ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1712 ความคิดที่เกินเลย
บทที่ 1712 ความคิดที่เกินเลย
จ้าวอู่เจียงและหญิงสาวร่างเย็นชาสุ่ยปิงเอ๋อร์เดินคุยกันอย่างสนุกสนานระหว่างออกจากพื้นที่ปิดล้อม ส่วนคนอื่น ๆ ต่างครุ่นคิดถึงวิธีจัดการพลังกลืนกินที่ตนได้รับมา
บางคนเมื่อเห็นจ้าวอู่เจียงกับสุ่ยปิงเอ๋อร์คุยกันอย่างสนุกสนานก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ได้แต่มองดูอยู่ห่าง ๆ เพราะทั้งคู่เป็นคู่ที่เหมาะสมกัน พวกปีศาจอย่างพวกเขาจะคัดค้านได้อย่างไร
ตอนนี้พวกเขาได้รับพลังกลืนกินมาแล้ว อนาคตยังมีความหวัง รอให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ถึงตอนนั้นก็จะมีความสามารถไปแย่งชิงคนและสิ่งที่ตัวเองต้องการได้
สุ่ยปิงเอ๋อร์เดินไปกับจ้าวอู่เจียงเป็นระยะ ๆ เธอจะจัดแต่งผมยาวของตัวเอง เห็นได้ชัดว่าอยากให้จ้าวอู่เจียงเห็นด้านที่สวยที่สุดของเธอ
แม้ภายนอกจ้าวอู่เจียงจะคุยสนุกสนาน แต่ในใจกลับเป็นห่วงเสี่ยวไป๋
เสี่ยวไป๋ตอนนี้แก่มากแล้ว ยิ่งถูกมิติอันวุ่นวายไร้ระเบียบแห่งนี้ดึงเข้ามา ดินแดนแห่งนี้มีความพิเศษบางอย่าง มันจะทำให้บางสิ่งในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้ว่าเสี่ยวไป๋จะทนต่อการเสื่อมสลายเช่นนี้ได้หรือไม่
การเสื่อมสลายเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวมาก
มันเป็นดั่งเงาที่ติดตาม หากไม่ใช่เพราะเขามีความรู้สึกไวมาแต่ไหนแล้ว คงยากที่จะสังเกตเห็น
ทั้งสองเดินมาถึงบริเวณที่มีคนน้อยลง เมื่อกำลังจะออกจากมิติแห่งนี้ เขาแอบมองรอบ ๆ อย่างไม่ให้สังเกตเห็น นิ้วมือขยับเบา ๆ แสงสีขาววาบผ่านไปแล้วมุดเข้าไปในอาภรณ์ของเขา
ในหัวของเขามีเสียงหนึ่งส่งมา
“ฮรืม… ฮรืม…” นั่นเป็นเสียงของเสี่ยวไป๋
ตอนนี้เสี่ยวไป๋ได้ซ่อนตัวอยู่ในอาภรณ์ของเขาแล้ว
ในตอนที่ร่วมมือกับเสี่ยวไป๋หลอกทุกคนก่อนหน้านี้ เขาได้ชี้นิ้วไปที่เสี่ยวไป๋หลายครั้ง จริง ๆ แล้วเป็นการแอบวาดยันต์
เขาใช้ยันต์อาคมพาเสี่ยวไป๋กลับมาแล้วซ่อนไว้เงียบ ๆ โดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
“คุณคิดว่าอย่างไร?” สาวผมสีฟ้าน้ำเอามือไพล่หลัง ผมยาวสีฟ้าน้ำที่ตกลงมาถึงสะโพกอันงดงามถูกเธอเอามือจับเล่น พลางเอียงตัวมองไปที่จ้าวอู่เจียง
‘คิดว่าอย่างไรเหรอ?’
