ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1731 หนึ่งกระบี่สร้างน้ำค้างแข็ง หนึ่งสายตาผ่านพันปีหมื่นปี
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 1731 หนึ่งกระบี่สร้างน้ำค้างแข็ง หนึ่งสายตาผ่านพันปีหมื่นปี
บทที่ 1731 หนึ่งกระบี่สร้างน้ำค้างแข็ง หนึ่งสายตาผ่านพันปีหมื่นปี
“ขอคำชี้แนะด้วย”
หลินเมาเอียงศีรษะ ผมหน้าม้าปิดบังตาขวา ม่านตาซ้ายสีน้ำตาลเข้มกลมมนกลับเปลี่ยนเป็นรูปทรงแนวตั้ง
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าเบา ๆ ค่อย ๆ ยกแขนซ้ายขึ้นอย่างเชื่องช้า ละอองลมในมือดึงดูดสายน้ำในพื้นที่พิเศษแห่งนี้ แล้วค่อย ๆ รวมตัวกันเป็นกระบี่น้ำ
การกระทำครั้งนี้ของเขาทำให้หลินเมาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและทุกคนที่กำลังดูการต่อสู้รู้สึกทึ่ง
ปัจจุบันผู้บำเพ็ญโบราณแท้ ๆ นั้นมีไม่มากแล้ว ผู้ฝึกกระบี่ในหมู่ผู้บำเพ็ญโบราณยิ่งหายาก และผู้ที่สามารถควบคุมปราณกระบี่ที่มองไม่เห็นได้อย่างง่ายดายแบบนี้ยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่าขนเฟิ่งหวงและเขากิเลน
ผมหน้าม้าของหลินเมาปลิวไสวโดยไร้สายลม เขาไม่รู้ว่าทำไมในใจกลับเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมา เพียงแค่ท่าเริ่มต้นของจ้าวอู่เจียงก็สร้างแรงกดดันที่มองไม่เห็นให้กับเขาแล้ว
“ผมจะลงมือแล้วนะ” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แฝงด้วยความหมายเตือนเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจเตือนหลินเมา ให้อีกฝ่ายระวังตัวให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้กระบี่เดียวของเขาฟันจนร่างกายและวิญญาณของหลินเมาแตกดับ
หากเป็นก่อนที่จ้าวอู่เจียงจะลงมือ หลินเมาคงจะเยาะเย้ยว่าจ้าวอู่เจียงหยิ่งผยอง แต่ตอนนี้เมื่อเผชิญกับคำเตือนที่มีไมตรีจิตนี้ เขากลับยิ่งรู้สึกหนักอึ้งในใจ ชั่วพริบตาเดียวก็ตั้งการป้องกันขึ้นทั้งหมด แม้กระทั่งเตรียมพร้อมที่จะโจมตีก่อน
แขนซ้ายที่จ้าวอู่เจียงยกขึ้นค่อย ๆ ลดลงอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่ายกค้างไว้นานเกินไปเลยรู้สึกหมดแรงไปบ้าง
กระบี่น้ำแตกกระจายทั้งหมดในจังหวะที่แขนซ้ายของเขาลดลง แล้วกลับกลายเป็นสายน้ำอีกครั้ง ส่วนปราณกระบี่ที่จ้าวอู่เจียงฟันออกไปนั้นมีละอองน้ำติดมาด้วย ละอองน้ำจับตัวกลายเป็นน้ำค้างแข็งและหิมะ
หลินเมาเห็นเพียงไอเย็นสีขาวพุ่งเข้าหาเขา มันเป็นดั่งลมหนาวที่พัดผ่านในฤดูหนาว ธรรมดาสามัญไร้ความพิเศษ
ทว่าในวินาที่ถัดมา เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ร่างกายราวกับถูกพายุหิมะแต่ไกล ๆ ทำให้แข็งค้าง ไม่สามารถขยับได้แม้แต่น้อย ทุกสิ่งรอบตัวก็ราวกับถูกแช่แข็งไปด้วย
เขาได้ยินเสียงกระซิบของพายุหิมะดังอยู่ข้างหู เป็นคำว่า ‘แล้ว’
