ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1455 ข้าคิดว่าพวกเจ้าให้ไม่ได้
บทที่ 1455 ข้าคิดว่าพวกเจ้าให้ไม่ได้
“เจ้าต้องการให้ข้าทำอย่างไร บอกมา!”
เยว่ปู้ฟานเห็นจูกัดเซี่ยวไป๋กำลังจะทอยลูกเต๋าอีกครั้ง เขาจึงรีบตะโกนขึ้นอย่างร้อนรน
“เจ้าต้องการให้ข้าคุกเข่า? ต้องการให้ข้าแบกหนามมาขอโทษ หรือลงโทษอย่างอื่น?”
จูกัดเซี่ยวไป๋โยนลูกเต๋าอย่างเชื่องช้า
“ข้าไม่ได้มีแผนอะไรกับเจ้ามากมายนัก ข้าเพียงแค่…”
“ข้าเพียงแค่ต้องการให้เจ้าตายเท่านั้น!” น้ำเสียงแหบพร่าของจูกัดเซี่ยวไป๋ เต็มไปด้วยความโกรธเคืองและโหดเหี้ยม
ปัง!
ทันใดนั้นเอง ขาทั้งสองข้างของเยว่ปู้ฝานก็พลันกลายเป็นละอองเลือดทันที ร่างทั้งร่างล้มลงไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด
จูกัดเซี่ยวไป๋เช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากจมูกและมุมปากอย่างเรียบเฉย เขาหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเก็บลูกเต๋าขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากเยว่ปู้ฝานตกลง การพนันก็ได้เริ่มต้นขึ้น ตามหลักการแล้วเขาไม่ควรได้รับผลสะท้อนกลับ แต่เพราะวรยุทธ์ของเขาต่างจากเยว่ปู้ฝานมากนัก จึงทำให้เขาได้รับผลสะท้อนกลับไม่น้อย
แต่ผลสะท้อนกลับครั้งนี้สำหรับเขาแล้ว ร่างกายของเขาสามารถทนรับได้อย่างสิ้นเชิง
แม้จะทนรับไม่ได้ เขาก็จะทำเช่นเเดียวกับครั้งก่อนที่แคว้นอู๋ถง อย่างการแลกบาดแผลด้วยบาดแผล แลกความตายด้วยความตาย
เวลานั้นเอง ปรากฏเงาร่างหลายร่างค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ในหมอกสีเทา
มีทั้งหญิงสาวที่คล่องแคล่วน่ารัก ชายหนุ่มร่างกำยำที่อุ้มดาบใหญ่ และบัณฑิตที่กำลังแบกหีบตำรา
เซี่ยเฉินซู่ เยี่ยเชี่ยนชุน และต่งหนิง
เมื่อทั้งสามปรากฏตัวขึ้น ลมหนาวรอบด้านก็คำรามอย่างดุดัน พัดหมอกสีเทาให้ปลิวไสว
จูกัดเซี่ยวไป๋หันไปมองเพื่อนเก่าด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนที่เขาจะโยนลูกเต๋าเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งนี้เขาขว้างลูกเต๋าใส่หน้าของเยว่ปู้ฝานอย่างแรง
“เจ้าเลือกเอง!”
ลูกเต๋ากระจัดกระจาย หมุนวนก่อนจะหยุดนิ่ง เยว่ปู้ฝานกรีดร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด
“ไม่!”
แต่แล้วในชั่วพริบตา ศีรษะของเยว่ปู้ฝานก็ระเบิดออก เลือดสีแดง และเนื้อสมองสีขาวไหลนองเต็มพื้น
ร่างวิญญาณของเยว่ปู้ฝานอ่อนแรง และหลุดออกมา หวังจะร้องขอชีวิต
ฟึ่บ!
