ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1499 ปีศาจแล้วอย่างไร เกี่ยวอันใดกับรัก
บทที่ 1499 ปีศาจแล้วอย่างไร เกี่ยวอันใดกับรัก
หลินหลางค้อมกายคำนับแล้วกล่าวว่า
“ขอคารวะท่านผู้อาวุโส”
“เทพปีศาจเคยกล่าวถึงเจ้า เขายอมรับเจ้าเป็นภรรยา” ร่างใบไม้ของมังกรเขียวกล่าวต่อว่า
“พลังปีศาจของเทพปีศาจกับพลังปีศาจของเจ้า แทบจะเหมือนกันทุกประการ มีรากฐานเดียวกัน มีที่มาเดียวกัน
ทว่าเจ้า เป็นจิ้งจอก…
ช่างน่าประหลาดนัก ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก
อัตราการเต้นของชีพจรมิเหมือนกัน รูปร่างของเผ่าพันธุ์มิเหมือนกัน โครงสร้างร่างกายก็ช่างแตกต่างกัน เจ้ากับเทพปีศาจรักกันได้เยี่ยงไร?”
หลินหลางอดไม่ได้ที่จะยิ้มให้กับประโยคที่ว่า “เทพปีศาจยอมรับเจ้าเป็นภรรยา” ความรู้สึกอบอุ่นก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจของนาง
ในขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกประหลาดใจ คิดว่าเจ้ามังกรเขียวตัวนี้ช่างพิกลนัก มิมีท่าทีของผู้แข็งแกร่งเลยแม้แต่น้อย ดูราวกับเด็กช่างสงสัยเสียมากกว่า
ใช่ ราวกับเด็กช่างสงสัย
อู่เจียงเคยล้อเล่นว่า คนประเภทนี้เรียกรวม ๆ ว่าเด็กช่างสงสัย
หากอู่เจียงอยู่ที่นี่ เขาคงจะพูดอย่างจริงจังว่า
“ชิงหลง เจ้าหุบปากเสีย รู้จักกาลเทศะบ้าง เรื่องของเทพปีศาจ ข้าแนะนำให้เจ้าอย่าสอดรู้สอดเห็นมากนัก”
“มนุษย์กับปีศาจต่างเดินคนละเส้นทางกัน… ปีศาจแล้วอย่างไร?” ชิงหลงถอนหายใจ ดูราวกับจะนึกถึงเรื่องในอดีตได้ เขาพ่นใบไม้ร่วงออกมามากมาย
“ในอดีต พี่สาวของข้ารักเขาจนแทบเป็นแทบตาย ทว่าเขากลับไม่สนใจ บอกว่ามนุษย์กับมังกรอยู่ต่างเส้นทางกัน แล้วหันหลังจากไป
พี่สาวของข้าร้องไห้คร่ำครวญพลางบันดาลให้เกิดเมฆฝน…
ทว่า…
อัตราการเต้นของชีพจรมิเหมือนกัน รูปร่างของเผ่าพันธุ์มิเหมือนกัน โครงสร้างร่างกายก็แตกต่างกัน แต่สิ่งเหล่านี้ มันเกี่ยวอะไรกับความรักกัน?”
“เอ่อ…” หลินหลางไม่รู้จะตอบเช่นไร
แต่ชิงหลงพูดถูกอยู่อย่างหนึ่ง เป็นปีศาจแล้วเป็นกระไร? มันเกี่ยวอันใดกับความรัก?
‘ชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ อวัยวะภายในผิดที่ สิ่งเหล่านี้เกี่ยวอันใดกับความรัก?
อย่างมากที่สุด เมื่อเจ้าจากป่าของข้าไป ข้าจะมอบขนให้เจ้า
《จิ้งจอก》’
——
ห้าคนที่กำลังจะออกจากมณฑลฟางเฉ่า เมืองอิงอู่ ได้หยุดพักที่ปากซอยแห่งหนึ่ง
ด้านหลังของพวกนางคือบุคคลสามคนจากตระกูลอวี้ที่ตามมา ส่วนด้านหน้าที่ปากตรอกเล็ก ๆ นั้นกำลังเกิดเหตุการณ์รังแกและทำร้ายร่างกายขึ้น
เด็กชายตัวน้อยกอดศีรษะตนเอง ขดตัวอยู่บนพื้น ปล่อยให้เด็กหนุ่มทั้งชกทั้งเตะ ทุบตี และก่นด่า ซึ่งเนื้อหาที่ด่านั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลักขโมยของเด็กชายตัวน้อย
แม้เด็กชายตัวน้อยจะถูกตี แต่ถึงกระนั้นเขาก็พยายามอธิบายด้วยความน้อยใจว่า อาหารนั้นเขาขอมาอย่างถูกต้อง แต่มักถูกเด็กตัวโตแย่งไป เด็กตัวโตไม่เพียงไม่รู้สึกขอบคุณ แต่ยังทำเกินกว่าเหตุ เขามักทุบตีและดุด่าเด็กน้อยเป็นประจำ
เมื่อได้ยินเรื่องราว ว่านจื่อที่ฟังจนรู้สึกเดือดดาล ขมวดคิ้วมุ่น แล้วก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว คว้าแขนของเด็กตัวโตไว้
“หยุดมือของเจ้าเดี๋ยวนี้นะ!”
