ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1755 กฎการแข่งขันที่แปลกพิกล
บทที่ 1755 กฎการแข่งขันที่แปลกพิกล
“การประลองยุทธ์พันดาราจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาเที่ยงของวันนี้ ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านเดินทางมาถึงสถานที่จัดงานตรงเวลา”
แต่เช้าตรู่ จ้าวอู่เจียงได้รับการติดต่อเข้ามา
เขาแต่งตัวอย่างเรียบง่าย แล้วออกเดินทางไปยังสถานที่จัดการประลองยุทธ์พันดาราพร้อมกับทีมตระกูลสุ่ย
สถานที่จัดการแข่งขันรอบแรก ถูกจัดขึ้นบนดาวดวงหนึ่ง ที่แต่เดิมเป็นดาวร้าง ดาวดวงนี้ผ่านการปรับปรุงและมักถูกเลือกให้เป็นสนามแข่งขันการประลองยุทธ์พันดาราในทุก ๆ ครั้ง
แต่ครั้งนี้ ทางการได้แจ้งผู้เข้าแข่งขันทุกคนว่า ดาวดวงที่มีชื่อเรียกว่า M007 ดวงนี้ จะเป็นเพียงสนามแข่งขันรอบแรกเท่านั้น ส่วนสนามแข่งขันรอบที่สองและสามนั้น ทางการยังไม่ได้แจ้งให้ผู้เข้าแข่งขันทราบ
ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างรู้สึกสงสัยว่าครั้งนี้ทางการมีแผนอะไรกันแน่
ในด้านระเบียบการแข่งขัน ทุกคนทราบกันแล้วว่า ครั้งนี้จะไม่มีการแบ่งประเภทเป็นผู้บำเพ็ญโบราณ ผู้วิวัฒนาการ และผู้ใช้กลไกอีกต่อไป แต่จะรวมทั้งสามประเภทเข้าด้วยกันให้ทุกคนแข่งขันกัน
และยังมีความแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ อีกอย่าง คือ แต่เดิมนอกจากจะแบ่งเป็นสามประเภทแล้ว ยังแบ่งเป็นทีมและเดี่ยว โดยเมื่อแข่งทีมเสร็จก็สามารถเข้าร่วมแข่งเดี่ยวได้
ยกตัวอย่างเช่น จางเต้าเซิงแห่งสำนักเทียนอี ซึ่งได้อันดับที่แปดสิบเก้าในการแข่งขันประเภทเดี่ยวสำหรับผู้บำเพ็ญโบราณในการประลองยุทธ์พันดาราครั้งที่แล้ว เขาได้เข้าร่วมทั้งการแข่งขันประเภททีมและประเภทเดี่ยว
ครั้งนี้การแข่งขันประเภททีมและเดี่ยวถูกรวมเข้าด้วยกัน ผู้ที่แข่งประเภททีมจะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันประเภทเดี่ยวได้ชั่วคราว จนกว่าจะถึงการแข่งขันรอบที่สอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ครั้งนี้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแพ้ชนะก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน แม้แต่ผู้แพ้ก็สามารถเข้าสู่การแข่งขันรอบที่สองได้ และยังยกเลิกข้อจำกัดเรื่องชีวิตและความตายด้วย
นั่นหมายความว่า มีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะไม่มีสิทธิ์เข้าสู่การแข่งขันรอบที่สอง แม้ว่าคุณจะแพ้ยับเยินมากแค่ไหน ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็ยังสามารถเข้าสู่การแข่งขันรอบที่สองได้
แต่ผู้ชนะและทีมที่ชนะจะได้รับรางวัลเป็นอาวุธคนละหนึ่งชิ้น ซึ่งอาวุธชิ้นนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในการแข่งขันรอบที่สอง
ส่วนอาวุธชิ้นนั้นจะเป็นอะไรนั้น ทางการยังไม่ได้เปิดเผย จะรู้ก็ต่อเมื่อเข้าสู่การแข่งขันรอบที่สองเท่านั้น
“กฎเกณฑ์มีการอัปเดตอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าครั้งนี้ทางการต้องการจะทำอะไร ดูท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่”
