แต่ตอนนั้นข้าขี้ขลาด ไม่อยากยอมรับ ข้าเลยบอกว่าไม่ได้ชอบ”
“ศิษย์พี่คุนคุนเลยไปตามจีบเด็กสาวคนนั้น แต่ใครจะรู้เล่าว่า…เด็กสาวคนนั้นกลับมาบอกข้าทีหลังว่านางชอบข้า และอยากอยู่กับข้า…”
“ข้าลังเลมานาน หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องมากมาย ข้ามีบางเรื่องที่ต้องขอโทษศิษย์พี่คุนคุนด้วย”
“หลังจากนั้น…หญิงสาวผู้นั้นก็กลายเป็นภรรยาของข้า ศิษย์พี่คุนคุนได้รับช่วงต่อสำนักศรัทธาปฐพี”
“หลายปีผ่านไปอย่างเชื่องช้า พวกเราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย…
“เพียงแค่บางครั้งข้ายังได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเขาบ้างเท่านั้น”