ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1667 ความร้ายแรงของปัญหา
บทที่ 1667 ความร้ายแรงของปัญหา
เอลิซาเซถลาไปข้างหน้า ร่างกายอ่อนแรงลงในชั่วพริบตาจนแทบจะล้มลงไปตามกระแสพลัง
เนื่องจากมือทั้งสองถูกจ้าวอู่เจียงจับไว้แน่น แทนที่เธอจะล้มลงพื้น เธอกลับล้มเอนเข้าหาจ้าวอู่เจียง
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเอลิซาจะมาไม้ไหนอีก จึงเบี่ยงตัวหลบ หลีกเลี่ยงร่างบางที่เอนเข้ามาใกล้ พลางเอ่ยเสียงเย็น
“ต่อให้เธอยั่วยวนฉัน ฉันก็ไม่มีทางหลงกล”
“นาย!” เอลิซาถูกบีบข้อมือแน่น ร่างทั้งร่างเอนจนแทบจะล้มลงพื้น เธอทั้งโกรธทั้งแค้น
“ไร้ยางอายที่สุด ถ้ามีฝีมือก็คืนพลังให้ฉันสิ!”
จ้าวอู่เจียงส่ายหน้า
“ฉันจะปลดวงเวทนี้ให้ได้ พอทำลายมันได้แล้ว บางที… อาจจะ… น่าจะ…ไม่แน่นะ… ฉันอาจจะคืนพลังให้นาย”
พูดจบ มือใหญ่ที่จับเอลิซาไว้ก็สะบัดแรง ๆ ทำให้เอลิซาเซถลาไปหลายก้าวก่อนล้มลงกับพื้น
เขาเริ่มร่ายคาถา มองหาจุดอ่อนของวงเวทขับไล่ปีศาจนี้
เอลิซาที่ล้มอยู่บนพื้นก็ถูกความรู้สึกสับสนวุ่นวายที่พลุ่งพล่านขึ้นมากัดกร่อนไม่หยุด เธอจ้องมองจ้าวอู่เจียงอย่างเดือดดาล จ้าวอู่เจียงไม่มีทางทำลายวงเวทลับสุดยอดของศาสนจักรแห่งแสงสว่างของพวกเธอได้หรอก ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะทำอะไรลงไปก็ไร้ประโยชน์เท่านั้น
และก็ไม่รู้ว่าจ้าวอู่เจียงแกล้งทำเป็นไม่รู้หรือว่าไม่รู้จริง ๆ ถึงความร้ายแรงของปัญหา การที่พวกเขาทั้งสองยังคงอยู่ในวงเวทแบบนี้จะมีแต่อารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายจะถูกเจ็ดอารมณ์ หกความปรารถนาท่วมท้น เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็จะไม่มีจุดจบที่ดี
แต่ทว่าจ้าวอู่เจียงคนนี้กลับไม่ยอมฟังเหตุผลใด ๆ ทั้งที่แค่คืนพลังให้เธอ เธอก็จะปลดผนึกวงเวทให้ทันที แต่จ้าวอู่เจียงกลับต้องการอวดดีหาทางปลดผนึกเอง ไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูดเลย
เปลวไฟหลากสีไร้นามลอยวนเวียนอยู่ในใจของเอลิซา ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นเรื่อย ๆ ราคะขั้นพื้นฐานกำลังจะถึงจุดสูงสุด และความต้องการขั้นสูงอื่น ๆ ก็กำลังส่งผลต่อเธออย่างต่อเนื่อง
ตอนนี้ในพื้นที่วงเวทแห่งความเงียบสงัดนี้ เธอได้ยินเพียงเสียงหายใจหนัก ๆ ของตัวเอง เสียงหายใจที่แฝงไปด้วยความอ่อนแอและความปรารถนาที่เธอไม่เคยจินตนาการมาก่อน
เธอสะบัดศีรษะอย่างแรง พยายามขับไล่ความคิดรบกวนในใจ ถึงขั้นเอามือปิดปากตัวเอง กดเสียงลมหายใจของตัวเองไว้
แต่ยิ่งเธอพยายามกดมันไว้ เธอกลับยิ่งได้ยินเสียงอันเย้ายวนและวาบหวามของตนเองมากขึ้น
“จ้าวอู่เจียง คืนพลังให้ฉันเถอะ…”
