ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1481 ความทรมาน
บทที่ 1481 ความทรมาน
เสื้อผ้าถูกตัดออก ผิวที่ควรจะเนียนนุ่ม บัดนี้กลับเละเทะไปด้วยเลือดเนื้อน่าสยดสยอง ปรากฏรอยบาดเฉือนเป็นทางบาง ๆ ราวกับถูกของมีคมกรีด
ชายชราสีหน้าซีดขาว เม็ดเหงื่อผุดพราวเต็มหน้าผาก ร่างกายที่แก่ชราสั่นเทาเล็กน้อย ทว่ามือที่จับเข็มเงินยังคงมั่นคง เขาแทงเข็มเงินทีละเล่มลงบนจุดชีพจรรอบร่างของซิ่วเหนียง
หญิงชราตระกูลเฉินเคยเป็นธิดาตระกูลมั่งคั่ง ภายหลังตระกูลล่มจม ปัจจุบันนางจึงกลายเป็นหมอตำแยคนหนึ่งในสองของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ และนางก็มีความรู้ด้านการแพทย์อยู่ไม่น้อย
บัดนี้นางได้สติแล้ว จึงรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ตอนนี้มือของนางกำลังคลำตรวจท้องน้อย และช่วงล่างของร่างซิ่วเหนียงที่เปื้อนโลหิต
ไฝดำที่หว่างคิ้วของนางขยับขึ้นลงตามการขมวดคิ้ว
ยังไม่ถึงเวลาคลอดของซิ่วเหนียง นางเพิ่งตั้งครรภ์ได้ไม่นาน กระแสพลังที่บาดเจ็บจากภายในสู่ภายนอก ทำลายร่างกายของนางจนย่อยยับ
“มดลูกแหลกแล้ว…” หญิงชราตระกูลเฉินยกมือที่เปื้อนโลหิตขึ้น ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
ดูเหมือนชายชราจะไม่ได้ยิน เขายังคงยุ่งอยู่กับงานในมือไม่หยุด บนชุดขุนนางเก่าของเขามีคราบโลหิตกระเซ็นเปื้อนเป็นดวงใหญ่
ทั้งเลือดโลหิตซิ่วเหนียง และโลหิตของตัวเขาเอง
“โครม!” ประตูห้องถูกผลักเปิด หวังฟู่กุ้ยถือชามใบใหญ่ สะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กวิ่งพรวดเข้ามา
“อาจารย์ น้ำแกงต่ออายุขอรับ”
ชายชราบีบจมูกซิ่วเหนียง บีบริมฝีปากนางให้เปิดออก
“กรอกยา!”
หญิงชราตระกูลเฉินลุกขึ้น ก้าวไปช่วยเหลือหวังฟู่กุ้ย ค่อย ๆ เทยาต้มสีน้ำตาลลงไปในปากของซิ่วเหนียง
“กรอกให้เร็วกว่านี้!” คนชราตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว
หวังฟู่กุ้ยเอียงปากชามเล็กน้อย แล้วน้ำยาค่อย ๆ ไหลริน
“วางเทียบยาไว้แล้วออกไป!” คนชราคว้าชามยาด้วยมือข้างหนึ่ง กรอกน้ำยาและกากยาหยดสุดท้ายเข้าปากซิ่วเหนียง จากนั้นก็สะบัดชามทิ้ง
หวังฟู่กุ้ยรีบรับชามยา หยิบตะกร้าไม้ไผ่เล็กออก วางลงบนพื้น แล้วหมุนตัววิ่งออกไป
เขารู้จักสมุนไพรมากมาย และรู้วิธีต้มยา แต่ไม่เข้าใจวิชาแพทย์ เพราะเช่นนั้นแล้วที่นี่มีหญิงชราตระกูลเฉินคอยช่วยอาจารย์ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
เมื่อประตูห้องถูกปิดลง หวังฟู่กุ้ยก็ทิ้งตัวนั่งลงที่หน้าประตูอย่างอ่อนแรง เด็กชายตัวน้อยมองดูหลี่ฉวนจวินที่กำลังขมวดคิ้วด้วยความกังวล แต่ก็มิได้เอ่ยอันใดออกมา แต่กลับล้วงหัวผักกาดขาวครึ่งหัวออกมาจากอก แล้วจับหัวผักกาดขาวกัดกิน
