ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1527 มิอาจรอเจ้าได้
บทที่ 1527 มิอาจรอเจ้าได้
ผืนปฐพีสั่นสะเทือน ซากปรักหักพังที่เคยพังครึ่งหนึ่งแต่ยังคงแข็งแรงอยู่นั้น เกิดการถล่มครั้งที่สอง คานไม้หนักอึ้งที่รับน้ำหนักได้หล่นลงมากดทับร่างเหล่าเด็กน้อยไว้ใต้ซากปรักหักพัง
เสียงร่ำไห้ดังขึ้นในความมืดมิด
จางหมาจื่อใจสั่นสะท้าน เขาวิ่งพรวดพราดไปราวกับคนสูญสิ้นสติ
เมื่อเขาได้เห็นเด็ก ๆ ที่ถูกทับอีกครั้ง ความปวดร้าวในใจราวกับถูกคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรก็เข้าถาโถมลงมากลืนกินเขา
ครานี้ เขาไม่จำเป็นต้องเลือก เพียงแค่ยกคานไม้ขึ้นก็สามารถช่วยเด็ก ๆ ได้ แต่เขาจะยกมันได้อย่างไร?
เขาเป็นเพียงคนธรรมดา จะต้านทานภัยพิบัติได้อย่างไร จะยกเคราะห์กรรมที่ทับร่างเด็ก ๆ ได้อย่างไร?
เขาเลือกจุดออกแรงตรงกลางคาน ทว่าไม้กลับไม่ขยับแม้แต่น้อย มันยังคงกดทับเด็ก ๆ
ดินเหลืองร่วงหล่นไม่หยุด เสียงคร่ำครวญของเด็ก ๆ ดังระงมไม่ขาดสาย
ใบหน้าเขาแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปน จางหมาเจื่อกัดฟันพยายามยกอีกครั้ง แต่ก็ไร้ผล
หลังจากออกแรงอย่างบ้าคลั่ง เขาก็หมดแรง และทรุดลงนั่งกับพื้น
“ทำไมกัน?”
เขาพึมพำเบา ๆ ถามสวรรค์ และถามตนเองด้วย
เขาช่วยบุตรสาวของตัวเองไม่ได้ และตอนนี้ก็ช่วยชีวิตเด็กทั้งแปดคนนี้ไม่ได้อีก
จางหมาเจื่อเปล่งเสียงร้องดังกังวาลด้วยความทุกข์ทรมาน ราวกับกำลังวิงวอนต่อสวรรค์
“ได้โปรดมาช่วยพวกเขาด้วย…”
——
“ขอบคุณที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ”
สตรีงามที่ได้รับความช่วยเหลือจากเว่ยชิงหลิงอุ้มบุตรน้อยของจางซวีไป๋ไว้ในอ้อมอก ค้อมศีรษะอย่างมีมารยาทให้กับจางซวีคุน
จางซวีคุนส่ายหน้าเบา ๆ นั่งอยู่ข้างเตาหลอมยา ดวงตาจ้องมองเปลวเพลิงด้วยนัยน์ตาอันเหม่อลอย
หลังจากที่ว่านจื่อจัดการให้เด็ก ๆ เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว นางก็บอกเล่าเส้นทางการเดินทางของตน และก็ได้รู้ที่อยู่ของจ้าวอู่เจียงจากปากของเว่ยชิงหลิง
จากนั้นพวกนางก็รีบร้อนมุ่งหน้าไปยังจวนอิ้นอ๋อง
คราแรกนางอาจเพียงหลงรักในตัวเขาเฉกเช่นสาวน้อย จึงอยากพบจ้าวอู่เจียง
ทว่าตอนนี้ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคำสัญญา
นางออกจากวังหลวง เดินผ่านถนน และตรอกซอกซอย ท่ามกลางความมืดของราตรี ไม่นานนักก็มาถึงจวนอิ้นอ๋อง
จวนอิ้นอ๋องแตกต่างจากที่นางคาดคิดไว้โดยสิ้นเชิง
ที่แห่งนี้ไร้แสงโคมสว่างไสว ทุกที่ที่มองเห็นล้วนมืดสนิท และเงียบเหงาวังเวง
ว่านจื่อลังเลอยู่เนิ่นนาน รู้สึกว่าการมาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ ช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย ควรรอจนถึงรุ่งสางจึงจะดี
นางเตรียมจะหันหลังจากไป ทว่าประตูใหญ่ของจวนอิ้นอ๋องกลับเปิดออก
จ้าวอู่เจียงเห็นนางมาตั้งแต่แรกแล้ว
ว่านจื่อกำมือทั้งสองแน่นด้วยความประหม่า ในความมืดมิดของราตรี นางอดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้
เหตุใดที่พักของจ้าวอู่เจียงจึงมิเปิดไฟเล่า?
