ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1702 ความจริงในความลวง
บทที่ 1702 ความจริงในความลวง
“เป็นไปได้อย่างไรกัน? นี่…จางเต้าเซิงถูกบีบให้ถอยติด ๆ กันเลยเหรอ?”
“จางเต้าเซิงเป็นถึงอัจฉริยะที่ติดอันดับร้อยอันดับแรกในหมู่ผู้บำเพ็ญโบราณของบัญชีพันดาวแห่งอาณาเขตพันดารา แต่กลับรับมือกับสองกระบวนท่าของจ้าวอู่เจียงไม่ได้ ครั้งแรกก็กระบี่หลุดมือ ครั้งที่สองถูกสั่นสะเทือนจนต้องถอย”
“เขาต้องมีของดีแน่ ๆ จ้าวอู่เจียงคนนี้เป็นใครกันแน่ ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินชื่อในบัญชีพันดาวมาก่อนเลย?”
“อายุยังน้อยแท้ ๆ ทั้งหล่อเหลาจนใจละลาย แถมยังแข็งแกร่งขนาดนี้อีก จ้าวอู่เจียงเป็นทายาทตระกูลใหญ่รึเปล่า?”
“จ้าวอู่เจียงแข็งแกร่งขนาดนี้ แล้วองค์จักรพรรดิที่เขาเอ่ยถึงคือใครกัน? ใครกันในแถบอาณาเขตพันดาราที่ได้รับการขนานนามว่าองค์จักรพรรดิ? ยุคสมัยนี้แล้ว คำเรียกโบราณแบบนี้… ฮืม..”.
“จ้าวอู่เจียงจะไม่ใช่คนจากกระแสพลังที่สืบทอดมายาวนานใช่ไหม? คนพวกนี้ปกติไม่แสดงตัว แต่จะปรากฏตัวเมื่อมีเรื่องพิเศษบางอย่างเกิดขึ้น?”
“นั่นสินะ พอเธอพูดแบบนี้ มันก็เป็นไปได้จริง ๆ ไม่แปลกที่เขาจะหยิ่งผยองขนาดนี้”
“ฮ่า ไม่คิดว่าเรื่องพลังกลืนกินครั้งนี้จะวุ่นวายถึงขนาดนี้ สุดท้ายก็ดึงดูดกระแสพลังในตำนานบางกลุ่มออกมาจนได้”
“…”
ขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ชายหุ่นยนต์เฝ้ามองภาพที่จางเต้าเซิงถูกบีบให้ถอยด้วยสายตาเย็นชา ในใจรู้สึกตกใจ พร้อมกันนั้นเขาก็เรียกใช้อาวุธกฎเกณฑ์ที่ซ่อนอยู่ในหุ่นยนต์ตั้งใจจะโจมตีจ้าวอู่เจียงแบบไม่ทันตั้งตัว
เขาอยากลองดูว่าจ้าวอู่เจียงแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่
จางเต้าเซิงต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาแบบซื่อ ๆ จ้าวอู่เจียงมีการป้องกันไว้ การเกิดสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ถ้าเขาโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวล่ะ?
แถมยังใช้อาวุธกฎเกณฑ์ที่สามารถคุกคามผู้แข็งแกร่งระดับสามภพได้ด้วย?
‘ฉิ้ว’
ลำแสงสีขาวจาง ๆ พาดผ่านท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว อย่างเงียบกริบ
จ้าวอู่เจียงกำลังถือกระบี่ล้ำค่าที่แย่งมาจากจางเอาไว้ เขาเอ่ยเสียงเรียบ ๆ
“ดูให้ดี นี่ต่างหากวิธีใช้กระบี่ที่ถูกต้อง”
เขายกแขนขึ้นฟันกระบี่ใส่ลำแสงนั้น
ปราณกระบี่ปะทะกับลำแสง ลำแสงดับวูบ ปราณกระบี่ไม่หยุดแค่นั้น พุ่งเข้าหาชายหุ่นยนต์
เปลวไฟจากหุ่นยนต์วาบวับ พาร่างชายหุ่นยนต์หลบหลีกอย่างรวดเร็ว
“จ้าวอู่เจียง หยุดเดี๋ยวนี้!”
ชายหุ่นยนต์ร้องตกใจ โชคดีที่เขาวิ่งเร็ว ถ้าวิ่งช้ากว่านี้คงอันตรายแล้ว
ตอนนี้เขาถูกจ้าวอู่เจียงข่มขวัญจนหมดสภาพ
จ้าวอู่เจียงดูเหมือนจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา แต่ความจริงแล้วพละกำลังของเขาเมื่อสู้ตัวต่อตัวนั้นเหนือกว่าพวกเขามากทีเดียว
คนแบบนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ต้องเป็นคนที่มาจากตระกูลกระแสพลังใหญ่แน่ ๆ!
