ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1474 เก็บข้าวของเตรียมตัว
บทที่ 1474 เก็บข้าวของเตรียมตัว
ณ สำนักชิงเฉิง ภูเขาสู่เต๋า เมืองสู่หวังแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน
ว่านจื่อยืนอยู่หน้าประตูศาลเจ้า สองมือเท้าสะเอว อ้าปากรับลมหนาวที่พัดผ่านมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ลมหนาวที่พัดผ่านเข้าไปในปากทำให้นางรู้สึกสดชื่นกายใจ
“เจ้าจะมัวเหม่อลอยอยู่เช่นนั้นทั้งวันเลยหรือ?”
ภายในศาลเจ้าอบอวลไปด้วยควันธูปที่ลอยไปทั่ว ก่อนจะปรากฏเสียงตวาดที่แฝงไปด้วยความโกรธของจางซวีไป๋
“รีบเก็บข้าวของเร็วเข้า เสร็จแล้วจะได้ออกเดินทางกัน”
“โอ๊ย จางเซ่าไป๋ ท่านอย่าเพิ่งรีบสิ”
ว่านจื่อเบ้ปาก ก่อนจะหมุนตัวก้าวข้ามธรณีประตู เดินเข้าไปในศาลเจ้า
ศิษย์วัดจางกั่วกั่วเอ๋อร์กำลังหอบด้วยความเหนื่อย พลางจัดเก็บข้าวของจุกจิกต่าง ๆ
ส่วนเจ้าเด็กอ้วนท้วมที่สวมเสื้อคลุมสั้นกับกางเกงขนสัตว์ กำลังนั่งยอง ๆ ย่อตัวในท่าม้า อยู่ข้างรูปปั้นเทพเจ้าปีศาจ สองแขนโอบกอดมุมหนึ่งของรูปปั้น ใบหน้ากระจิริดแดงก่ำ ดูท่าทางคงอยากจะแบกรูปปั้นเทพเจ้าปีศาจไปด้วย
จางซวีไป๋สวมชุดนักพรตที่เก่าคร่ำครึ นั่งคุกเข่าบนเบาะรอง ไกวมือทั้งสองข้างไปมาพลางถอนหายใจไม่หยุด
เพียงไม่กี่ลมหายใจ เมื่อเห็นศิษย์ว่านจื่อเข้ามาก็พลันส่ายหน้า
“วันนี้เราต้องลงเขาไปหาคุนคุน อาจารย์อาของเจ้าให้ได้ ยิ่งชักช้า หนทางก็จะยิ่งลำบาก!”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
สตรีน้อยว่านจื่อเบ้ปาก
ขณะเดินผ่านโต๊ะบูชา นางก็หยิบจานผลไม้บูชาใส่ห่อเล็ก ๆ ของจางกั่วกั่วเอ๋อร์ขึ้นมา ดวงตากลมโตชีวิตชีวาของจางกั่วกั่วเอ๋อร์ก็พลันเปล่งประกายวาววับ นางยิ้มหวานพลางรีบผูกห่อให้แน่น แอบดีใจกับตนเองตามลำพัง
“เจ้า?” ว่านจื่อคุกเข่าลงข้างท่านอาจารย์จางซวีไป๋
“เหตุใดท่านจึงยังไม่เก็บข้าวของอีก? ท่านไม่ไปหรือ?”
จางซวีไป๋อึ้งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเคร่งขรึม
“พวกเจ้าไปกันก่อนเถอะ ข้าจะตามไปทีหลัง ยามนี้ในศาลเต๋ายังมีธุระให้ต้องจัดการอีกมาก”
“จริงหรือ?” ว่านจื่อเอียงหน้าเล็กน้อย ดวงตาหมุนวน จ้องมองอาจารย์ของตนด้วยความสงสัย
“เอ้อ เป็นเช่นนั้น”
จางซวีไป๋ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เขารีบหลับตา ประนมมือแกว่งไปมา ท่าทางเฉกเช่นทำนายโชคชะตา
“ข้าก็ไม่ได้พบอาจารย์อาคุนคุนของเจ้านานแล้ว นี่ก็ใกล้ปีใหม่แล้ว จะได้ถือโอกาสเยี่ยมเขา แล้วอยู่ฉลองปีใหม่ด้วย”
ว่านจื่อพยักหน้า ก่อนจะสังเกตเห็นจุดที่น่าเคลือบแคลงสงสัย
“หากแค่ไปเยี่ยม แล้วเหตุใดพวกเราต้องขนของไปมากมายเพียงนี้?”