เธอยอมลดทิฐิลงอีกครั้ง ขอร้องจ้าวอู่เจียงให้คืนพลังแก่เธอ เพื่อที่เธอจะได้ปลดผนึกวงเวทให้ทั้งสองคนออกไปจากที่นี่
จ้าวอู่เจียงเหลือบมองเอลิซาที่ดวงตาเป็นประกายวาววับ ท่าทางอ่อนหวานน่าสงสาร
“เลิกหวังได้เลย กลอุบายแบบนี้ของเธอใช้กับฉันไม่ได้ผลแล้ว”
“ฉัน…” เสียงของเอลิซาสั่นเครือ ถ้าตอนนี้เธออยู่ในสภาพปกติ เธอคงไม่พูดพร่ำทำเพลง ฟันคนที่มั่นใจในตัวเองอย่างไร้เหตุผลคนนี้ไปแล้ว
ทว่าตอนนี้อารมณ์ของเธอทะยานปั่นป่วนอีกครั้ง เจ็ดอารมณ์ หกความปรารถนาฉวยโอกาสนี้เข้าโจมตี บ่อนทำลายความมุ่งมั่นของเธออย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นเธอเห็นจ้าวอู่เจียงกำลังขยับนิ้วในอากาศอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นยันต์แบบตะวันออกก็ปรากฏขึ้นอย่างจาง ๆ เธอนึกขึ้นได้ทันที ตอนที่เธอเดินทางมากับเฉียนอู่ฟาง พวกเขาได้ตกลงกันไว้
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนของวิเศษกัน หากเจอเรื่องยุ่งยากฉุกเฉิน ก็ใช้ของวิเศษนี้แจ้งข่าวแก่อีกฝ่าย เพื่อจะได้ช่วยเหลือกัน
เธอมอบเหรียญนักบุญของศาสนจักรแห่งแสงสว่างให้เฉียนอู่ฟาง ส่วนเฉียนอู่ฟางก็มอบยันต์ให้เธอหนึ่งจางบอกว่าถ้าเจอเรื่องฉุกเฉิน ให้บีบยันต์แตก เฉียนอู่ฟางก็จะรู้เอง
เธอรีบค้นหากระเป๋าลับที่อยู่ในชุดคลุมสีดำยาว โดยหันหลังให้จ้าวอู่เจียงหายใจถี่ ๆ พยายามทำให้แน่ใจว่าจ้าวอู่เจียงไม่ทันสังเกตเห็น แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า
เมื่อสัมผัสถึงแผ่นยันต์ หัวใจของเธอก็พลันพองโต ความสุขและความยินดีท่วมท้นหัวใจ มือขาวของเธอกดลงบนยันต์อย่างแรง
ทว่ายันต์กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แม้แต่กระดาษยันต์ก็ยังไม่มีรอยยับ
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง กัดฟันแน่น แล้วบีบอีกครั้งอย่างแรง
ยันต์เริ่มมีรอยย่น ตรงที่บีบยุบลงเป็นวง แต่ก็ยังไม่มีรอยฉีกขาด
‘ทำไมถึงได้ยากจะทำลายขนาดนี้?’
เอลิซาแทบจะโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ เธอคาดว่าคงเป็นเพราะพลังของเธอถูกจ้าวอู่เจียงดึงไปแน่ ๆ
เธอเหลือบมองไปที่จ้าวอู่เจียงที่ยังคงพยายามหาจุดอ่อนของวงเวทขับไล่ปีศาจ เหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผาก เครียดจนแทบทนไม่ไหว ก่อนหน้านี้เธอใช้มือเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป เธอล้วงมือทั้งสองเข้าไปในกระเป๋า ทั้งแทง บีบ และฉีกยันต์อย่างรุนแรง
แต่หลังจากหายใจเฮือกหนึ่ง เธอก็สิ้นหวังโดยสิ้นเชิง แม้แผ่นยันต์จะยับยู่ยี่เป็นก้อน แต่ก็ยังไม่มีรอยฉีกขาดแม้แต่น้อย
เธอเริ่มสงสัยว่าอาจไม่ใช่เพราะพลังของเธอน้อยเกินไป บางทียันต์ของสำนักตะวันออกที่เฉียนอู่ฟางให้มา มันอาจจะไม่สามารถทำลายได้จริง ๆ