ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1517 ผู้บำเพ็ญเฝ้าภูเขา บัณฑิตเดินทางยามราตรี
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 1517 ผู้บำเพ็ญเฝ้าภูเขา บัณฑิตเดินทางยามราตรี
บทที่ 1517 ผู้บำเพ็ญเฝ้าภูเขา บัณฑิตเดินทางยามราตรี
หลังจากต่อสู้มาทั้งวัน จางซวีไป๋ยังคงคอยผลักไสเหล่าผู้บำเพ็ญที่พยายามจะขึ้นเขา
เมื่อฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พลังวิเศษทั้งหมดล้วนถูกกลืนกิน เหล่าผู้บำเพ็ญรบราฆ่าฟันกันเอง ส่งผลกระทบไปถึงประชาชนทั่วไป
จางซวีไป๋ก็ยังคงเฝ้าอยู่บนภูเขาสู่เต๋า
เขาเป็นน้องร่วมสำนักของจางซวีคุนแห่งราชวงศ์เซียนต้าโจว แม้ว่าในเรื่องการทำนายดวงชะตาจะสู้พี่ร่วมสำนักจางซวีคุนไม่ได้ ทว่าเขาก็มิได้อ่อนแอแต่อย่างใด
ในช่วงปีที่ผ่านมา เขาได้ทำนายดวงชะตานับครั้งไม่ถ้วน ลอบดูชะตากรรมที่เป็นไปได้ทั้งหมดของตนและคนที่เขาห่วงใย ทางออกที่เขายอมรับได้มากที่สุด ก็คือผลลัพธ์ในตอนนี้
หากเขาจะออกเดินทางไปยังราชวงศ์เซียนต้าโจวพร้อมกับว่านจื่อและคนอื่น ๆ พวกเขาจะเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ แลจะมิมีผู้ใดรอดชีวิต
แม้ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดคนอื่น ๆ ร่วมเดินทางไปกับกลุ่มของว่านจื่อ พวกนางก็ยังคงต้องตกอยู่ในอันตราย
มีเพียงว่านจื่อและคณะของนางเท่านั้นที่ยิ่งดูอ่อนแอและไม่โดดเด่นเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งสามารถเดินทางไปถึงย่านเจียงตู่แห่งต้าโจวได้อย่างปลอดภัย
ทว่ายิ่งอ่อนแอเท่าไร เมื่อเจอกับอันตรายก็ยากยิ่งที่จะต้านทาน
เมื่อทุกคนรอบตัวเขาจางซวีไป๋จากไปหมดแล้ว หากเขายังต้องการมีชีวิตรอด ก็ยังนับว่ามีวิธี
ทว่าเขาทำนายโชคชะตามากเกินไป และได้ใช้มันเกินความจำเป็นแล้ว เช่นนั้นแล้วจึงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
ในช่วงเวลาสุดท้ายนี้ เมื่อใกล้จะถึงเวลาต้องดับสลาย ก็ควรจะทำอะไรสักอย่าง
ดังนั้นเขาจึงเฝ้าอยู่บนภูเขาแห่งนี้
ที่เชิงเขาสู่เต๋า ผู้บำเพ็ญก่อความวุ่นวายแก่ชาวบ้านนับไม่ถ้วน เมื่อชาวบ้านหลบหนีขึ้นมาบนเขา เขาก็เปิดสำนักเต๋าต้อนรับ และให้ความคุ้มครองชาวบ้านเหล่านั้นทั้งหมด
และหากผู้บำเพ็ญที่ก่อความวุ่นวายต้องการขึ้นเขา เขาก็จักยืนขวางอยู่บนบันไดหิน
โชคดีที่เขายังคงยืนหยัดที่จะเฝ้าอยู่บ้านเขาแห่งนี้ และได้เชิญพลังคุ้มครองจากมรดกของท่านเล่าจื๊อมาสถิตในร่าง เขาจึงสามารถยืนหยัดต่อสู้กับผู้บำเพ็ญที่บุกเข้ามาเหมือนฝูงตั๊กแตนเหล่านี้ได้
โลหิตย้อมเสื้อคลุมเต๋าของเขาจนเป็นสีคล้ำ บนบันไดหินมิมีศพของผู้บำเพ็ญเหลืออยู่เลยสักร่าง มีเพียงคราบโลหิตสาดกระเซ็นทั่วบริเวณ
ผู้บำเพ็ญที่ถูกเขาสังหารถูกลากออกไปหมด กลายเป็นอาหารของพวกผู้บำเพ็ญที่จ้องมองอย่างหิวโหยอยู่เชิงเขา
สายฝนโปรยปรายเบา ๆ
จางซวีไป๋ใบหน้าซีดขาว เส้นผมยุ่งเล็กน้อย เขาได้ยินความเคลื่อนไหวจากเชิงเขาอีกครั้ง
หากมิมีอันใดผิดพลาด การโจมตีระลอกใหม่คงกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง
เสียงตะโกนและเสียงฆ่าฟันที่ดังจากเชิงเขาใกล้เขามาอย่างรวดเร็ว เขายกมือขึ้นโบกครั้งหนึ่ง ยันต์ในมือลุกไหม้
จางซวีไป๋ตวัดฝ่ามือออกไป
—
“หน่วนเอ๋อร์…”
