ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1640 เกือบโดนฆ่าตาย
บทที่ 1640 เกือบโดนฆ่าตาย
เงาดอกไม้สีทองอ่อน ๆ เมื่อก่อตัวขึ้นเป็นดอกที่สอง พร้อมกับดอกแรกที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง ดอกไม้เรียบง่ายที่มีกลีบดอกสามกลีบได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นดอกบัว
ดอกบัวสีทองอ่อนสองดอก
“ดอกบัวทองคำแห่งมหามรรคา?” หั่วอวิ๋นจื่อเอ่ยด้วยความตกใจ
“เจ้าเป็นผู้สืบทอดสายตรงในเส้นทางการเติมเต็มจริง ๆ สามบุปผาของจางมู่โจวก็คือดอกบัวทองคำแห่งมหามรรคาสามดอก”
‘เป็นอย่างนั้นหรือ?’ จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกว่าอาจเป็นเพราะเราเป็นคนแบบไหนก็จะเบ่งบานเป็นดอกไม้แบบนั้น ตัวเขาเองก็มีร่างดอกบัวแห่งเต๋า การที่จะเบ่งบานเป็นดอกบัวไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ?
ในใจเขาคิดว่า การบำเพ็ญมิได้มีมาตรฐานตายตัว ทุกคนล้วนมีความพิเศษเฉพาะตัว
“จ้าวอู่เจียง” หั่วอวิ๋นจื่อยิ่งมั่นใจว่าจ้าวอู่เจียงรู้ว่าจางมู่โจวอยู่ที่ใด เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แม้ข้าจะเดินบนเส้นทางการเติมเต็มแห่งมหามรรคา แต่มิเคยใช้กำลังรังแกผู้อ่อนแอ แม้แต่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการเติมเต็ม ก็ยังทำการค้าขายอย่างยุติธรรมกับผู้อื่น
วันนี้ที่ข้าช่วยเจ้า ข้าก็ต้องการให้เจ้าช่วยข้าเช่นกัน เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า เขาได้เตรียมพร้อมที่จะหนีแล้ว ชายชราน่าจะต้องการถามเขาเรื่องที่อยู่ของจาง แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจต้องการดูดพลังเขาเพื่อทำการเติมเต็มที่ชายชราพูดถึง ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังไว้บ้าง
ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ได้ระวังตัว เพราะชายชรานั้นแข็งแกร่งเกินไป แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว จึงจำเป็นต้องระแวดระวัง
หั่วอวิ๋นจื่อสูดหายใจลึก แล้วถามด้วยความคาดหวัง
“จ้าวอู่เจียง บอกข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าจางมู่โจวอยู่ที่ใด?”
“ท่านผู้อาวุโส…” เขาตอบอย่างกระอักกระอ่วนต่อคำถามที่คาดเดาไว้แล้ว
“จริง ๆ ข้าแล้วไม่รู้ว่าจางอยู่ที่ใด…”
‘เขาเคยพบจางเมื่อไรนะ? หลายหมื่นปีที่แล้ว’
ตอนที่เขาพบจางได้รับคำชี้แนะจากจางและได้รับตั๋วเรือจากจางตอนนั้น เขาก็เคยขอร้องให้จางช่วยทุกคน แต่จางปฏิเสธที่จะจากไป หลังจากนั้นเขาก็คิดวิธีช่วยเหลือผู้คน และสุดท้ายก็จบชีวิตลงท่ามกลางพายุหิมะ
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ผ่านไปหลายหมื่นปีแล้ว ระหว่างนั้นเขาก็แค่นอนแน่นิ่ง ไม่รู้สึกรู้สาอะไร แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่าจางอยู่ที่ใด
ตอนนี้ชายชราผมแดงถามด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม ดูเหมือนจะเชื่อมั่นว่าเขาต้องรู้ ทำให้เขารู้สึกละอายใจไม่น้อย เพราะชายชราผมแดงได้ให้คำแนะนำและช่วยเพิ่มพลังวิชาให้เขา แต่เขาก็ไม่รู้จริง ๆ และไม่อาจไขข้อข้องใจให้ชายชราได้
ดวงตาของหั่วอวิ๋นจื่อหม่นลงชั่วขณะ เขาจ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยสายตาคมกริบราวกับจะมองทะลุเข้าไปในใจ เขาเห็นความกระอักกระอ่วนและความจริงใจของจ้าวอู่เจียงรู้ว่าไม่ได้โกหก
ดวงตาอันชราภาพของเขาสั่นไหว แล้วเอ่ยเสียงทุ้มว่า
“จางมู่โจวต้องทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้กับเจ้าเป็นแน่ เขาต้องคอยจับตาดูเจ้าอยู่ เจ้าลองใช้สัญชาตญาณบอกข้าสิ ว่าเขาอยู่ทิศใด ชี้ให้ข้าดูเสียเถอะ ข้าเชื่อเจ้า!”
จ้าวอู่เจียงรู้สึกได้ถึงความเร่งรีบของชายชราอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ต้องรีบพบจาง
เขาพยักหน้า แต่ไม่ได้ชี้ทิศทางส่ง ๆ เพื่อหลอกชายชรา แต่กลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ ท่องคาถาสงบจิตในใจ เพื่อให้แน่ใจว่าจิตใจสงบนิ่ง จากนั้นจึงใช้สัญชาตญาณชี้ไปทางทิศเหนือ
หั่วอวิ๋นจื่อเห็นจ้าวอู่เจียงทำท่าจริงจัง พลังที่เขาแอบระดมไว้ก็ค่อย ๆ คลายลง ถ้าก่อนหน้านี้จ้าวอู่เจียงสุ่มชี้ทิศทางให้เขาส่งเดช ถึงแม้จ้าวอู่เจียงจะเป็นคนที่จางทิ้งร่องรอยไว้ให้ เขาก็จะต้องสั่งสอนเจ้าเด็กดคนนี้ให้รู้สำนึก
เขาใช้เหตุผลชนะใจผู้อื่น อีกทั้งยังจริงใจช่วยเหลือจ้าวอู่เจียงก่อน สิ่งที่เขาต้องการคือการแลกเปลี่ยนความจริงใจ เพื่อให้ได้ทิศทางของจางมู่โจวมา
‘แย่แล้ว เกือบโดนฆ่าตาย…’ จ้าวอู่เจียงดวงตาสั่นไหว ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนพูดว่า
“ท่านผู้อาวุโส ที่ผู้น้อยชี้บอกไปนั้นเป็นเพียงสัญชาตญาณ อาจไม่แม่นยำนัก ท่านผู้อาวุโสมีวรยุทธ์สูงส่ง สัญชาตญาณของท่านอาจแม่นยำกว่าผู้น้อยก็ได้”
เขารีบสร้างข้อแก้ตัวไว้ก่อน เผื่อเป็นประกันว่าหากชายผมแดงหาตัวจางไม่พบแล้วกลับมาหาเรื่องเขา อย่างน้อยเขาก็ยังมีข้ออ้าง
“ข้าเชื่อเจ้า” หั่วอวิ๋นจื่อมองด้วยแววตาที่อ่อนโยนขึ้นมาก
“จ้าวอู่เจียง หวังว่าเมื่อพบกันครั้งหน้า เจ้าจะบรรลุถึงขั้นสามบุปผาทองคำ และสามารถบรรลุผลแห่งมรรคาได้”
จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับ
ร่างของหั่วอวิ๋นจื่อหายวับไปต่อหน้าต่อตา ติดตามร่องรอยของจางจากไป