ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1412 ท่านแต่งงานหรือยังเจ้าคะ
บทที่ 1412 ท่านแต่งงานหรือยังเจ้าคะ
ราชวงศ์ต้าเฉียน ณ ดินแดนตะวันตกเฉียงใต้
เมืองสู่หวัง บนภูเขาสู่เต๋าที่มีสำนักชิงเฉิง
เด็กน้อยจางกั่วกั่วเอ๋อร์ ยืนอย่างขลาดกลัวต่อหน้าศิษย์พี่หญิงว่านจื่อ ดวงตากลมโตกลอกไปมา และจ้องมองรองเท้าผ้าเล็ก ๆ ของตัวเอง
“สิ่งที่ข้าบอก…เจ้าจำได้หรือไม่?” ว่านจื่อยืนเท้าเอวพลางเอ่ยถามออกมา
“จำได้แล้วเจ้าค่ะ” จางกั่วกั่วเอ๋อร์บิดมือทั้งสองข้างเข้าหากัน พลางพึมพำว่า
“ก็แค่…ไปถามพี่จ้าวอะไรนั่นว่าเขาแต่งงานหรือยังเท่านั้นเอง”
“ท่านไปถามเองไม่ดีกว่าหรือ…?”
จางกั่วกั่วเอ๋อร์พูดลดเสียงลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายแทบฟังไม่ได้ยิน
“เจ้าพูดอะไรนะ?” ว่านจื่อกอดอกแล้วเดินเข้ามาอีกก้าว
จางกั่วกั่วเอ๋อร์รู้สึกถึงความน่าเกรงขามของศิษย์พี่ จึงก้มหน้าลงลึกกว่าเดิมและไม่กล้าเงยหน้า แต่เพียงจ้องมองรองเท้าผ้าเล็ก ๆ บนเท้าของตน
“ได้เจ้าค่ะ!”
“ดี” ว่านจื่อจึงพยักหน้าอย่างพอใจ ทว่ามือกลับลูบผมนุ่มของจางกั่วกั่วเอ๋อร์อย่างอ่อนโยน แล้วหลอกล่อว่า
“หลังจากเรื่องสำเร็จแล้ว เมื่อข้าลงจากเขา…จะนำของอร่อยกลับมาให้เจ้า”
“จริงหรือเจ้าคะ?” จางกั่วกั่วเอ๋อร์เอ่ยถามพลางเงยหน้าน้อย ๆ ขึ้นมา
“อื้ม” ว่านจื่อพยักหน้าอย่างจริงจัง ก่อนจะก้มตัวลงกระซิบข้างหูของจางกั่วกั่วเอ๋อร์
“รีบไปดูซิ ว่าจางเซ่าไป๋กับจ้าวอู่เจียงคุยกันเสร็จหรือยัง?”
“เมื่อเจ้าถามจ้าวอู่เจียง อย่าบอกว่าถามแทนข้านะ”
“เจ้าค่ะ ๆ” จางกั่วกั่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะวิ่งไปยังตำหนักด้านหลัง โดยอยู่ในท่าเอาแขนไขว้ไว้ด้านหลัง ดูราวกับนกที่บินอย่างอิสระบนท้องฟ้า
ว่านจื่อมองเงาด้านหลังที่น่ารักและมีชีวิตชีวาของจางกั่วกั่วเอ๋อร์ พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่ใบหน้างามของนางกลับเจือด้วยความอายและความคาดหวัง
ตึง!
เสียงวัตถุหนักตกกระทบพื้นดังมาจากตำหนักด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของจางกั่วกั่วเอ๋อร์
คงเป็นเพราะจางกั่วกั่วเอ๋อร์วิ่งเร็วเกินไป จึงสะดุดธรณีประตู
ว่านจื่อรีบวิ่งไป ก่อนจะเห็นจางกั่วกั่วเอ๋อร์ล้มลงบนพื้นและร้องไห้เสียงดัง ทว่านางไม่ได้เลือกที่จะดึงเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้ขึ้นมา แต่กลับทำหน้าเคร่ง
“ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ลุกขึ้นมา!”
“ตรงไหนที่ทำให้เจ้าล้มหัวคะมำ เจ้าก็ไปลงโทษมันตรงนั้น อย่าร้องไห้! เช็ดน้ำตาให้สะอาดเสีย!”