อวี้เหวินสุ่ย บุรุษรูปงามดุจหยก ที่มีบรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายของนักปราชญ์ ลูบแก้มของน้องสาวของตนอย่างอ่อนโยน เขามีหลายเรื่องที่อยากจะสั่งเสีย ทว่าในยามคับขันเช่นนี้ คงมิมีเวลาได้สั่งเสียแล้ว
อวี่หน่วนเอ๋อร์ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา นางส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น
ในคืนที่ลุงฝูไม่ได้กลับมาอีก พี่ชายบอกนางว่า ลุงฝูได้ส่งเสียงบอกก่อนออกเดินทางว่า บิดาของพวกเขาได้สิ้นแล้ว ท่านพ่อได้เสียชีวิตในวันที่สองหลังจากที่พวกเขาหนีออกมาได้สำเร็จ
และในยามนี้พี่ชายก็กำลังจะจากไปอีก
อวี้เหวินสุ่ยมองน้องสาวด้วยแววตาอ่อนโยนและจริงใจ ก่อนจะพยักหน้าให้กับว่านจื่อและคนอื่น ๆ ความหมายนั้นชัดเจนโดยมิต้องเอื้อนเอ่ยอันใดออกมา ความหมายนั้นบอกว่า
‘ข้าอวี้เหวินสุ่ย ขอฝากน้องสาวของข้าไว้กับพวกเจ้า ขอรบกวนให้พวกเจ้าดูแลนางให้ดี’
อวี้เหวินสุ่ยหันหลังจากไป ในชั่วขณะถัดมาเขาก็ได้ปลดปล่อยพลังวิชาในร่างออกมาทั้งหมด แล้วพุ่งเข้าไปหาจูกัดชิงชิงที่กำลังต่อสู้กับศัตรูมากมาย
“ท่านพี่!”
อวี้หน่วนเอ๋อร์แผดเสียงร่ำไห้ดังกังวาน นางถูกว่านจื่อลากให้ห่างออกไปเรื่อย ๆ
หลังจากพักผ่อนเพียงค่ำคืนเดียว ว่านจื่อและคนอื่น ๆ ก็มิได้พบกับแสงสว่าง ทว่ากลับเจอศัตรูมากขึ้น
นอกจากผู้บำเพ็ญที่ต้องการมากินเลือดเนื้อและพลังวิญญาณของพวกนาง ยังมีศัตรูอีกมากมายที่สังหารทุกคนที่พบเจอ ราวกับว่าพวกมันต้องการกำลังระบายโทสะ หรืออาจได้รับคำสั่งอะไรบางอย่าง ให้ใช้ภัยพิบัติจากมนุษย์เป็นเครื่องมือสังหารทุกคน
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น
พวกที่ทรยศต่อประชาชนทั้งกลุ่มอำนาจและบุคคล ในขณะที่จ้าวอู่เจียงเข้าใจหลักธรรมของประชาชน ก็ได้รับคำสั่งให้กำจัดผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติฟ้าลงทัณฑ์ให้สิ้น
หลังจากภัยธรรมชาติก็คือภัยจากมนุษย์ นอกจากคนที่หมดหนทางและก่อความวุ่นวายก่อนตาย ยังมีกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ติดตามวิถีสวรรค์เหล่านี้อีกด้วย
ทั่วทั้งหล้าเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาในดินแดนห่างไกลก็มิอาจรอดพ้น
ภายใต้สายฝนกระหน่ำ โลหิตหลั่งไหลเป็นสายนที ร่างไร้วิญญาณนอนเกลื่อนกลาด
ม่านราตรีค่อย ๆ ทาบทับลงมาบนภูเขาสู่เต๋าอันเขียวขจี
จางซวีไป๋ที่ป้องกันศัตรูอยู่นอกสำนักชิงเฉิง ยามนี้ลมหายใจของเขาอ่อนระโหยราวกับเส้นไหม ร่างกายโงนเงนเล็กน้อย บันไดหินเต็มไปด้วยซากศพ มิมีใครกล้าเข้าไปลากออกมา
ส่วนว่านจื่อและคนอื่น ๆ ที่เข้าใกล้ราชวงศ์เซียนต้าโจวในเขตย่านเจียงตู่มากขึ้นเรื่อย ๆ ได้รอคอยผู้คนในความมืดของราตรี นั่นคือจูกัดชิงชิง ยามนี้ร่างกายของนางเต็มไปด้วยคราบโลหิตและบาดแผลสาหัส
ส่วนบัณฑิตหนุ่มอวี้เหวินสุ่ย เขามิมีโอกาสได้ตามมา ท่ามกลางศัตรูที่ล้อมรอบ ขณะที่เขาสู้จนสิ้นชีพเพื่อคุ้มกันให้จูกัดชิงชิงหนีไป เขาหัวเราะเยาะตัวเองท่ามกลางสายฝนด้วยความสิ้นหวัง
เขากล่าวว่า “ช่างเป็นบัณฑิตที่ไร้ประโยชน์นัก แม้มีสติปัญญาเฉียบคมดั่งปลายพู่กัน แต่ในยุคสมัยวุ่นวายเช่นนี้ กลับไม่อาจใช้มันสังหารผู้ใดได้เลย”
บัณฑิตผู้เดินท่ามกลางราตรี ปลดปล่อยพลังวิญญาณทั้งหมด กลายเป็นแสงสลัวที่มิได้เจิดจ้า ข่มขวัญศัตรู แล้วดับลงท่ามกลางสายพิรุณ แปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่าน