เขาก็เคยคิดว่าจ้าวอู่เจียงอาจจะเป็นคนที่เกิดมาธรรมดา แต่คนธรรมดาจะสามารถบดขยี้คนรุ่นเดียวกันได้นั้น มันทแบเป็นไปไม่ได้เลย
การสั่งสมทรัพยากร บวกกับการที่ได้สัมผัสสิ่งที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้สัมผัสตั้งแต่เด็ก การเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำให้อัจฉริยะจากตระกูลกระแสพลังใหญ่สามารถบดขยี้อัจฉริยะที่เกิดมายากจนได้
ความแตกต่างระดับนี้ไม่สามารถลดช่องว่างได้ด้วยแค่พรสวรรค์เท่านั้น เรียกง่าย ๆ ว่าต้องใช้ความพยายามหลายรุ่นต่อหลายรุ่น
จางเต้าเซิงดวงตาสั่นระริก เงียบงันอยู่นาน ก่อนจะเค้นคำพูดออกมา
“คืนกระบี่ให้ฉัน! อย่าคิดจะเอาไว้เป็นของตัวเอง”
จ้าวอู่เจียงยิ้มบาง ๆ
“กระบี่เล่มนี้ก็ใช้ได้ดีนะ แต่ยังไม่ถึงขั้นทำให้ฉันต้องลดตัวไปแย่งของที่นายชอบหรอก ถึงอย่างนั้นนายต้องชดใช้ราคาสำหรับความหุนหันและการกล่าวหาของนาย”
“เห็นแก่คนที่อยู่เบื้องหลังนาย ฉันจะไม่ทำให้นายลำบาก แค่ขอโทษฉัน เรื่องนี้ก็จบ”
ความจริงแล้วจ้าวอู่เจียงไม่รู้หรอกว่าใครอยู่เบื้องหลังจางเต้าเซิง และก็ไม่รู้ด้วยว่าแม่ของหุ่นยนต์และครอบครัวของเขาเป็นใคร
จักรพรรดินั้นไม่มีตัวตน สำหรับทุกคนแล้วไม่รู้จัก แต่กระแสพลังที่จางเต้าเซิงและหุ่นยนต์พึ่งพานั้นมีจริง ดังนั้นในความว่างเปล่าจึงมีความจริง ตัวละครของเขาจึงดูสมจริงมากขึ้น และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
เขาไม่ได้ดูถูกกระแสพลังที่คนเหล่านี้พึ่งพา แต่กลับเป็นการยกระดับความลึกลับและสูงส่งของ ‘จักรพรรดิ’ ของตัวเองทางอ้อม
มิเช่นนั้นหากเขาจงใจดูถูกก็จะทำให้คนไม่พอใจ เมื่อไม่พอใจก็จะเกิดความแค้น เกิดความสงสัย เช่นนั้นแล้วกลับจะทำให้เขาทำงานลำบาก
ตอนนี้ทุกคนต่างรู้สึกทึ่ง จ้าวอู่เจียงสมกับที่มีฐานหลังอันแข็งแกร่งจริง ๆ ถึงขนาดกระบี่ล้ำค่าที่หลอมจากทองคำเทพยังไม่สนใจ ยังบอกว่าไม่คู่ควรให้เขาต้องลดตัวเลย
จางเต้าเซิงนั้นแตกต่างออกไป เขาที่มักจะทะนงตนมาตลอดกลับต้องพบกับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันนี้ ตอนนี้เขาไม่ยอมฟังอะไรทั้งสิ้น และไม่เกรงกลัวฐานะอันยิ่งใหญ่ของจ้าวอู่เจียงแม้แต่น้อย
“ถ้านายกล้าก็เอาไปสิ!”
“ฉันจางเต้าเซิง คนที่อยู่ที่นี่เกือบทุกคนรู้ว่าฉันเป็นศิษย์ของใคร ตระกูลของฉันอยู่ที่ไหน ทุกคนรู้กันดี”
“ส่วนนายถึงจะแข็งแกร่ง แต่ก็ชอบซ่อน ๆ ปิด ๆ ใครจะรู้ว่าจริงหรือปลอม นายกล้าบอกหรือเปล่าว่าอาจารย์ของนายคือใคร?”
จ้าวอู่เจียงไม่เคยติดขัดกับคำถามแบบนี้ เขารู้ดีว่าไม่ควรตกหลุมพรางการพิสูจน์ตัวเอง
เขาจึงย้อนคำถามกลับไป พร้อมทั้งเตือนถึงผลที่จะตามมา เขาพูดเสียงเย็นว่า
“ถ้าฉันบอกไป นายรับผลที่จะตามมาได้หรือเปล่า? นายจะรับผิดชอบแทนทุกคนที่อยู่ที่นี่ใช่ไหม?”
จางเต้าเซิงเปลือกตากระตุก อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
“ฉัน… ฉันรับได้!”
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
“แน่นอนว่านายรับได้ สำนักของนายและครอบครัวนายคงไม่มีทางลงโทษนายหรอก”
จ้าวอู่เจียงพูดจบก็เหลือบมองทุกคน ไม่พูดอะไรต่อ แต่ความหมายนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบาย