ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1479 สายใยรักพันผูก
บทที่ 1479 สายใยรักพันผูก
นางใช้ริมฝีปากอันอวบอิ่มของนางงัดริมฝีปากของเขา
เมื่อลิ้นอ่อนนุ่มดุจดอกกานพลูแทรกผ่านริมฝีปากและฟัน น้ำลายทั้งสองผสานกันด้วยความหลงใหล ปากอวบอิ่มทั้งสองจูบกันดูดดื่มขึ้นเรื่อย ๆ แลกลมหายใจของกันและกันอย่างหื่นกระหาย ลมหายใจขาดห้วงขึ้นทุกขณะ ราวกับกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงรักไปพร้อมกัน
เพลิงเสน่หาลุกโชน เผาไหม้อยู่ในอก เถ้าถ่านแห่งวสันตฤดูร่วงหล่นลงบนร่างของทั้งสอง ราวกับมีผ้าโปร่งบางคลุมกาย สัมผัสได้มิอาจจับต้องได้ ทุกที่ที่มือสัมผัสล้วนลื่นเนียนและร้อนผ่าว
สายใยรักพันผูก พันให้ทั้งสองร่างเอนเอียงสลับไปมา ดั่งอสรพิษรัดพัน
หากมีวาสนา พวกเขาปรารถนาจะจูบกันตราบสิ้นยุคสมัย ตราบชั่วฟ้าดินสลาย
ห้วงรักอันลึกซึ้งผูกทั้งสองกอดรัดกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ แม้ร่างจะทรมานจากการบีบรัด แต่พวกเขาก็มิอยากผละออกกัน ราวกับกลัวว่าหากคลายออก จะไม่มีวันได้โอบกอดกันอีก
จิ่งเอ๋อร์โอบรอบคอจ้าวอู่เจียงด้วยแขนทั้งสอง ผมดำขลับสยายไปทั่วแผ่นหลังขาวเนียน ปัดผ่านแก้มอันร้อนผ่าวของทั้งสอง แม้จะคันระคายเพียงใด แต่ก็มิอาจสั่นคลอนความร้อนรุ่มในใจของทั้งคู่ได้
ไฟราคะอันร้อนแรงพลุ่งพล่าน อาภรณ์ผ้าไหมหลุดร่วงท่ามกลางการกอดรัดของทั้งสอง ในความมืดมีบางสิ่งแทรกออกมา แกว่งไกวชั่วครู่ ก่อนจะถูกกดทับด้วยก้อนหอมสองก้อนที่มือทั้งสองกำไว้ไม่มิด
ร่างทั้งสองสะดุ้ง ริมฝีปากแยกจากกัน ทิ้งสายใยวาววับระหว่างริมฝีปาก ดวงตาเป็นประกายจ้องมองกันดด้วยความเสน่หา เพียงชั่วครู่สายใยที่เพิ่งถูกดึงก็กลับพันกันอีกครา
สองจุมพิตลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าเดิม ราวกับต้องการหลอมรวมอีกฝ่ายเข้าสู่เลือดเนื้อของกันและกัน
เจ้าอยู่ในกายข้า
ข้าอยู่ในกายเจ้า
มิมีวันพรากจาก
ความรักที่ลึกซึ้งที่สุดคือสิ่งใด?
ราคะคือสิ่งใด?
