ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1547 พี่ชาย กลิ่นของพี่ช่างหอมจริง ๆ
บทที่ 1547 พี่ชาย กลิ่นของพี่ช่างหอมจริง ๆ
“นายถอดหน้ากากบ้า ๆ นั่นได้ไหม?”
“ยังหัวเราะอยู่อีก เมื่อครู่นายทำฉันตกใจแทบตาย”
ยานอวกาศลำเล็กพาคนของตระกูลโม่มารับจ้าวอู่เจียง และพากลับไปดาวโม่ พวกเขาบินผ่านระหว่างตำหนักต่าง ๆ มุ่งหน้าไปยังเขตเมืองหลักที่ตระกูลโม่ตั้งอยู่
ชายฉกรรจ์จากตระกูลโม่พากันหยอกล้อจ้าวอู่เจียง
“จ้าวเจียง นางแพศยาพานอวี้เหลียนนั่นไม่ได้มากับนายเหรอ?”
“ยัยนั่นตายไปแล้วล่ะ” จ้าวอู่เจียงตอบเสียงเรียบ ใบหน้าบนหน้ากากของเขาเป็นรอยยิ้มใสซื่อไร้เดียงสา
“โอ้ ตายแล้วเหรอ?” ชายร่างผอมแห้งที่มีรอยคล้ำใต้ตาลึกยิ้มลามก
“ไม่ใช่ว่าเธอถูกนาย…”
“เฮ้ อย่าใส่ร้ายจ้าวเจียงของพวกเราสิ แกนี่มัน รู้อะไรบ้าง!” ชายหัวล้านร่างกำยำขมวดคิ้วใส่ทุกคน
“จ้าวเจียงฝึกวิชาเทียนกังถงจื่อนะ เขายังเป็นหนุ่มบริสุทธิ์อยู่เลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ ถ้าพานอวี้เหลียนตายเพราะถูกข่มขืนจริง ๆ แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับเขา?”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ทุกคนหัวเราะครื้นเครง บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
แต่จ้าวอู่เจียงเป็นคนละเอียดอ่อน คำพูดหยอกล้อเหล่านี้ เขารู้สึกได้ว่าที่จริงแล้วพวกคนตระกูลโม่เหล่านี้ ดูถูกจ้าวเจียงอยู่บ้าง
“เฮ้ ไอ้น้อง นายเป็นผู้ชายร่างใหญ่ขนาดนี้ จะอดทนได้อย่างไรกัน?” มีคนถามจ้าวอู่เจียงพลางทำมือวงกลมขยับขึ้นลง แล้วยิ้มลามกออกมา
“ไม่ได้ช่วยตัวเองหรอกเหรอ?”
ชายผอมแห้งตาดำรับคำต่อ แกล้งทำท่าบริสุทธิ์ และพูดเป็นนัยว่า
“ช่วยตัวเองอะไรกัน?”
“ม้า!” หัวล้านชี้นิ้วขึ้นมา เมื่อเอ่ยคำว่า ‘ม้า’ ออกมา ก็ทำให้ทุกคนหัวเราะอีกครั้ง
ครั้งนี้เสียงหัวเราะดังกว่าเดิม บางคนถึงกับหัวเราะน้ำตาไหล
จ้าวอู่เจียงไม่ได้สนใจคำลามกพวกนี้ เพียงแต่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แค่คำว่า ‘ม้า’ มันตลกตรงไหนกัน?
