ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1514 การเลือก
บทที่ 1515 ยังมีคนยืนอยู่เพื่อปกป้องพวกเขา
บทที่ 1515 ยังมีคนยืนอยู่เพื่อปกป้องพวกเขา
กลุ่มสู่เต๋าเดิมมีห้าคนหนึ่งสัตว์ บวกกับเด็กชายนิ่งเชวียที่เพิ่งเข้าร่วม ก็กลายเป็นหกคนหนึ่งสัตว์
ผู้ติดตามยังมีจูกัดชิงชิงและสามคนจากตระกูลอวี้
ทว่าตอนนี้จากทั้งหมดสิบคนหนึ่งสัตว์ กลายเป็นสิบคน
สัตว์กลืนทอง สิ้นชีพแล้ว
มันสิ้นชีพในการโจมตีระลอกที่ห้ายามราตรี
เพื่อปกป้องว่านจื่อและคนอื่น ๆ แมวน้อยต่อสู้กับผู้บำเพ็ญกว่ายี่สิบคน สุดท้ายมันก็ล้มลงในกองโลหิต แล้วถูกพวกนั้นแบ่งกันกิน
ก่อนตาย แมวน้อยส่งเสียง ‘โฮ่ง ๆ’ แสดงความโกรธเกรี้ยวทุกขณะ ทำให้ผู้บำเพ็ญสารเลวที่เหลืออีกสิบกว่าคนหัวเราะเยาะ
และผู้บำเพ็ญสารเลวสิบกว่าคนเหล่านี้ ไม่เพียงแบ่งกันกินแมวน้อย ทั้งยังแบ่งกินผู้บำเพ็ญอีกห้าคนที่ถูกแมวน้อยโจมตีตอบโต้ก่อนตายด้วย
ในยุคสิ้นสุดของฟ้าดิน ช่วงเวลาพิเศษที่พลังวิเศษซ่อนอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิต การกินเนื้อหนังมังสามนุษย์ด้วยกันดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติ
ผู้ดูแลเก่าแก่ของตระกูลอวี้ อวี้ฉางฝู ก็สูญเสียแขนข้างหนึ่งในการต่อสู้ก่อนหน้านี้
กลุ่มคนมิได้ต่อสู้กับผู้บุกรุก เพราะเป้าหมายของพวกเขาชัดเจน คือมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของราชวงศ์เซียนต้าโจวแม้จะอยู่แค่บริเวณใกล้เคียงเมืองหลวง ก็จะปลอดภัยมากขึ้น
หากต่อสู้กับคนร้ายที่บุกมา ก็จะดึงดูดความสนใจมากขึ้น ทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น
เว้นเสียแต่ว่าพวกเขามีความสามารถในการจัดการอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นพวกเขาจะไม่สามารถอยู่ได้นานเกินไป
สายพิรุณโหมกระหน่ำ กลุ่มคนเดินทางต่างมีอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก
เด็กหญิงจางกั่วกั่วร้องสะอื้นไม่หยุดตลอดทาง ใบหน้าเล็ก ๆ ร่ำไห้จนบวมขึ้นมา
หวังเทียนป้างก็เงียบขรึมอย่างที่ไม่ค่อยเป็น ยามนี้เขาว่าง่ายขึ้นมาก
ว่านจื่อเงียบไม่พูดจา ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเศร้าโศก
จูกัดชิงชิงมีสีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เมื่อถูกโจมตี นางได้ใช้ปราณกระบี่มากเกินไป
อวี้หน่วนเอ๋อร์จากตระกูลอวี้เม้มปาก ใบหน้าเต็มของนางไปด้วยความรู้สึกผิด
อวี้ฉางฝูรับรู้ถึงความรู้สึกผิดของอวี้หน่วนเอ๋อร์ จึงปลอบประโลมนางอย่างเมตตา
“คุณหนู ไม่ใช่ความผิดของท่าน ท่านเพียงหวังดีเท่านั้น ผิดที่พวกโจรชั่วช้าพวกนั้น ก่อนหน้านี้ใช้กลอุบายหลอกพวกเรา ข้าถึงได้บาดเจ็บสาหัส”
“ท่านฝู ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า…” อวี้หน่วนเอ๋อร์ที่เคยมีนิสัยเอาแต่ใจ นิสัยนั้นก็ค่อย ๆ สูญสิ้นไปตลอดการเดินทาง บัดนี้เมื่อได้ยินคำปลอบโยนจากท่านฝู นางก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น
“พวกท่านล้วนบอกว่าไม่ต้องสนใจ หากมิใช่เพราะข้ายืนกรานจะไปช่วยเด็กคนนั้น พวกเราจะถูกหลอกได้อย่างไร ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า… ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า…”
“ไม่เป็นไร ๆ…” อวี้ฉางฝูส่ายหน้า สีหน้ายิ่งเปี่ยมด้วยเมตตา อวี้หน่วนเอ๋อร์เป็นคนที่เขาดูแลมาตั้งแต่เด็ก แม้จะถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจและมีนิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่นิสัยแท้จริงนั้นมิได้เลวร้ายเลย
จูกัดชิงชิงกำฝักกระบี่ในมือซ้ายแน่น สายตากวาดมองไปด้านหลัง
“พวกมันมาอีกแล้ว!”
