ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1603 เพียงคิดก็ถือเป็นฆาตกรแล้ว
บทที่ 1603 เพียงคิดก็ถือเป็นฆาตกรแล้ว
ในขณะที่ร่างแยกของจ้าวอู่เจียงกำลังถูกสำนักงานรักษาความสงบไล่ล่าอยู่นั้น ร่างจริงของจ้าวอู่เจียงกลับนั่งยอง ๆ อยู่หลังลูกกรงห้องขังในสาขาหนึ่งของสำนักงานรักษาความสงบ พูดคุยเรื่องไร้สาระกับทนายความอันเสี่ยวตี้
“ทำไมทุกคนถึงพูดว่าคุณฆ่าภรรยาของตัวเองและชู้ของเธอล่ะ?” จ้าวอู่เจียงมองดูอันเสี่ยวตี้ที่มีผมสีเขียวมันวาว
ดวงตาของอันเสี่ยวตี้เต็มไปด้วยความเศร้า รอยยิ้มอ่อนโยนของเขาพลันหม่นหมอง
“ฉันฆ่าภรรยาของฉันจริง แต่ไม่ได้ฆ่าชู้ของเธอ”
“หา?” จ้าวอู่เจียงตกตะลึงเล็กน้อย
“เมื่อกี้คุณ…”
“ฉันไม่ได้ฆ่าพวกเขาจริง ๆ…” อันเสี่ยวตี้ยิ้มเศร้า รอยยิ้มเต็มไปด้วยความขมขื่น
ไม่เพียงแต่จ้าวอู่เจียงที่สีหน้าสงสัย นักโทษคนอื่น ๆ ที่ถูกขังอยู่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ต่างก็หันมามองด้วยความสงสัยเช่นเดียวกัน พวกเขาคิดในใจว่าทนายใหญ่อันเสี่ยวตี้คงทนรับความกดดันไม่ไหว จนเกิดอาการบุคลิกภาพแยก ไม่อย่างนั้นจะพูดจาเหลวไหลแบบนี้ได้อย่างไร
‘อะไรกัน บอกว่าฆ่าภรรยา แต่ก็บอกว่าไม่ได้ฆ่า?’
“ฉันกับเธอ ตอนเด็กพวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน…” ดวงตาของอันเสี่ยวตี้อ่อนโยนลง เขาเริ่มเล่าเรื่องในอดีต
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม จ้าวอู่เจียงก็พอจะเข้าใจเรื่องราวแล้ว
เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาด้วยกัน ทำงานด้วยกัน สุดท้ายก็แต่งงานกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ชีวิตดูเหมือนมีความสุขสมบูรณ์
แต่ต่อมา อาจเป็นเพราะอันเสี่ยวตี้ยุ่งมากเกินไป มัวแต่ทุ่มเทให้กับงาน ทำให้ภรรยาเหงามานาน จนกระทั่งภรรยาได้รู้จักกับครูสอนออกกำลังกายคนหนึ่งระหว่างไปออกกำลังกาย ความเหงาที่สะสมมานานผสมกับความรู้สึกแปลกใหม่ก็ทำให้ภรรยานอกใจ
ก่อนที่เรื่องระหว่างภรรยากับครูสอนออกกำลังกายจะแดงขึ้นมา อันเสี่ยวตี้ก็รู้เรื่องแล้ว แต่เขาต้องการคำอธิบายจากภรรยา และในวันเกิดเหตุ อันเสี่ยวตี้ได้พบอีกครั้งว่าภรรยากับครูสอนออกกำลังกายแอบนัดพบกัน เขากลับมาจากงานเลี้ยงทั้งที่ตัวยังคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า ภายใต้ฤทธิ์แอลกอฮอล์ ครั้งนี้เขาชักปืนออกมา
แต่เมื่อเขาถือปืนกลับมาถึงบ้าน เและทำการเขาเล็งปืนไปที่ประตูห้อง กลับพบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เป็นเวลานาน จนกระทั่งเพื่อนบ้านสังเกตเห็นความผิดปกติและรีบมาดู พอพังประตูเข้าไป ก็พบว่าภรรยาและครูสอนออกกำลังกายนอนจมกองเลือด
เพื่อนบ้านคิดว่าเขาเป็นคนลงมือ จึงวิ่งหนีด้วยความตกใจ แล้วแจ้งตำรวจ
