ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1511 ประชาราษฎร์จงเจริญ
บทที่ 1511 ประชาราษฎร์จงเจริญ
ธารโลหิตเปียกชุ่มเสื้อคลุมของจ้าวอู่เจียง เขาพิงกำแพงสีแดง แล้วค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นด้วยดวงตาอันเหม่อลอย
ในที่สุดเขาก็ได้ยินคำพูดที่คนผู้นั้นบอกเขาในความฝันคืนนั้นอย่างชัดเจน
การล่มสลายของราชวงศ์ต้าเซี่ยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ แลเป็นสิ่งที่มิอาจย้อนกลับได้
การที่ตัวเขาเองไม่แข็งแกร่งพอนั้นเป็นเพียงเหตุผลเล็กน้อย เหตุผลที่แท้จริงคือการที่เขาคิดว่าตนต่อสู้อยู่เพียงลำพัง
หากประชาชนทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ความทุกข์ยากร่วมมือกัน ท้องฟ้าสีหม่นที่ปกคลุมเหนือศีรษะของสรรพชีวิตอาจจะถูกพลิกกลับได้อย่างสิ้นเชิง!
ผู้ที่แบกฟืนเพื่อคนอื่น มิควรปล่อยให้เขาตายเพราะหนาวในพายุเหมันต์
ผู้ที่ปลุกปัญญาให้คนโง่เขลา มิควรปล่อยให้เขาสับสนในความไม่รู้
ผู้ที่เปิดทางสู่อิสรภาพ มิควรปล่อยให้เขาติดอยู่ในขวากหนาม
ผู้ที่สร้างชีวิตให้ประชาชน มิควรปล่อยให้เขาตายอย่างไร้เสียง
เมื่อเขาเลือกที่จะยืนหยัด ก็ควรมีคนอื่น ๆ อีกมากมายที่ยืนหยัดไปพร้อมกัน
รวมพลังของทุกสรรพชีวิต ร่วมกันปฏิเสธโลกอันสกปรกโสมมนี้
แทนที่จะเป็นเขากับหลี่ฉวนจวิน เพียงสองคนเท่านั้นที่ต่อสู้กับทุกสิ่ง แทนที่จะเป็นเขาที่ตายเพื่อประชาชน…
หากทุกคนร่วมใจกัน แม้นต้องตาย แล้วจะเป็นไรเล่า?
เพียงเพราะมิมีใครบอก เขาจึงโง่เขลา
แต่สุดท้ายก็ยังมีคนเลือกที่จะตายเพื่อเขา เสียงร่ำร้องปกป้องท่านจ้าวเหล่านั้น เขาจดจำมันมิมีวันลืม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประกายไฟเล็ก ๆ
ประกายไฟเล็ก ๆ แห่งวิถีของปวงประชา
สิ่งที่เขาต้องทำ มิใช่การไปช่วยเหลือทุกคน สิ่งนั้นเขามิอาจทำได้
สิ่งที่เขาควรทำ คือการมาจากปวงประชาและกลับคืนสู่ปวงประชา อาศัยพลังของปวงประชา เดินร่วมทางกับปวงประชา ต้านภัยพิบัติครานี้ไปด้วยกัน
ความแข็งแกร่งของเทพปีศาจในอดีตนั้น มีที่มาจากการร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกับปวงประชา ที่รวมพลังกันต่อสู้กับภัยพิบัติ แม้ต้องสละชีวิต อย่างน้อยที่สุดในสงครามนี้ ฝ่ายปวงประชาก็มิได้พ่ายแพ้ แลพวกเขายังคงยืดเยื้อสถานการณ์มาจนถึงปัจจุบัน
จุดนี้ สามารถเห็นได้จากวิหารเทพปีศาจ และรูปปั้นเทพปีศาจมากมายนับไม่ถ้วนที่ปรากฏในโลก
ผู้คนแม้นมิรู้จักโฉมหน้าของเทพปีศาจ แต่พวกเขายินดีจะสร้างวิหารและถวายธูปบูชา
เพราะเทพปีศาจจดจำปวงประชาไว้ในใจ ปวงประชาจึงจดจำเขาไว้ในใจเช่นกัน
เทพปีศาจมิใช่เทพ มิได้ถูกทำให้เป็นเทพ
ผู้คนเรียกขานเขาด้วยความเคารพ เพื่อเป็นการให้เกียรติ แลเพื่อจดจำ เมื่อโลกค่อย ๆ เลอะเลือนไป ผู้คนจึงยิ่งคะนึงหาเขามากขึ้น
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างเศร้าสลดด้วยความรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง
“กลายเป็นเทพด้วยธูปเทียน… พลังของท่าน จะมาจากปวงประชาทุกคน”
“มิจำเป็นต้องคิดถึงข้าตลอดเวลา แลมิต้องหวังว่าข้าจะกลับมา หลังจากข้าจากไป พวกเจ้าก็คือข้า!