แล้วเหตุใดจ้าวอู่เจียงจึงยังมินอนทั้งที่ดึกดื่นป่านนี้?
ยามดึกสงัด ชายหญิงอยู่กันตามลำพัง จะมีอันใดเกิดขึ้นหรือไม่?
หากว่าจ้าวอู่เจียงเกิดสัญชาตญาณดิบขึ้นมา นางควรจะยอมหรือมิยอมดี?
ไม่ถูก นางไม่ควรคิดเรื่องพวกนี้!
นางควรทำภารกิจที่รับปากจูกัดชิงชิงให้สำเร็จก่อน
เมื่อสาวน้อยที่กำลังคิดฟุ้งซ่านเดินเข้าไปในจวนอิ้นอ๋อง นางก็ได้พบกับชายผู้ที่ทำให้นางหลงรักตั้งแต่แรกพบที่บันไดลานชั้นสองของจวน
เขาผู้ที่หล่อเหลาไร้ผู้ใดเทียบ บุคลิกอ่อนโยนแต่แฝงเสน่ห์อันลึกลับ รอยยิ้มนั้นที่หลอมละลายหัวใจที่เป็นดั่งดั่งหิมะแปรเปลี่ยนเป็นหยดวารี จ้าวอู่เจียงยังคงเป็นเช่นเดิม
ทว่าสาวน้อยก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยนของจ้าวอู่เจียงนั้นแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าอันไร้ที่สิ้นสุด ทำให้รอยยิ้มนั้นดูขมขื่นนัก
“ขอบคุณที่ตกลงรับปากท่านอาจารย์” สาวน้อยค้อมกายคำนับตามธรรมเนียม
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าพลางยิ้มน้อย ๆ
“อ้อใช่” หญิงสาวไม่ได้ทำตัวสบาย ๆ เหมือนทุกวัน เพราะยามนี้นางยืนอย่างเขินอายอยู่ตรงหน้าจ้าวอู่เจียง
“จูกัดชิงชิง นางอยากจะขอร้องให้ท่านวาดยันต์อาคมให้จูกัดเสี่ยวไป๋สักสองสามแผ่น”
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน ดวงตาใสราวกับสายน้ำ จากนั้นเขาก็พยักหน้ารับ
ก่อนหน้านี้เขาได้ท่องไปทั่วหล้าและได้เห็นเหตุการณ์ที่ว่านจื่อและคนอื่น ๆ ประสบมาตลอดทาง จูกัดชิงชิงมิได้มาเยือน เขาพอจะรู้ว่าจุดจบของนางคงมิค่อยดีนัก เป็นไปได้ว่านางคงมิมีวันได้หวนกลับมาอีก
‘ข้าคิดถึงท่าน’ หญิงสาวพยายามรวบรวมความกล้าที่จะพูดเช่นนี้ แต่ความกล้านั้นกลับจุกอยู่ที่อก คำพูดที่แสดงความคิดถึงไม่อาจเอ่ยออกมาได้ กลับกลายเป็นคำพูดห่วงใยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อากาศหนาวเย็นนัก ท่านรีบพักผ่อนเถิด”
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน
“พวกเจ้าเหนื่อยจากการเดินทางมาตลอดทาง ก็รีบไปนอนเถิด มีท่านราชครูอยู่ พวกเจ้าก็วางใจได้แล้ว”
ว่านจื่อเม้มปาก นึกถึงอาจารย์ที่อยู่ไกลถึงเทือกเขาสู่เต๋าโดยมิรู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ดวงตาของนางร้อนผ่าว พลางพยักหน้า
“พรุ่งนี้เช้าค่อยพบกัน”
“พรุ่งนี้เช้า…” จ้าวอู่เจียงพึมพำ แล้วตอบว่า
“ดี”
หญิงสาวจากไป
ดวงตาของจ้าวอู่เจียงจมอยู่ในความมืด เขามิอาจรู้ได้ว่าตนจะรอจนถึงรุ่งสางได้หรือไม่
เขามีลางสังหรณ์ว่าคงมิอาจรอได้แล้ว