คำว่า ‘แล้ว’ จากประโยค ‘ผมจะลงมือแล้ว”’
เขาถึงได้ตระหนักด้วยความตกใจว่า แขนของจ้าวอู่เจียงที่เดิมทีปล่อยลงสุดแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่กลับอยู่ในท่าถือกระบี่เฉียง
ทว่าในมือไม่มีกระบี่ มีเพียงสายน้ำ ตามทิศทางการไหลของกระแสพลังแขนดูเหมือนจะยังอยู่ในสภาพที่กำลังจะปล่อยลง
เขาราวกับย้อนกลับไปก่อนที่แขนของจ้าวอู่เจียงจะปล่อยลงจนสุด
แต่ตอนนี้ปราณกระบี่ขาวโพลนดุจน้ำค้างแข็ง อยู่ห่างจากเขาเพียงสามฟุตเท่านั้น
ทุกสิ่งรอบตัวเคลื่อนไหวช้าลง ช้าจนเกือบหยุดนิ่ง แต่ปราณกระบี่กระแสพลังพุ่งทะลวงราวกับทะลุไม้ไผ่ เมื่อเขาพบว่ามันอยู่ห่างจากตัวเพียงสามฟุต มันก็เหลือระยะห่างไม่ถึงสามนิ้วแล้ว
สามนิ้วนี้คือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย
ในวินาทีที่เขาตระหนักถึงความเป็นความตาย ปราณกระบี่ก็ฟันลงบนร่างของเขา
น้ำค้างแข็งจากยุคโบราณกำลังพัดดับเปลวไฟแห่งชีวิตของเขา
ในช่วงเวลาชั่วพริบตานี้ ความรู้สึกเสียใจมากมายพลุ่งพล่านในใจของเขา เขาเข้าใจแล้วว่าไม่ควรไปยุ่งกับจ้าวอู่เจียงเลย เพียงแค่กระบี่เดียวนี้ก็เหนือกว่าพลังขั้นไร้เทียมทานของผู้บำเพ็ญโบราณแล้ว
หรืออาจจะพูดได้ว่า กระบี่เดียวนี้ต่างหากที่เป็นขั้นไร้เทียมทานที่แท้จริงตามที่บันทึกในประวัติศาสตร์
ในหล้าและฟ้า มรรคาไร้ขอบเขต มีเพียงเขาที่ไร้เทียมทาน
แต่ความเสียใจก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป น้ำค้างแข็งกำลังดับเปลวไฟแห่งชีวิตของเขา ทุกสิ่งรอบตัวเคลื่อนไหวช้า ๆ ปราณกระบี่แห่งน้ำค้างแข็งราวกับแช่แข็งเวลาเอาไว้ แต่เขากลับตายอย่างรวดเร็ว
ตรงหน้าของเขามืดสนิท โลกหลังความตายของเขาปราศจากแสงสว่าง
ทว่าในชั่วขณะถัดมา เขาลืมตาตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว มือนุ่มนวลข้างหนึ่งกดลงบนไหล่ของเขาเบา ๆ เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น
“เกือบช่วยคุณไว้ไม่ทันแล้ว”
เขาเหลียวมองไปด้านข้าง เป็นคุณชายรองตระกูลสุ่ยที่กำลังหรี่ตายิ้ม สุ่ยตงที่แต่เดิมในสายตาเขาดูไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย แต่ในตอนนี้กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
และที่ฝั่งตรงข้ามห่างออกไป คือจ้าวอู่เจียงที่ปล่อยแขนลงสู่ข้างลำตัวแล้ว ดูไร้พิษภัยและสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความรู้สึกของความตายยังคงวนเวียนอยู่ในใจเขา เขารู้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะสุ่ยตงช่วยเหลือทันเวลา ตอนนี้เขาคงตายไปแล้ว
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ประสานมือคำนับ โค้งตัวลงต่ำให้กับจ้าวอู่เจียงผู้อ่อนโยน เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงใจเป็นครั้งแรก
“ฉันแพ้แล้ว”