ความรู้สึกไม่ควรเกิดจากตัณหา ตัณหาต่างหากที่เกิดจากความรู้สึก หรือมันมิใช่ตัณหา
แต่เป็นความรู้สึกที่แท้จริง
เมื่อไฟราคะอันลึกซึ้งถึงขีดสุด จึงเกิดความปรารถนาที่จะครอบครองอีกฝ่าย ยิ่งครอบครองก็ยิ่งลึกซึ้ง ทุกจุมพิตอันร้อนแรง ทุกอ้อมกอดอันแนบแน่น ทุกการค้นหาตัวตนของกันและกัน ล้วนเป็นเพราะความรู้สึกอันลึกซึ้งทั้งสิ้น
นางเกี่ยวรั้งคอบุรุษผู้เป็นที่รักไว้ ส่งผ่านลมหายใจและน้ำลายของตน
เขาลูบไล้แผ่นหลังอันเนียนนุ่มของนาง ไล้ผ่านเอวคอดกิ่ว จนถึงส่วนโค้งเว้าที่ทำให้หัวใจสั่นรัว
ยามนี้หัวใจของทั้งสองพลันสั่นไหวราวกับผีเสื้อกระพือปีก ริมฝีปากผละออก หอบหายใจถี่ นัยน์ตาทั้งสองสอดประสานกันอย่างเร่าร้อน ต่างจมดิ่งลงในดวงตาของกันและกัน
จิ่งเอ๋อร์พลันขยับตัวอย่างอ่อนช้อยเข้าไปกดร่างจ้าวอู่เจียงไว้ นางเอียงศีรษะเล็กน้อย พินิจมองบุรุษของตนอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยความหลงใหล
หนึ่งสายตาราวกับหนึ่งหมื่นปี มองเท่าไรก็มิมีวันเพียงพอ
จากนั้นนางยันมือทั้งสองบนแผงอกกำยำของจ้าวอู่เจียง แล้วค่อย ๆ ยันตัวขึ้นนั่ง
มองบุรุษด้านล่างจากด้านบนเช่นนี้ ผมดำสยายดูเซื่องซึมกระเซอะกระเซิง ใบหน้างดงามเหนือใครปรากฏรอยแดงระเรื่อ ทนต์ขาวดั่งไข่มุกขบริมฝีปากอย่างเย้ายวน มิได้ตั้งใจอวดเสน่ห์ ทว่ากลับยั่วยวนเป็นธรรมชาติ เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันไร้ขอบเขต
“ข้าต้องการสิ่งนั้นของเจ้า”
นางออกคำสั่งกับจ้าวอู่เจียง น้ำเสียงเล็กแหบพร่า เอ่ยสั่งการดั่งทรงอำนาจแฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์ แต่กลับเย้ายวนอย่างมิอาจบรรยาย
จากนั้นนางก็ยันมือทั้งสองบนแผงอกของจ้าวอู่เจียง ส่วนโค้งอันน่าตื่นใจทั้งสองค่อย ๆ เสียดสีไปด้านล่าง
เสียงปะทะเบา ๆ ดังขึ้นในความมืดมิดยามราตรีกาล
นางค่อย ๆ ยกตัวขึ้น แล้วทรุดลงนั่งอย่างช้า ๆ ความร้อนผ่าวเติมเต็มนางในพริบตา เผาไหม้จนนางสั่นระริก นางแหงนคอครางเบา ๆ ราวกับร่างกำลังละลายเป็นสายวารี ทิ้งตัวลงบนร่างของจ้าวอู่เจียง และถูกเขาโอบกอดอย่างอ่อนโยน
ลมหายใจร้อนผ่าวกลับมาโอบกอดกันอีกครั้ง ทั้งสองจุมพิตกันอีกครา ริมฝีปากชื้นร้อนและนุ่มนวลพัวพันกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกัน เสียงน้ำลายดังเฉอะแฉะ
ราตรีไร้แสงเทียน ทั้งสองร่างสีกันราวกับจะเกิดไฟ ยังคงกอดและจุมพิตกันอย่างดื่มด่ำ
สายใยรักพันวนไปมา เสียงครางในลำคอของจิ่งเอ๋อร์ยิ่งหนักหน่วงขึ้น อารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นทุกครั้งในการสอดปะทะกัน
ละอองน้ำชื้นสะสม สายพิรุณห่าใหญ่มาเยือนตามคาด เทกระหน่ำลงมา ไหลบ่าไปทั่วทุกทิศ
ส่วนวารีวิสุทธิ์สีขาวนวลฝ่าสายฝนทะลุขึ้นไปถึงประตูสวรรค์ แตกกระจายเป็นประกายงดงาม
สองร่างสั่นสะท้านพร้อมเพรียงกัน แต่มิแยกจากกัน พวกเขาปรารถนาอยู่ด้วยกันตลอดไป
แสงจันทร์สีขาวไหลริน กระต่ายหยกยังคงตำยาอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่เร่งไม่ช้า ราตรียังอีกยาวไกล
แม้ยามพลบค่ำจะสิ้นสุด ก็ย่อมีแสงรุ่งอรุณมาเยือน
แสงตะวันสว่างไสวจะเป็นไรไป อย่างมากทั้งสองก็ไม่ต้องลุกจากเตียง
ทว่า… เรื่องราวอีกด้านหนึ่ง หลี่ฉวนจวินกลับผิดปกติ
ร้อนรนวุ่นวาย สะดุดล้มโซเซ