ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1476 เจียงหน่ายจวินผู้สงบนิ่ง
บทที่ 1476 เจียงหน่ายจวินผู้สงบนิ่ง
จันทราเสี้ยวลับหายลงสู่แม่น้ำ
ผืนน้ำสะท้อนเงาเทือกเขาภูเขาถูซานในราตรีกาล
บนภูเขามีกระท่อมหลังเล็กหลังหนึ่ง
ยามนี้ภายในกระท่อมมีเปลวไฟจากฟืนลุกโชน ข้างกองไฟมีสาวน้อยหูจิ้งจอกนั่งอยู่ นางมีนามว่าซูซู
และข้างกายนาง คือเจียงหน่ายจวินแห่งตระกูลเจียง ผู้มีรูปโฉมงดงามและรอยยิ้มอ่อนโยน เขากำลังจ้องมองนางไม่วางตา
“เจียงหน่ายจวิน ในยามนี้ท่านกำลังตกอยู่ในอันตราย” ถูซานซูซูกล่าว หูจิ้งจอกของนางขยับเล็กน้อย มือถือกิ่งไม้แห้งคุ้ยถ่านสีแดงก่ำ นางเอ่ยโดยไม่หันไปมองเจียงหน่ายจวิน
“จริงดังที่เจ้าว่า” เจียงหน่ายจวินยิ้มพลางกล่าวขึ้นมาตรง ๆ
“เพราะอยู่ใกล้เจ้าเกินไป ข้าจึงถูกดึงเข้าสู่ห้วงวังวนของเจ้าเข้าจนได้”
ถูซานซูซูกล่าวต่อ
“ข้าได้ยินข่าวมาบ้างว่า เจียงหน่ายจ้าวถูกกักขังอยู่ในเมืองผี อีกทั้งผู้มีพรสวรรค์หลายสิบคนจากหลายรุ่นของตระกูลเจียงของพวกท่าน ก็ถูกกักขังอยู่ที่นั่นด้วย”
เจียงหน่ายจวินหรี่ตาลงเล็กน้อย คุณชายตระกูลเจียงยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้ว ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า
“ดูเหมือนข้าจะเป็นผู้ที่โชคดีที่สุด ที่ได้ติดอยู่ในที่เดียวกับคนที่รัก”
ถูซานซูซูยังไม่ยอมมองไปที่เจียงหน่ายจวินแม้แต่น้อย นางจะตอบว่า
“เจ้าคิดว่าผู้อาวุโสเจียงหลีจะยอมรับการข่มขู่เช่นนี้หรือ?”
เหล่าผู้มีพรสวรรค์รุ่นที่มีพลังโลหิตแข็งแกร่งที่สุดของตระกูลเจียงอย่างเจียงหน่ายจวิน เจียงหน่ายจ้าว และคนอื่น ๆ ล้วนถูกกักตัวไว้ในเมืองผี ในฐานะตัวประกันเช่นเดียวกัน
นี่คือคำเตือนจากกระแสำพลังต่าง ๆ ที่มอบให้ตระกูลเจียง
หากจอมจักรพรรดิเจียงหลีแห่งตระกูลเจียงทรยศ ผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้ก็จะไม่มีวันได้กลับไป
“ท่านประมุขตระกูลจะทำสิ่งใด พวกเรารุ่นหลังนั้นไม่กล้าคาดเดา” เจียงหน่ายจวินปล่อยสายตาล่องลอยไปบนใบหน้าของถูซานซูซูใต้แสงเพลิง
เขาจ้องมองความแดงระเรื่อบนใบหน้าขาวผ่องของนาง รวมถึงขนอ่อนใสบางเล็ก ๆ
ความแดงระเรื่อนั้น จะเป็นเพราะเขาหรือไม่?
เขาคิดเช่นนั้นในใจ จึงเอ่ยออกมาจากใจว่า
“ซูซู เจ้างดงามนัก”
ถูซานซูซูเหลือบมองเขาเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“หากเจียงหลีตัดสินใจทอดทิ้งเจ้า เจ้าจะทำเช่นไร?”