ประชาชนจงเจริญ! ชาวโลกจงเจริญ!”
จ้าวอู่เจียงพึมพำแผ่วเบา น้ำเสียงนุ่มนวลดั่งสายลมยามราตรี
ที่แท้ทุกอย่างล้วนมีร่องรอยให้ติดตามมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของประเทศในดาวสีฟ้า ในร้านขายของชำของย่า เมื่อเขาเห็นภาพวาดที่แสดงความเมตตาที่ติดอยู่บนผนัง
เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ก็ได้ถูกหว่านลงแล้ว
เพียงแต่เขาไม่สามารถกลายเป็นคนในภาพนั้นได้ เขาข้ามมิติมา เขาผ่านประสบการณ์มามากมาย เขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสับสน เขาอยู่ร่วมกับปีศาจในใจ นั่นทำให้เขามิสามารถเข้าใจตนได้อย่างชัดเจน…
แต่เขายังจดจำได้ว่า ยามนี้เขาได้เติบโตขึ้นแล้ว…
พลันใดนั้นดวงตาของจ้าวอู่เจียงพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
ยันต์ที่กักขังจวนอิ้นอ๋องปรากฏขึ้น ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ฉากรอบข้างแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน จ้าวอู่เจียงเห็นเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เห็นผู้คนจำนวนหนึ่ง
เขาเข้าใจในทันทีว่าทำไมยันต์จึงแปรเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ เพราะเมื่อเขาเข้าใจวิถีแห่งปวงประชาที่แท้จริง เขาก็จะสามารถมองเห็นทุกสิ่งในโลกได้
ยันต์กักขังร่างกายของเขา มิใช่จิตใจของเขา
จิตใจมุ่งไปทางใด วิญญาณก็จะก้าวไปทางนั้น
เพียงแค่เขาคิด เขาก็สามารถเห็นผู้คนที่เขาต้องการเห็น แลสามารถเห็นผู้ที่คิดถึงเขา
กระนั้นเขายังคงเคลือบแคลงสงสัย เหตุใดคนแรกที่เขาเห็นจึงเป็นว่านจื่อและคนอื่น ๆ จากเขาสู่เต๋า
เป็นเพราะว่านจื่อและคนอื่น ๆ กำลังร่ำร้องถึงเขาอยู่หรือ?
เขาได้ยินเสียงตะโกนสังหารอยู่ข้างหู สัมผัสได้ถึงเสียงลมพัดแรง ราวกับว่าเขาอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
ว่านจื่อที่กำลังวิ่งหนีพร้อมกับเด็ก ๆ พุ่งผ่านร่างของเขาไปอย่างรวดเร็ว เขาเสมือนเป็นเพียงผู้มาเยือนในโลกนี้
มิมีผู้ใดสังเกตเห็น
สตรีงามอุ้มเด็กวิ่งผ่านข้างกายเขาไป ตามมาติด ๆ คือชายชราผู้ใจดีที่กำลังคุ้มกันคุณชายหนุ่มรูปงามและเด็กสาวในอาภรณ์สีชมพู
เบื้องหลังปรากฏแสงกระบี่เงาคม มีคนกำลังต่อสู้กันอยู่
จ้าวอู่เจียงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ เห็นสตรีชุดเขียวที่กำลังเหวี่ยงกระบี่ เขาจำได้นางได้
จางซวีไป๋เคยบอกเขา สตรีนางนี้คือจูกัดชิงชิงจากตระกูลจูกัด
ยังมีหมีแพนด้ายักษ์ตัวหนึ่งต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับจูกัดชิงชิง
และเบื้องหน้าของคนกับสัตว์คู่นี้ คือนักรบแข็งแกร่งสิบกว่าคนที่ถืออาวุธรบ แขนเสื้อของพวกเขาล้วนพันด้วยผ้าสีดำทมิฬเหมือนกันทั้งสิ้น