เคียวสีเขียวสองเล่มพุ่งออกมาจากหมอกเทา เกี่ยวร่างวิญญาณไว้แน่น จากนั้นหมุดสะกดวิญญาณก็ทะยานแหวกอากาศ พุ่งตรงเข้ากลางหน้าผากของวิญญาณเยว่ปู้ฝานพอดี
……
“พวกเจ้าทั้งห้า ไม่อาจกักขังข้าและพี่หวังอ่ายได้”
เยว่ซานที่ส่งเยว่ปู้ฝานออกจากม้วนภาพของลู่จ้ง เขาเหลือบมองไปยังลู่จ้งและเมิ่งอวี่ด้วยสายตาเย็นชา
“แน่นอน!” ลู่จ้งยกพู่กันขึ้น หมายจะวาดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งลาย แต่แล้วหมึกดำก็กระจายออกจากข้างกายเขา จากนั้นบุรุษวัยกลางคนในชุดผ้าไหมก็เดินออกมาจากหมึกดำ
บุรุษในชุดผ้าไหมที่เพิ่งมาถึงมีใบหน้าสง่างามและอ่อนโยน จนทำให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดตั้งแต่แรกเห็น
“หากเพิ่มข้าเข้ามาอีกคนเล่า?” ชุดผ้าไหมของชายผู้นั้นปักลายเหรียญทองแดงเต็มไปหมด ดูค่อนข้างเชย แต่หากใครคิดว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดา นั่นคือความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
“จูกัดอู๋หว่อ!” หวังอ่ายจ้องมองบุรุษวัยกลางคนในชุดผ้าไหมราวกับไม่อยากเชื่อ
“ตระกูลจูกัดของพวกเจ้าไม่ได้วางตัวเป็นกลางและรอดูท่าทีหรอกหรือ?”
“ถูกต้อง ตระกูลจูกัดของข้าวางตัวเป็นกลางจริงและกำลังรอดูท่าทีอยู่” บุรุษที่ถูกเรียกว่า จูกัดอู๋หว่อ ส่ายหัว
“แต่ตัวข้าหาได้เป็นกลางไม่ และยิ่งไม่ต้องรอดูท่าที”
“จูกัดอู๋หว่อ พวกเขาให้เงื่อนไขอะไรกับเจ้า!” หวังอ่ายเผนถึงแววตาหวาดระแวง
จูกัดอู๋หว่อ เป็นเจ้าสำนักของหอสมบัติหมื่นวัตถุคนปัจจุบัน และยังเป็นหัวหน้าตระกูลจูกัด ที่สำคัญเขาคือยอดอัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุดในรอบพันปี ปัจจุบันเขามีวรยุทธ์ระดับจอมจักรพรรดิ
ความเก่งกาจอันน่าทึ่งของจูกัดอู๋หว่อเมื่อพันปีก่อน ยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นเก่าอย่างพวกเขา
จูกัดอู๋หว่อผู้ปรากฏตัวอย่างยิ่งใหญ่ในปีนั้น เป็นผู้ที่ไร้คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน ทั้งยังไม่เคยพบเจอคู่แข่งมาก่อน เพราะเขากวาดล้างอัจฉริยะรุ่นเดียวกันไปหมด และชนะในทุกการต่อสู้ ไม่ถึงร้อยปี อู๋หว่อผู้นี้ก็สามารถก้าวขึ้นสู่ขั้นจอมจักรพรรดิ ก่อนจะใช้พลังของตนเองสร้างยุครุ่งเรืองให้กับตระกูลจูกัด
หอหมื่นสมบัติที่สามารถทำธุรกิจใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้ เป็นเพราะล้วนแต่อาศัยพลังและชื่อเสียงของจูกัดอู๋หว่อเป็นรากฐานทั้งสิ้น
แต่จูกัดอู๋หว่อก็เป็นพ่อค้าคนหนึ่ง ลู่จ้งและคนอื่น ๆ คงมอบผลประโยชน์มหาศาลให้เขา จึงทำให้เขายืนอยู่ฝั่งของลู่จ้งและคนอื่นได้
“ท่านลู่ให้ผลประโยชน์แก่ข้าไม่น้อยจริง ๆ ถึงอย่างไรข้าก็เป็นพ่อค้า จึงต้องแสวงหากำไรอยู่ร่ำไป” จูกัดอู๋หว่อพูดพลางประสานมือไว้ด้านหลัง ท้องน้อยของเขานูนขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะอวบอ้วนเล็กน้อย
หวังอ่ายหรี่ตามองคนผู้นี้อย่างเย็นชา
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงจากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ สิ่งที่พวกเขาให้ได้ พวกเราก็ให้ได้เช่นกัน!”
“อย่างนั้นหรือ?” จูกัดอู๋หว่อแค่นหัวเราะ
“แต่ข้ารู้สึกว่า พวกเจ้าให้ไม่ได้หรอก”