จ้าวอู่เจียงกลอกตา เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงร้องของเสี่ยวไป๋จึงยิ้มรู้กัน แต่ไม่ได้ยินคำถามของสาวผมสีฟ้าน้ำเลย
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วยิ้มพูดว่า “ตามที่เธอว่าก็แล้วกัน”
“จริงเหรอ คุณตกลงแล้วเหรอ?” สาวผมสีฟ้าน้ำทะเลดีใจ เธอโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตางามจ้องมองดวงตาของจ้าวอู่เจียง
‘ฉันตกลงอะไรไปนะ?’ จ้าวอู่เจียงกลอกตาไปมา แแล้วก็นึกขึ้นได้ เขายกคิ้วเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ใช่หรือเปล่านะ… เธอลองถามฉันอีกครั้งสิ”
น้ำเสียงยั่วเย้าที่ออกมาอย่างกะทันหันของจ้าวอู่เจียงทำให้สาวผมสีฟ้าน้ำทะเลเบะปาก ทว่าในใจกลับรู้สึกหวั่นไหว เธอแสร้งทำเป็นโกรธเล็กน้อย
“ไม่ไปก็ช่างเถอะ ไม่จำเป็นต้องให้คุณช่วยหรอก…”
“ในบัญชีพันดาวมีคนเก่งมากมาย คุณเก่งก็จริง แต่ห้าสิบอันดับแรกนั้น ถ้าไม่ใช่ผู้วิวัฒนาการขั้นเก้า ก็เป็นผู้ใช้กลไกที่มีอุปกรณ์ระดับสุดยอด หรือไม่ก็เป็นผู้บำเพ็ญโบราณระดับสามภพที่ลึกลับยิ่งกว่า…”
“มาคิดดูดี ๆ แล้ว คุณก็อย่าไปเลยละ คุณสู้เขาไม่ได้หรอก”
จ้าวอู่เจียงเข้าใจในทันทีว่าคำถามที่สุ่ยปิงเอ๋อร์ถามเมื่อครู่นี้ เธอคงจะอยากให้เขาไปช่วยในการทดสอบหรือการแข่งขันอะไรสักอย่าง
‘บัญชีพันดาวเนี่ยมีค่าขนาดนั้นเลยเหรอ? ‘
‘ห้าสิบอันดับแรกเป็นผู้แข็งแกร่งระดับนี้ทั้งหมดเลยเหรอ?’
‘จริง ๆ แล้วผู้แข็งแกร่งพวกนี้ดูจะมีค่าน้อยเกินไปแล้วนะ?’
แต่เมื่อจ้าวอู่เจียงคิดทบทวนอีกครั้งก็รู้สึกว่าก็สมเหตุสมผลอยู่ เพราะอาณาเขตพันดาราเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ มีประชากรมากมายนับไม่ถ้วน การที่จะมีผู้แข็งแกร่งปรากฏตัวบ่อย ๆ ก็เป็นเรื่องปกติ
“แล้วถ้าหากงานสำเร็จฉันจะได้รางวัลอะไร?” แม้จะไม่รู้เหตุผลที่สุ่ยปิงเอ๋อร์เชิญเขา แต่สำหรับเขาแล้ว เหตุผลไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือจะได้อะไรกลับมาต่างหาก
“ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง… แต่รับรองว่าคุณไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน” สุ่ยปิงเอ๋อร์ตอบ
ที่เธอเชิญจ้าวอู่เจียงมาช่วยนั้น นอกจากเห็นถึงพลังความสามารถของจ้าวอู่เจียงแล้ว ก็ยังเล็งเห็นถึงความสัมพันธ์ของเขากับองค์จักรพรรดิด้วย
ดังนั้นแล้วการดึงจ้าวอู่เจียงเข้ามาเป็นพันธมิตร จะนำผลประโยชน์ไม่น้อยมาสู่ตระกูลอย่างแน่นอน
“ฮึ ๆ” จ้าวอู่เจียงยักไหล่ มือที่พลิ้วไหวของเขาไม่เคยเคลื่อนไหวส่งเดช ยิ่งไม่เคยลูบคลำไปมา ทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนเป็นการวาดยันต์
ตอนนี้เขาสามารถผสานการวาดยันต์เข้ากับทุกการเคลื่อนไหวของตัวเองได้แล้ว สามารถวาดยันต์ที่ต้องการได้อย่างแยบยลเป็นธรรมชาติ
เขาแอบปล่อยยันต์อาคมเข้าสู่ร่างของเสี่ยวไป๋อย่างเงียบ ๆ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายในของเสี่ยวไป๋พร้อมกับยิ้มพูดว่า
“เธอลืมเรื่องที่ผ่านมาแล้วเหรือ? อย่าให้คำสัญญาลอย ๆ… ต้องแสดงความจริงใจออกมาบ้างสิ”
“จริงใจยังไงล่ะ…”
สุ่ยปิงเอ๋อร์รู้สึกถึงสายตาของจ้าวอู่เจียง เธอรู้สึกว่าสายตานั้นช่างร้อนแรงจนเธอไม่กล้าสบตากับดวงตาของอีกฝ่าย
แก้มของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย
“อย่าคิดอะไรเกินเลยไปนะ”