ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1753 คนบ้า
บทที่ 1753 คนบ้า
“ดังนั้นการสังเวยชีวิตผู้คนมากมายขนาดนี้ เพื่อทำให้คนเพียงคนเดียวประสบความสำเร็จงั้นเหรอ?” ดวงตาอันชราภาพของบิชอปชุดขาวแดงก่ำด้วยความโกรธ
“ไม่ใช่” เซวียนหยวนซวิ่นยิ้มอย่างบ้าคลั่ง น้ำเสียงแฝงความหยิ่งผยองที่ไม่อาจอธิบายได้และไม่มีข้อโต้แย้ง
“มันคือการสังเวยผู้คนมากมายขนาดนี้ ถึงจะมีคุณสมบัติพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จ ทำให้ความเป็นไปได้นั้นเกิดขึ้นได้ต่างหาก”
“ไอ้บ้า!” บิชอปชุดขาวหายใจถี่ เขาไม่เข้าใจว่ามันมีอะไรให้ภาคภูมิใจด้วย
“ถูกต้อง คนที่มีสติสัมปชัญญะที่สุดถึงจะคนที่ไร้เหตุผลและบ้าคลั่งที่สุดได้” เซวียนหยวนซวิ่นยอมรับอย่างเต็มใจ
“พวกคนปกติอย่างพวกนายไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้าใจหรอก”
หนวดเคราของบิชอปชุดขาวสั่นระริก
“ถ้าเกลี้ยกล่อมนายไม่สำเร็จ ฉันก็จะบอกเรื่องนี้กับคนอื่น ๆ ทางฝั่งตะวันออกของพวกนาย เรื่องนี้จะต้องส่งผลกระทบในวงกว้างแน่นอน ฉันไม่เชื่อว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจคนอื่น ๆ ของพวกนายจะนิ่งเฉย”
“ฮะ ๆ เอาเลย ฉันไม่ห้ามนายหรอก” เซวียนหยวนซวิ่นทิ้งตัวลงนั่ง ยิ้มพลางพูด
“เอียน พวกของนายต่างหาก ที่จะเป็นคนห้ามนายเอง…”
“ฉันเป็นคนของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง…”
บิชอปเอียน เลนพูดไปพูดมา จู่ ๆ ก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่ง เขาหันขวับไปมองเซวียนหยวนซวิ่น
เขาผู้มีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญโบราณระดับสามภพรู้สึกถึงความสั่นสะท้านในตอนนี้
ร่างที่สวมชุดผู้ป่วยของเซวียนหยวนซวิ่นค่อย ๆ มีวิญญาณที่มีใบหน้าเหมือนกันกับเขาเดินออกมา แล้วมุ่งหน้าไปที่บิชอปชุดขาว
“คนทางตะวันออกชอบวางแผนการ ค่อย ๆ ลงมือทีละเล็กละน้อย วางรากฐานไว้เนิ่นนาน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การต่อสู้ทางวัฒนธรรม นายคิดว่าทำไมพวกนายถึงสามารถแทรกซึมผู้คนเข้ามาได้มากมายขนาดนี้ล่ะ?”
บิชอปชุดขาวสั่นไปทั้งร่าง แต่ขยับตัวไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้วิญญาณของเซวียนหยวนซวิ่นเข้ามาใกล้ แล้วใช้นิ้วแตะที่กลางหน้าผากของเขา
วิญญาณของเซวียนหยวนซวิ่นคว้ามือของบิชอปชุดขาว
“ช่วงนี้ไม่ต้องไปไหนแล้ว ที่โรงพยาบาลกำลังขาดคน อยู่เป็นเพื่อนเล่นไพ่นกกระจอกกับพวกเขาดีกว่า”
—
“สองคนนั้นเป็นใคร?”
คทาสีเงินฟาดลงบนร่างของโม่หรานหร่าน คนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างถามด้วยความโกรธ
โม่หรานหร่านเทั้งตัวต็มไปด้วยเลือด เสื้อผ้าชุ่มโชก เปียกแนบเนื้อ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่พูดอะไร
คนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างตะโกนด้วยความโกรธ
“พูดมา!”
เขาจำเป็นต้องรู้ว่าคนที่หนีไปสองคนนั้นเป็นใคร จึงจะสามารถรวบรวมกำลังคนไปล้อมฆ่าได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหลมากไปกว่านี้ได้
โม่หรานหร่านมีความตั้งใจที่จะตาย ตอนนี้เธอได้แก้แค้นสำเร็จแล้ว แม้ว่าจะยังมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับผลกรรมที่สมควร แต่เธอก็ได้ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้วในตอนนี้ จึงไม่มีความเสียดายอีก
แต่ถึงแม้จะมีความตั้งใจที่จะตาย เธอก็ยังคงมีความหวังอยู่บ้าง
ตราบใดที่ยังไม่ถึงทางตัน เธอจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
ตอนนี้เธอยังคงเงียบไม่พูดจา
‘ปัง!’
คนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างใช้คทาฟาดเข้าที่ท้องของโม่หรานหร่านอย่างแรง
โม่หรานหร่านครางเบา ๆ ด้วยความเจ็บปวด แต่ยังคงยิ้มเยาะหยัน
คนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างแค่นเสียงเย็นชา “ตอนนี้เธอทำเป็นแข็งไม่ยอมพูด หวังว่าพอถึงศาสนจักรแล้ว เธอจะยังแข็งแกร่งได้แบบนี้นะ”
“พวกคุณไม่รู้สึกเจ็บใจบ้างเหรอ?”
โม่หรานหร่านเอ่ยปากในที่สุด แต่ไม่ใช่เพื่อตอบคำถาม แต่เป็นการเยาะเย้ยโดยตรง
“แสงสว่าง? ความรักและสันติภาพ? ศาสนจักรของพวกคุณนี่มัน ก็แค่โสเภณีที่แอบอ้างความดีงาม ทำตัวสองมาตรฐาน ปากว่าตาขยิบ แสงสว่างบ้าบออะไร แม้แต่ตระกูลโม่ยังสะอาดกว่าพวกคุณ”
“เธออยากตายนักใช่ไหม?” คนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างตวาดเสียงดัง พร้อมกับสะสมพลังในคทา
“ใช่” โม่หรานหร่านตอบอย่างเรียบเฉย
เธอได้เห็นความวุ่นวายในตระกูลโม่แล้ว และยังสังเกตเห็นว่ามีคนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างหลายคนมาล้อมบริเวณรอบนอกตระกูลโม่ไว้ เธอรู้ดีว่าตัวเองหนีไม่รอดแล้ว ถ้าเทียบกันระหว่างการถูกจับไปที่ศาสนจักรแห่งแสงสว่างตายเสียยังจะดีกว่า
“ฮึ!” ชายจากศาสนจักรแห่งแสงสว่างแค่นเสียงเย็นชา
“ฉันจะให้เธอทรมานจนอยากตายก็ตายไม่ได้…”
จู่ ๆ เขาก็ชะงัก เพราะคทาในมือของเขาไม่อยู่ภายใต้การควบคุม พลันยิงลำแสงพุ่งทะลุหน้าอกของโม่หรานหร่าน
โม่หรานหร่านยิ้มบาง ๆ ดวงตาโค้งเล็กน้อย ค่อย ๆ หลับตาลงด้วยสีหน้าสงบ
“ใครเป็นคน!”
คนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างตกตะลึงอย่างหนัก ตามมาด้วยความโกรธเกรี้ยว จากนั้นก็มองไปรอบ ๆ ตระกูลโม่ที่ตอนนี้จมอยู่ในความวุ่นวาย