ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1616 ผมมาเพื่อฆ่าพี่จ้าว
บทที่ 1616 ผมมาเพื่อฆ่าพี่จ้าว
ในยามราตรีที่เงียบสงัด
แสงโคมสีส้มอ่อนทอดลงมา ตกกระทบลงบนใบหน้างดงามของอวี้มู่หว่าน เธอพิงหมอนอิง มือถือนิยายสืบสวนเล่มใหม่ อ่านจนเคลิบเคลิ้ม
หลังจากที่พ่อไป เธอตั้งใจว่าจะเข้านอน แต่ก่อนนอนเธอบอกตัวเองว่า
‘อ่านอีกเล่มดีกว่า ไม่สิ อ่านอีกหน้าเดียวแล้วค่อยนอน’
หนึ่งหน้า แล้วก็อีกหน้า ตามด้วยอีกหน้า เธอยิ่งอ่านยิ่งตื่นตัว จิตใจจมดิ่งอยู่ในเนื้อเรื่องอันแยบยล
ตัวเอกของเรื่องเป็นหนุ่มน้อยธรรมดาคนหนึ่ง เพราะเพื่อนถูกลอบสังหาร เขาต้องการค้นหาความจริง จึงค่อย ๆ จมลึกลงในคดีปริศนา สุดท้ายผ่านการไขปมทีละเปลือก จนคลี่คลายคดีทีละขั้น และพบว่าผู้อยู่เบื้องหลังกลับเป็นพ่อของตนเอง
หลังจากการต่อสู้ทางความคิดอันหนักหน่วง ตัวเอกตัดสินใจเลือกความถูกต้อง แม้จะต้องทำลายญาติมิตร จึงเริ่มการประลองทั้งไหวพริบและความกล้าหาญกับพ่อ
นิยายเล่มนี้มีเรื่องราวพิสดารชวนติดตาม ปมปริศนาค่อย ๆ ชักนำผู้อ่านให้หลงใหล อวี้มู่หว่านอ่านจนวางไม่ลง กระทั่งนอกหน้าต่างเริ่มสลัว เธอก็ยังคงจมอยู่ในเรื่องราว
เรื่องราวใกล้ถึงตอนจบ ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะผู้แพ้ จะมีการพลิกผันหรือไม่ อวี้มู่หว่านก็ไม่แน่ใจ แต่การไม่ได้นอนทั้งคืนทำให้เธอรู้สึกง่วงอย่างแท้จริง
เธอจึงพลิกตัว เปลี่ยนท่าทางแล้วอ่านต่อ ‘ต้องอ่านให้ถึงตอนจบของเรื่องให้ได้!’
—
ดาวเสี่ยวชาง เมืองที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง
ลานกว้างใหญ่โล่ง จอแสดงผลขนาดมหึมากำลังฉายภาพโฆษณาไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน เนื้อหาโฆษณาส่วนใหญ่เป็นการรับสมัครศิษย์ (พนักงาน) ของสำนักเทคโนโลยี หรือสถาบันการแพทย์ที่ให้ค่าตอบแทนสูงในการทดลองยา หรือการขายอาวุธและยาที่ทรงพลังและถูกกฎหมาย
จ้าวอู่เจียงจากไปจากเขตคฤหาสน์ของซีเหมินฉางชิ่งก่อนฟ้าสาง ระหว่างทางเขาได้เห็นผู้จัดการหยวนเหลยเดินผ่านสวนมาครั้งหนึ่ง น่าจะกำลังตามหาเขา แต่เขาเลือกที่จะไม่ปรากฏตัว
ตอนนี้เขานั่งอยู่บนม้านั่งไม้หน้าจอแสดงผลที่ลานกว้าง จิบชาและรับประทานอาหารอย่างเงียบสงบ
เขาเป็นผู้บำเพ็ญโบราณ และมาจากหัวเซี่ย เมื่อแสงสีสันสดใสจากจอแสดงผลสาดส่องมายังร่างของเขา เขารู้สึกว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความแตกสลายและความแปลกแยก
เมื่อตอนข้ามเวลามาสู่ช่วงต้นราชวงค์ต้าเซี่ย เขามาจากยุคอารยธรรมเทคโนโลยี เพื่อที่จะกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของต้าเซี่ย ต้องขบคิดอย่างหนักเพื่อรื้อฟื้นความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณที่มีอยู่น้อยนิดในความทรงจำ เพื่อเลียนแบบและเรียนรู้กิริยาท่าทางของผู้คนรอบข้าง ทำให้ตัวเองดูสมเหตุสมผล ไม่ให้ผู้อื่นมองว่าแปลกแยก
และเมื่อเขาปรับตัวได้ทั้งหมด ทั้งการพูดจาอ่อนหวาน กลิ่นอายโบราณ แทบจะพูดภาษาโบราณได้คล่อง อ่อนโยนดั่งหยก โลกก็พลันแตกสลาย ผู้คนที่รักจากไป จนเขามาถึงกลุ่มดาวแห่งนี้
พูดให้ถูกต้องคือ เขาอยู่ในกลุ่มดาวนี้มาตั้งแต่แรก เพียงแต่ย้ายจากดาวผู้บำเพ็ญโบราณที่ไม่ติดต่อกับภายนอก มายังตำแหน่งที่ใกล้ศูนย์กลางของกลุ่มดาวนี้มากขึ้น
อารยธรรมเทคโนโลยีและผู้บำเพ็ญโบราณอยู่ร่วมกัน แต่อารยธรรมเทคโนโลยีเหนือกว่าผู้บำเพ็ญโบราณอย่างมาก
ความแปลกแยกที่เกิดจากเทคโนโลยีและผู้บำเพ็ญโบราณทำให้เขารู้สึกสับสนกับความเป็นไปของโลกใบนี้ เขารู้สึกว่าตนเองคือศูนย์กลางของความแปลกแยก ราวกับไม่มีที่ใดเป็นที่พำนัก ไม่มีที่ใดเป็นบ้าน
ที่ใดที่ใจสงบ ที่นั่นคือบ้านเกิด ในความแตกสลายและความแปลกแยกอันเข้มข้นนี้ เขาจึงเข้าใจความหมายนี้อย่างลึกซึ้งอีกครั้ง
ร่างปีศาจที่หลับใหลของหลินหลางอยู่ร่วมกับร่างดอกบัวเต๋าของเขา วิญญาณสองดวงของจิ้งเอ๋อร์ก็ได้กลับคืนมา บัดนี้ในร่างของเขา คนรักยังอยู่ ลมหายใจยังวนเวียน จึงทำให้ใจเขาสงบ
เขาเร่ร่อนพเนจร แต่ไม่ใช่คนไร้บ้าน เขามีบ้าน บ้านที่อยู่ในใจของตัวเอง อยู่ในที่ที่มีจิ้งเอ๋อร์และหลินหลาง
โฆษณาบนจอแสดงผลยังคงส่งเสียงจ้อกแจ้ก จ้าวอู่เจียงมองนาฬิกาข้อมือของตน ใกล้จะถึงเวลาเจ็ดโมงครึ่งแล้ว
ตามที่ป้ายประกาศบนลานกว้างระบุไว้ ในเวลาเจ็ดโมงครึ่ง จอภาพอิเล็กทรอนิกส์แห่งนี้จะฉายข่าวภาคเช้านานครึ่งชั่วโมง รายงานเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในดาวเสี่ยวชาง
“ผมหลินปู้ป้าย คารวะพี่จ้าว”
ร่างหนึ่งเดินสวนแสงเข้ามา มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน เห็นเพียงโครงร่างคลุมเครือเท่านั้น
ผู้มาเยือนแสดงกิริยามารยาทงดงาม ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้
จ้าวอู่เจียงกัดอาหารคำหนึ่ง เคี้ยวอย่างไม่ใส่ใจ แล้วตอบว่า
“สวัสดี”
ผู้มาเยือนเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ห่างจากเขาเพียงสามฉื่อ
เขาชำเลืองมองหนึ่งครั้ง เห็นใบหน้าของผู้ที่แนะนำตัวว่า ‘หลินปู้ป้าย’ ชัดเจน
รูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อคลุมยาวโบราณสีเทาเข้มแบบดั้งเดิม ที่เอวคาดกระบี่ยาวแบบถังไว้ อุ้มกระบี่เรียวยาวเล่มหนึ่ง สวมหมวกกุยเล้ย ปีกหมวกกดต่ำจนมองไม่เห็นดวงตา
“หลินปู้ป้ายมาเพื่อฆ่าพี่จ้าว” หลินปู้ป้ายยืนอยู่ห่างจากจ้าวอู่เจียงสามฉื่อ ไม่ได้ก้าวเข้ามาอีก แต่ประนมมือคำนับ
“อ้อ” จ้าวอู่เจียงจิบน้ำชา เอ่ยเสียงเรียบเฉยอย่างไม่ใส่ใจ ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
หลินปู้ป้ายค่อย ๆ วางกระบี่ยาวลง เขาพิงกระบี่ไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“พี่จ้าววางใจกินอาหารเช้าเถอะ ไม่ต้องกังวล ผมไม่ใช่คนที่จะฉวยโอกาสเล่นงานผู้อื่นในเวลาคับขัน”