อวี้หน่วนเอ๋อร์ชะงักไป อวี้เหวินสุ่ยขมวดคิ้วแน่น แล้วกำหมัดแน่น
ส่วนอวี้ฉางฝูถอนหายใจ ส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น
ว่านจื่อจูงจางกั่วกั่วเอ๋อร์กับหวังเทียนป้าง ไม่พูดอันใด แววตามุ่งมั่น เร่งเดินทางต่อไป โดยมิได้หันกลับไปมอง
เมื่อจูกัดชิงชิงมาแล้วแนะนำตัวว่าได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้มาคุ้มครองพวกนาง นางก็จะมิหันกลับไป เว้นแต่จูกัดชิงชิงจะหนีหรือสิ้นชีพ ทำให้มิมีใครสามารถปกป้องพวกนางได้อีก นางถึงจะหันกลับไป
นางต้องแน่ใจว่าจางกั่วกั่วเอ๋อร์ หวังเทียนป้าง และจางเพียเอ๋อร์จะเดินทางถึงย่านเจียงตู่อย่างปลอดภัย
ส่วนตัวนางเองนั้น จะได้พบจ้าวอู่เจียงอีกหรือไม่ ก็ถือว่า…เป็นความหวัง
จูกัดชิงชิงชักกระบี่ยาวออกมา สายตาจับจ้องม่านฝนที่บิดเบี้ยวอยู่ไม่ไกล
ในม่านฝนมีเงาร่างสิบกว่าคนค่อย ๆ วิ่งเข้ามา ยังคงเป็นกลุ่มคนเดิมที่ตามรังควานพวกเขาไม่เลิก
อวี้ฉางฝูผลักอวี้หน่วนเอ๋อร์และอวี้เหวินสุ่ยออกไป
“ไป!”
“ท่านลุงฝู!” อวี้หน่วนเอ๋อร์ดวงตาเปียกชื้น มีหมอกน้ำเคลือบอยู่ นางกำเสื้อของพี่ชายแน่น
อวี้เหวินสุ่ยพยักหน้าให้อวี้ฉางฝูเป็นเชิงคำนับ แล้วลากน้องสาวออกไปทันที
“ท่านพี่ ปล่อยข้า!” อวี้หน่วนเอ๋อร์ร้องไห้โวยวาย นางถูกลากออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ในความพร่ามัว เห็นเพียงลุงฝูผู้ที่รักและเอ็นดูนางเสมอมาโบกมือให้
“เจ้าก็ไปเถิด” อวี้ฉางฝูดวงตาอ่อนโยน กำชับจูกัดชิงชิง
“ค่อย ๆ เดินไปพลางปรับลมปราณไปพลาง มืจำเป็นต้องให้ทั้งสองคนอยู่ที่นี่เพื่อขัดขวาง
ข้าแก่ชราแล้ว เหลืออีกกี่ปีให้มีชีวิตอยู่กัน ตายยามนี้ก็สมควรแล้ว พวกเจ้าอยู่ให้นานหน่อย โอกาสมีชีวิตก็จะมากขึ้น”
จูกัดชิงชิงประสานมือคำนับ สะบัดผมยาว แล้วจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมา
“โปรดรักษาตัวด้วย”
อวี้ฉางฝูมองจูกัดชิงชิงที่จากไปอย่างไม่ลังเล แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
เขามีแขนเพียงข้างเดียว ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ แขนขวาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวกระตุกในอากาศ ชักกระบี่ใหญ่ออกมา
แต่ชายชรามิเห็นว่า ด้านหลังของเขามีจ้าวอู่เจียงยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำเช่นเดียวดับเขา ยืนถอนหายใจยาวอยู่
เขาไม่ได้เห็นด้วยซ้ำว่า ในบ้านเกิดของเขา ราชวงศ์ต้าเฉียนทางตะวันตกเฉียงใต้ บนภูเขาสู่เต๋า นักพรตชราจางซวีไป๋ยืนอยู่บนบันไดหินสีเทาขาว มองลงไปยังกลุ่มโจรที่กรูกันมาจากเชิงเขา
ส่วนด้านหลังของนักพรตชรา ภายในศาลเต๋านั้น มีประชาชนที่หนีภัยมาขอที่พักพิง
ในห้วงเวลาอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ดูเหมือนว่ามีผู้คนนับไม่ถ้วนยืนอยู่ พวกเขาปกป้องผู้คนเบื้องหลังด้วยชีวิต