ขณะที่กำลังกัดกินอยู่นั้น เขาดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงลุกขึ้นวิ่งไปที่ห้องโถง พลิกค้นตู้และลิ้นชัก
ทางด้านหลี่ฉวนจวินพิงผนังด้านข้าง ทรุดตัวลงนั่งบนพื้น เขาก้มหน้าต่ำ หายใจเข้าออก และฝึกฝนปราณกระบี่
เขายังคงมีความหวังอยู่เสมอ
แต่ถึงอย่างไรเขาก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่งแล้ว เพียงแต่ไม่กล้าบอกตัวเอง ไม่กล้าครุ่นคิดในใจ
เสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ ยังคงดังมาจากในห้อง ซิ่วเหนียงยังอยู่ในระหว่างการรักษา
แสงจันทร์สาดส่องราวกับสายวารี จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนไปทางทิศตะวันตก
หวังฟู่กุ้ยถือชามยามาหนึ่งชาม แล้วเดินมานั่งที่หน้าประตูใหญ่ วางชามยาไว้ข้าง ๆ
ทั้งผู้ใหญ่และเด็กนั่งอยู่เช่นนั้น และรอคอยอย่างเงียบเชียบ
หวังฟู่กุ้ยไม่ได้รู้สึกแปลกหน้ากับหลี่ฉวนจวิน เพราะหลี่ฉวนจวินอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ และเขามักจะมาที่โรงหมอเพื่อซื้อยาอยู่บ่อยครั้ง
ล้วนแล้วแต่เป็นยาที่มีสรรพคุณต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงร่างกายและไต ยาบำรุงกระเพาะและม้าม ยาบำรุงตับและดวงตา
ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น ในระหว่างที่ทั้งสองคนยังคงรอคอยด้วยความหวัง
หวังฟู่กุ้ยอุ่นยาซ้ำอีกสองครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์อีกเลย คงเป็นเพราะอาจารย์กำลังยุ่งอยู่กับการรักษา
หลี่ฉวนจวินนั่งไม่ติด ปราณกระบี่และกระแสพลังวนเวียนรอบกายไม่หยุด แต่เขารู้ดีว่าในยามที่แพทย์กำลังรักษาผู้ป่วย คนนอกไม่ควรเข้าไปรบกวนหรือแทรกแซง เขาจึงไม่กล้าบุกเข้าไปในห้อง
“ลุงหลี่ นางต้องไม่เป็นอันใดแน่นอนขอรับ…”
ยาในชามข้างกายหวังฟู่กุ้ยเย็นลงอีกครั้ง จนกระทั่งเกิดเป็นแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ เขาผ่อนลมหายใจ แล้วดึงเสื้อคลุมตัวน้อยของตนให้กระชับขึ้น
หลี่ฉวนจวินยื่นมือลูบศีรษะของหวังฟู่กุ้ย ยิ้มขื่นพลางพยักหน้าช้า ๆ
แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงวัตถุหนักตกกระแทกพื้นดังมาจากในห้อง ‘ตึง’ เป็นเสียงทุ้มหนักอู้อี้
ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนอันเศร้าโศกของนางเฉินชุนเยว่ก็ดังขึ้น
“หวังชิวซู่!”
หลี่ฉวนจวินสบตากับหวังฟู่กุ้ย จากนั้นเขาก็พุ่งตัวพังประตูเข้าไปในห้อง
หวังฟู่กุ้ยพยายามยืดตัวขึ้น ก่อนจะก้มหน้าวิ่งพรวดเข้าไป แต่ภาพที่เห็นในห้องทำให้ขาของเขาอ่อนยวบ เขาร้อง ‘อ๊า’ ออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนจะกลิ้งคลานออกมาจากห้อง แล้วคว้าชามยาที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งเอาไว้