เพราะแบบนี้อันเสี่ยวตี้จึงถูกจับกุมตัว
จ้าวอู่เจียงสูดหายใจลึก ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายของคำพูดที่ขัดแย้งกันของอันเสี่ยวตี้
อันเสี่ยวตี้รักภรรยามากเกินไป เมื่อเขายกปืนขึ้น พยายามเล็งผ่านประตูเพื่อยิงภรรยา ในใจของเขาก็ได้ถือว่าตนก็ได้ฆ่าภรรยาไปแล้ว
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำตอบที่จ้าวอู่เจียงคาดเดาจากคำให้การของอันเสี่ยวตี้ และเป็นไปได้ว่าทุกคำให้การอาจเป็นเรื่องเท็จ
ในโลกนี้มีคนมากมายที่เพื่อจุดประสงค์บางอย่างแล้ว พวกเขาจึงแสดงละครและแต่งเรื่องโกหกขึ้นมา
ถ้าสิ่งที่อันเสี่ยวตี้พูดเป็นความจริง จ้าวอู่เจียงก็ได้แต่ถอนหายใจและกล่าวปลอบว่า นักรบความรักบริสุทธิ์ผู้โง่เขลา ทั้งน่านับถือและน่าขัน
“เฮ้อ คุณทนายอัน ตามที่คุณเล่ามา ภรรยาของคุณและชายชู้คนนั้นน่าจะตายก่อนที่คุณจะกลับมาซะอีก”
ขณะที่อันเสี่ยวตี้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้คนที่รู้สึกเบื่อต่างพากันมามุงดู ตอนนี้มีชายร่างผอมแห้งที่ดูเจ้าเล่ห์คนหนึ่งเอ่ยปากขึ้น
“ไม่ต้องพูดให้มากความ แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น เว้นแต่ว่าอันเสี่ยวตี้จะโกหก”
“เพื่อนบ้านได้ยินเสียงผิดปกติเหรอ?” จ้าวอู่เจียงร่วมวิเคราะห์คดีกับทุกคนเพื่อช่วยอันเสี่ยวตี้
“เป็นไปได้ว่าระหว่างที่คุณกำลังเดินทางกลับ ฆาตกรตัวจริงก็ลงมือพอดี เพื่อนบ้านได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว พอคุณถึงบ้านแล้วก็ถูกพบว่าอยู่ในที่เกิดเหตุพอดี ในตอนที่ภรรยาของคุณและครูสอนออกกำลังกายเสียชีวิตแล้ว”
“นี่มันกำลังจะให้ทนายอันรับโทษแทนไม่ใช่เหรอ?”
“ถูกต้อง”
จ้าวอู่เจียงหรี่ตาลง
“ตอนคุณอยู่งานเลี้ยง คุณรู้ได้อย่างไรว่าภรรยาของคุณนัดพบกับครูสอนออกกำลังกายอีกครั้ง?”
ทุกคนดูเหมือนจะจับประเด็นบางอย่างได้ จึงหันมามองทางนี้
“มีคนติดต่อฉันมาทางกำไลสื่อสาร” อันเสี่ยวตี้ดูเหมือนจะรู้สึกถึงความผิดปกติ
“ใคร?”
อันเสี่ยวตี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ตอนนั้นฤทธิ์เหล้ากำลังออกฤทธิ์เต็มที่ จำไม่ได้ว่าเป็นใคร… เสียงดูแปลก ๆ แหบแห้ง… เหมือนยังมีเสียงประกายไฟด้วย…”
“ตรวจดูบันทึกการติดต่อในกำไลข้อมือสิ แล้วคุณก็จะรู้” มีคนรีบพูดขึ้นมาทันที
แต่ทันใดนั้นเสียงคัดค้านก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
“นายโง่รึไง ตอนที่ถูกจับเข้ามา อุปกรณ์สื่อสารถูกยึดไปหมดแล้ว”
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?”
“ฮึ เจ้าหนุ่มเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ดูให้ดี ๆ ล่ะ”
พอพูดจบ ชายคนนั้นก็กดศีรษะของชายที่กำลังสงสัยแล้วกระแทกเข้ากับกำแพง
‘ตุ้บ’ เสียงดังเพียงครั้งเดียว ฟังก็รู้สึกเจ็บ