“ในเมื่อถือโอกาสไปไหว้ปีใหม่ เอาของไปมากหน่อยก็ไม่เห็นจะแปลกกระไร?”
จางซวีไป๋ลืมตาที่ปิดสนิทขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับแยกฝ่ามือออกเป็นช่องเล็ก ๆ เผยให้เห็นลายมือทำนายข้างใน
ชั่วขณะนั้นเองดวงตาของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง แต่กระนั้นก็ยังคงรักษาสีหน้าไว้ พลางกล่าว
“ศาลเต๋านี้หาเงินได้ไม่มากเท่าไรนัก ถือโอกาสย้ายไปอยู่กับอาจารย์อาของเจ้าเสียเลย ไปอาศัยเขาอยู่”
“อ้อ…”
ว่านจื่อเปล่งเสียงอุทาน ศีรษะของนางเอียงน้อย ๆ ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง แต่กลับคิดอันใดไม่ออก
เด็กอ้วนที่พยายามจะอุ้มรูปปั้นเทพปีศาจ ใบหน้าแดงก่ำ แก้มพองขึ้นหลายส่วน ทว่าเขาก็มิอาจขยับรูปปั้นเทพปีศาจได้ บัดนี้เขาจึงร้องไห้ขอความช่วยเหลือ
“จางกั่วกั่วเอ๋อร์มาช่วยข้าที ข้ายกไม่ไหว!”
“หวังเทียนป้าง!” ว่านจื่อมองไปตามเสียงของเจ้าเด็กอ้วน แล้วตวาด
“เจ้าเก็บข้าวของของตัวเองเรียบร้อยแล้วหรือ? ใครบอกให้เจ้ายกรูปปั้นพวกนี้กัน? ถ้าเจ้ายกรูปปั้นเทพนี่ได้ เจ้าก็คงเป็นผีแล้ว เจ้าเด็กโง่!”
เมื่อเด็กอ้วนได้ยินคำดุด่าของศิษย์พี่ ก็ทำการปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง แล้วนั่งยอง ๆ ข้างรูปปั้นเทพปีศาจด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยแลความรู้สึกน้อยใจ
เขาเพียงแค่อยากช่วยยกของเท่านั้น เขาทำผิดอันใดกัน?
“เอาล่ะ พอได้แล้ว ถึงเวลาต้องเดินทางแล้ว”
จางซวีไป๋มองลูกศิษย์ทั้งสามของตน มือขวากำแน่นแล้วล้วงเข้าไปในอก จากนั้นก็ยื่นมือขวาที่ว่างเปล่าออกมาตบต้นขาตัวเองทีหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง แล้วตะโกนไปทางด้านหลังศาลา
“จางเพียเอ๋อร์ เจ้าไปถามท่านแม่ของเจ้าหน่อย นางเสร็จหรือยัง? จวนจะถึงเวลาลงจากเขาแล้ว”
เสียงเอ่ยยังไม่ทันขาดคำ ทันใดนั้นก็มีเสียงสตรีแหลมดังมาจากด้านหลังศาลา
“ท่านรีบร้อนไปไย!”
จางซวีไป๋หลิ่วตายิ้มด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ว่านจื่อมองดูอาจารย์ที่กลัวภรรยาอย่างเย้ยเหยียด แล้วแค่นเสียงฮึในลำคอเบา ๆ
จางกั่วกั่วเอ๋อร์สะพายห่อผ้าใบเล็กไว้บนตัว แล้ววิ่งวนไปมาในศาลเทพ สังเกตดูว่ามีของที่ตนชอบชิ้นใดที่ยังไม่ได้เก็บติดตัวไปบ้าง
เด็กอ้วนเงยหน้าขึ้น แยกเขี้ยวยิงฟัน แล้วจึงเริ่มขนย้ายรูปปั้นเทพอสูรอีกครั้ง
ไม่นานนัก ก็ปรากฏสตรีรูปร่างอวบอิ่มผู้หนึ่งสวมเสื้อสีเทา ใบหน้างดงามน่ามอง ค่อย ๆ เดินออกมาจากด้านหลังศาล ข้างกันนั้นมีเด็กน้อยอายุราวสี่ห้าขวบที่นางพามา เดินตามมาด้วย