จ้าวอู่เจียงไม่ใช่จ้าวเจียง เขาจึงไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ม้า’ ที่พวกชายหยาบโลนเหล่านี้พูดถึง หากเขาเข้าใจ ก็คงรู้ว่าทำไมพวกชายเถื่อนถึงหัวเราะสนุกสนานขนาดนั้น
“จ้าวเจียง ทำไมไม่หัวเราะล่ะ? ไม่ชอบหัวเราะเหรอ?” มีคนแหย่จ้าวอู่เจียงอีก ทั้งยังมีน้ำเสียงเยาะเย้ย
จ้าวอู่เจียงไม่ได้เลือกที่จะยิ้มประจบ ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่อาคารสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
อาคารสร้างจากโลหะสีดำที่ดูเหมือนหอคอย ทั้งโบราณและสง่างาม แต่กลับมีแสงสว่างวิจิตรอยู่บนตัวหอคอยอยู่ไม่น้อย ให้ความรู้สึกเหมือนเทคโนโลยีไซเบอร์
จ้าวอู่เจียงเผชิญกับการแหย่และการเยาะเย้ยอยู่หลายครั้ง ทำให้เขาอึดอัดใจเล็กน้อย เขาจึงยื่นมือขวาไปคว้าตัวชายเถื่อนคนหนึ่งมา แล้วลูบอกเบา ๆ
“พี่ชาย พี่หอมจังเลย”
เมื่อคำพูดนั้นถูกเอ่ยออกมา ผู้คนที่กำลังหัวเราะเยาะกันอยู่ก็เงียบกริบราวกับถูกบีบคอ จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไปด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจ ราวกับว่าจ้าวอู่เจียงที่อยู่ตรงหน้าเป็นปีศาจร้ายที่กินคนเป็นอาหาร
ชายร่างผอมแห้งที่มีรอยคล้ำใต้ตายืนห่างออกไป เขาชี้นิ้วสั่น ๆ มาที่จ้าวอู่เจียง
“นาย นาย นาย จ้าวเจียง ที่นายเลิกกับหม่าซูเยี่ยน คงไม่ใช่เพราะนายฝึกวิชาเทียนกังถงจื่อ แต่เป็นเพราะนายชอบผู้ชายด้วยกัน ใช่ไหม?”
ประโยคที่จ้าวอู่เจียงพูดว่า “พี่ชาย พี่ช่างหอมจริง ๆ” นั้นสร้างผลกระทบให้กับพวกผู้ชายตัวใหญ่เหล่านี้มากเกินไป มันทำให้พวกเขาขนลุกซู่ โดยเฉพาะชายร่างใหญ่ที่ถูกจ้าวอู่เจียงลูบหน้าอก ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองสกปรกไปแล้ว ก็พลันทำหน้าเศร้าสร้อย
“แค่ก แค่ก” ชายหัวล้านไอแห้ง ๆ สองที เพื่อบรรเทาบรรยากาศอึดอัด
“จ้าวเจียง ถึงแล้ว คุณหนูกำลังรอนายอยู่ ไปเถอะ”
ยานอวกาศหยุดอยู่ห่างจากตึกสีดำทรงหอคอยร้อยเมตร ไม่ได้บินเข้าไปใกล้กว่านี้ ประตูห้องโดยสารถูกเปิดออก จ้าวอู่เจียงถูกผลักไปข้างหน้า
เขาหันกลับไปมองพวกชายเถื่อนที่เมื่อครู่ยังล้อเลียนเขาอยู่ ใบหน้าที่สวมหน้ากากแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
“พี่ชายทั้งหลาย อาบน้ำให้สะอาด ๆ รอผมกลับมานะ”
“ไปให้พ้น!” สุดท้ายก็มีคนทนความขนลุกไม่ไหวจนต้องตะโกนออกมา
จ้าวอู่เจียงหัวเราะเยาะเบา ๆ แล้วกระโดดลงจากประตูห้องโดยสาร
สิ่งที่เรียกว่าการหยอกล้อเล่นสนุกนั้น ไม่ใช่การสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น แต่เป็นการรังแกรูปแบบหนึ่งต่างหาก
สหายและพี่น้องที่ดี จะไม่ปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัด
ดังนั้นจ้าวอู่เจียงจึงใช้เวทมนตร์เอาชนะเวทมนตร์ ทำให้พวกนั้นต้องอับอายขายหน้า
ส่วนเรื่องการเสียหน้า?
มันเป็นหน้าของตระกูลจ้าวที่เสียไปต่างหาก เกี่ยวอะไรกับจ้าวอู่เจียงเล่า่?
หลังจากที่เขาจากมา เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาเยียบเย็นหลายคู่ที่จ้องมองมาจากด้านหลัง
แต่กระนั้นจ้าวอู่เจียงก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาเดินเหยียบย่ำบนแผ่นหินสีดำ และมุ่งหน้าไปยังหอคอยสูง