“พี่สาว เจ้ามาจากที่ไหน? ข้ากำลังสั่งสอนมัน เกี่ยวอะไรกับเจ้า?” เด็กตัวโตสวมเสื้อนวมบาง ๆ สามตัว สวมหมวกขนสัตว์สกปรก มองมาด้วยสายตาเย็นชา แขนที่ถูกจับไว้สะบัดอย่างแรงเพื่อให้หลุดจากการควบคุม
จางกั่วกั่วเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างเด็กอ้วนตัวเล็ก ผลักร่างของเขาไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วตะโกนใส่เด็กตัวโต
“เจ้ารังแกเด็กน้อย เจ้าจะโชคร้าย เจ้าจะเคราะห์ร้าย!”
หวังเทียนป้างเด็กอ้วนตัวเล็กถูกผลักออกไป เมื่อสบสายตาดุร้ายของเด็กตัวโต เขาก็ก้มหน้าลงทันที นัยน์ตาจ้องรองเท้าเล็ก ๆ ของตน
“ใช่ ไม่ควรรังแกเด็กน้อย”
“เห็นไหม เด็กสองคนนี้ยังรู้ความมากกว่าเจ้า!” ว่านจื่อในตอนนี้ทั้งร่างดูเฉียบคมขึ้นมา นางปกป้องเด็กชายตัวน้อยที่ขดตัวอยู่บนพื้นไว้ข้างหลัง มือข้างหนึ่งกระชากคอเสื้อของเด็กตัวโต สีหน้าดุดันและโหดเหี้ยม
“เจ้าไม่ละอายหรือไร ชิงของของผู้อื่น แล้วยังทำร้ายเขาอีก?”
“ฮึ” เด็กโตที่ใบหน้าเดิมทีดูหมดจด ทว่าตอนนี้กลับสกปรกเลอะเทอะ เขาส่งเสียงฮึดฮัดอย่างดูแคลน
“พี่สาว เจ้าจะเข้าใจอะไรกัน
ข้าแค่กำลังสอนให้เขารู้ถึงความโหดร้ายของโลกใบนี้เท่านั้น
การเสียเปรียบคือโชคลาภ เขายังเล็กอยู่ จะเป็นอะไรไปหากต้องลำบากบ้าง?”
ว่านจื่อไม่เคยพบเจอคนหน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน นางโกรธจนแก้มป่อง พลั้งปากออกมา
“ไอ้ลูกแม่…”
ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ นางก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง นางมิควรป่าเถื่อน ควรจะสุภาพเรียบร้อยเยี่ยงสตรี จึงเปลี่ยนคำพูด
“คืนของให้เขาซะ แล้วขอโทษเขาด้วย! มิเช่นนั้นข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
“ได้สิ” เด็กโตถูกจับคอเสื้อไว้ ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ท่าทางน่าโดนตีสั่งสอนเป็นที่สุด
“ก็แค่อาหารนิดหน่อยเท่านั้น ข้าจะคืนให้เขาก็ได้”
จากนั้นเขาก็ชำเลืองมองเด็กชายตัวน้อยที่ถูกสาวน้อยปกป้องไว้ด้านหลัง แล้วยิ้มอย่างเยือกเย็น
ว่านจื่อขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นเช่นนั้น
“หากข้าพบว่าเจ้ารังแกเขาอีก หรือรังแกผู้ที่อ่อนแอแล้วล่ะก็… เจ้าจะได้เห็นดี!”
เด็กโตพยักหน้าอย่างแรง ไม่มีท่าทียอมรับผิด แต่กลับรับปากอย่างรวดเร็ว
“ดี ได้”