จางกั่วกั่วเอ๋อร์ที่มีน้ำตาอาบใบหน้า แต่เมื่อได้ยินคำพูดของศิษย์พี่ นางก็ลุกขึ้นมาแล้วเตะธรณีประตูอย่างแรงสองที ทว่าจากนั้นการร้องไห้โฮกลายเป็นสะอื้น และดูเหมือนว่านางจะระบายความโกรธได้บ้างแล้ว
จากนั้นเท้าเล็ก ๆ ทั้งสองข้างของนางก็เตะธรณีประตูอีกหลายครั้ง ก่อนที่นางจะเช็ดน้ำตาทีหนึ่ง แล้วฮึมฮัมเสียงหนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปยังลานเล็ก ๆ ในพื้นที่ของอาจารย์
การใช้ชีวิตในโลกนี้ของนางมีแค่การกินกับการดื่มเท่านั้น เพราะเรื่องใหญ่ที่สุดในจักรวาลนี้ก็คือเรื่องของกิน
นางไม่ได้ลืมคำสัญญาของศิษย์พี่
นางวิ่งเข้าไปในลานเล็ก ๆ และพบว่าประตูห้องปิดสนิท นางจึงเขย่งปลายเท้าและพยายามเอื้อมไปจับห่วงประตูเล็ก ๆ แล้วเขย่าห่วงประตู พลางร้องเรียก
“อาจารย์เปิดประตูด้วยเจ้าค่ะ!”
เมื่อประตูถูกเปิดออก ปรากฏว่าเป็นจ้าวอู่เจียงที่เป็นผู้มาเปิดประตู
จางกั่วกั่วเอ๋อร์เงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นมองจ้าวอู่เจียง ก่อนจะถามอย่างไร้เดียงสา
“ท่านคือจ้าวอู่เจียงหรือเจ้าคะ?”
“จางกั่วกั่วเอ๋อร์ เป็นอะไรหรือ?” จางซวีไป๋ในห้องถามด้วยความสงสัย
จ้าวอู่เจียงมองเด็กน้อยน่ารักอายุราวห้าหกขวบด้วยความสงสัย เขาย่อตัวลงให้ความสูงเท่ากับเด็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้
“ข้าเอง มีอะไรหรือ?”
“ท่านแต่งงานแล้วหรือยังเจ้าคะ?” เด็กหญิงดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ทว่าใบหน้าเล็ก ๆ กลับยังมีรอยน้ำตาเปื้อนอยู่
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว เพราะเขามีสาวงามไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่าจริง ๆ แล้วก็ยังไม่ได้แต่งงาน
เขาส่ายหน้าอย่างจนใจพลางหัวเราะเบา ๆ ว่า
“ยังไม่ได้แต่งงาน”
“ยังไม่ได้แต่งงาน!” เมื่อได้รับคำตอบ จางกั่วกั่วเอ๋อร์ก็หันหลังกลับทันที เท้าเล็ก ๆ วิ่งจนเหลือเพียงเงาร่าง และมุ่งหน้าออกไปนอกลานเล็ก ๆ โดยวิ่งไปพลางตะโกนไปว่า
“ยังไม่ได้แต่งงาน! ยังไม่ได้แต่งงาน!”
“เขายังไม่ได้แต่งงาน!”
กระทั่งเสียงค่อย ๆ เบาลง และคงเป็นเพราะวิ่งไปไกลแล้ว กระทั่งเสียงเล็กนั่นจึงค่อย ๆ หายลับไป
จ้าวอู่เจียงยังคงนั่งยอง ๆ อยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้ายิ่งดูสับสน
นี่มันเรื่องอะไรกันนี่?
เรื่องแบบนี้ยังต้องประกาศให้ทั่วด้วยหรือ?
จางซวีไป๋ก็โผล่ร่างผอมแห้งออกมา แต่ดวงตาที่แก่ชรามีความจนใจบอกไม่ถูก เขาส่ายหน้าพลางถอนหายใจว่า
“แย่แล้ว! ทุกคนที่นี่ต่างก็มีพฤติกรรมประหลาดวันแล้ววันเล่า…เหมือนคนเสียสติกันไปหมด”