เจียงหน่ายจวินเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง ภาพร่างงามตรงหน้าปรากฏอยู่นัยน์ตาของเขา
“ถ้าจะถูกทอดทิ้งก็ปล่อยให้ข้าถูกทอดทิ้งไปเถิด บรรดาตระกูลใหญ่มีทรัพยากรมากมาย มีคนมากมาย ถ้าทายาทรุ่นหลังตายไปสักคน ก็เพียงแค่คนหนึ่งคนที่ตายไปเท่านั้น”
“ตระกูลใหญ่ขาดแคลนคนมีความสามารถที่สูงสุด แต่สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดคือคน เป็นผู้มีพรสวรรค์แล้วอย่างไร? ในโลกนี้มีผู้มีพรสวรรค์มากมาย เมื่อมีมากเกินไป ผู้มีพรสวรรค์ก็มิใช่ผู้มีพรสวรรค์อีกต่อไป
อีกอย่างข้า และฉางอวี่นอกจากเป็นทายาทของตระกูลเจียงแล้ว ยังเป็นศิษย์ของสำนักเติมฟ้าอีกด้วย หากตระกูลเจียงทอดทิ้งข้า ข้าก็ยังมีสถานะเป็นศิษย์ของสำนักเติมฟ้าอยู่มิใช่หรือ?
หรือมิเช่นนั้น ข้าก็เข้าร่วมภูเขาถูซานของพวกเจ้า ตราบใดที่เป็นเจ้า การเป็นบุตรเขยที่เข้าบ้านเจ้าสาวก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
เมื่อถูซานซูซูได้ยินคำพูดที่ดูเบาความและไม่ใส่ใจเหล่านี้ของเจียงหน่ายจวิน นางก็จ้องดวงเนตรงามไปยังใบหน้าของเขาอย่างจริงจัง
“เจ้าจะต้องตาย”
หากหัวหน้าตระกูลเจียงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ ก็จำเป็นต้องทอดทิ้งเจียงหน่ายจวินและผู้อื่นที่เป็นตัวประกัน และเพื่อป้องกันไม่ให้เจียงหน่ายจวินและผู้อื่นเปิดเผยความลับบางอย่างของตระกูลเจียง
เช่นนั้นแล้วผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้ก็มิอาจมีลมหายใจต่อไป
“เจ้ารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร” เพียงประโยคเดียวนี้ ผู้มีพรสวรรค์อย่างเจียงหน่ายจวินและคนอื่น ๆ ต่างเข้าใจความหมายทันที
ญาติพี่น้องจากสายตระกูลอื่น ๆ พวกเขาอาจไม่ใส่ใจ แต่บิดามารดาพี่น้องที่สนิทสนม พวกเขาจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร?
เมื่อพวกเขาถูกทอดทิ้ง เพื่อบิดามารดาพี่น้องผู้เป็นที่รักในตระกูล พวกเขาก็ต้องตาย
มีเพียงการตายของพวกเขาเท่านั้น ที่จะทำให้คนที่พวกเขาห่วงใยมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข
เจียงหน่ายจวินมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน สบเข้ากับดวงตายาวคมเสน่ห์ราวกับจิ้งจอกของซูซู เขายิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าว
“บางทีข้าอาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่อยากตายเพื่อใครสักคนก็ได้ เมื่อเวลานั้นมาถึงบางทีข้าอาจจะยอมมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อยเช่นนี้”
“สำนักเต๋ามีคำพังเพยว่า ขอให้สหายตายแทนดีกว่าให้ข้าตายเอง”
ถูซานซูซูมิได้พูดอันใดอีก หูจิ้งจอกสีขาวอมชมพูของนางขยับเบา ๆ จากนั้นนางค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง
เมื่อยืนอยู่ที่ประตู นางหันกลับมามองคุณชายตระกูลเจียงอีกครั้ง
“หากเจ้าเห็นแก่ตัวจริง ๆ บางทีนั่นอาจจะดี…”
ประตูเล็กถูกเปิดออก ลมหนาวพัดเข้ามาเต็มห้องในพริบตา
จากนั้นถูซานซูซูก็ปิดประตูห้องแล้วจากไป
“เอ๊ะ เจ้าว่าอะไรนะ” เจียงหน่ายจวินลุกขึ้นยืน ทั่วทั้งห้องมีกลไกผนึกที่จำกัดตัวเขาอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาใช้วิชาตบะอย่างเต็มที่
ยามนี้ดวงตาของคุณชายตระกูลเจียงเต็มไปด้วยความยินดี ก่อนเขาจะตะโกนเสียงดัง
“ซูซู เจ้าหวังให้ข้าเห็นแก่ตัวกว่านี้หรือ อา ข้าฟังเจ้าพูดไม่ชัด พูดอีกครั้งสิ!”
“ฮ่า ๆ ๆ” เขาหัวเราะเสียงดัง
ทว่าในดวงตามีน้ำตาคลอ ชั่วขณะนั้นเขาแยกไม่ออกว่าเป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดีหรือโศกเศร้า