สุ่ยปิงเอ๋อร์เดินเคียงข้างจ้าวอู่เจียง ตอนนี้ทั้งดาวดวงนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมการแข่งขันและชมการแข่งขัน
สุ่ยตงสั่งการบางอย่างกับคนข้าง ๆ แล้วหันมาสั่งกำชับจ้าวอู่เจียงอย่างอ่อนโยน
“ไม่เคยมีสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลย จ้าวอู่เจียง นายต้องระวังหน่อยนะ”
หลิ่วไป๋ซวี่ส่ายเอวบางเดินอย่างมีเสน่ห์ “ถ้าสู้ไม่ไหวจริง ๆ ก็แค่ยอมแพ้ไป ครั้งนี้ยอมแพ้ก็ยังผ่านเข้ารอบต่อไปได้เหมือนกัน”
ตระกูลสุ่ยมีสิบคน พวกเขาถูกแบ่งเป็นสองทีม แต่เดิมทีมแรกมีสุ่ยตงเป็นหัวหน้าทีม สมาชิกที่เหลือสี่คนล้วนเป็นคนในตระกูลสุ่ย อีกทีมมีผู้ช่วยจากภายนอกสี่คนและสมาชิกตระกูลหนึ่งคน
แต่เนื่องจากกฎเกณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงล่าสุด ตระกูลสุ่ยจึงตัดสินใจจัดสรรสมาชิกทีมใหม่ ทีมแรกยังคงมีสุ่ยตงเป็นหัวหน้าทีม ส่วนสี่คนที่เหลือไม่ใช่คนในตระกูลสุ่ยอีกต่อไป แต่เป็นผู้เข้าแข่งขันจากตระกูลสุ่ยที่แข็งแกร่งที่สุดสองคนยกเว้นสุ่ยตง และผู้ช่วยจากภายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดสองคน
ทีมแรกประกอบด้วยสมาชิกที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งหมด
ส่วนทีมที่สอง มีหลิ่วไป๋ซวี่เป็นหัวหน้าทีม รวมถึงจ้าวอู่เจียงที่เป็นผู้ช่วยจากภายนอก และสมาชิกตระกูลสุ่ยอีกสามคน
ในบรรดาคนทั้งหมดนั้น หากดูจากความสามารถบนกระดาษ จ้าวอู่เจียงที่อยู่ในขั้นต้นของการบำเพ็ญโบราณระดับสอง นับว่าเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด
“ผู้ช่วยของเธอดูอ่อนแอนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไงถึงแย่งตำแหน่งรองหัวหน้าทีมของหลินเมามาได้” ในทีมที่สอง ลูกพี่ลูกน้องของสุ่ยปิงเอ๋อร์ทำหน้าเย็นชาเดินอยู่ข้างหน้ากับหลิ่วไป๋ซวี่
ในห้องหนังสือขณะที่ประชุมเรื่องโควตาผู้ช่วยจากภายนอก นอกจากคนที่อยู่ในที่ประชุมตอนนั้น คนอื่น ๆ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เพียงว่าสุ่ยปิงเอ๋อร์เชิญจ้าวอู่เจียงมา จนทำให้รองหัวหน้าสมาคมนักล่าไร้กลัวต้องถูกผลักออกไป
สุ่ยปิงเอ๋อร์จ้องพี่ชายสุ่ยไป๋อย่างขุ่นเคือง เธอรู้ว่าสุ่ยไป๋โกรธเธอ และยังโกรธแค้นจ้าวอู่เจียงด้วย เพราะรองหัวหน้าสมาคมนักล่าไร้กลัวนั้น เป็นคนที่สุ่ยไป๋ใช้เส้นสายเชิญมา แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เป็นผู้ช่วยของตระกูลสุ่ย ทำให้เขาต้องเสียหน้า
สมาชิกตระกูลอีกสองคนในทีมที่สองก็พูดจาประชดประชัน
“นั่นสิ ผู้นำตระกูลก็ไม่อธิบายอะไร หลินเมาก็เงียบไม่พูด คงเป็นเพราะมีบางคนที่ไม่กล้าทำให้ไม่พอใจสินะ”
“ใครจะไปสู้คนที่ได้รับความรักจากผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็กได้ล่ะ คนที่เชิญมาถึงจะไม่มีพลังความสามารถ ก็ยังได้รับเลือกเป็นผู้ช่วย จริง ๆ เลย…”
สาเหตุที่สมาชิกตระกูลอีกสองคนโกรธไม่ได้มาจากสุ่ยปิงเอ๋อร์เพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะจ้าวอู่เจียง
พวกเขามีเพื่อนหลายคนที่ฝากให้ช่วยสร้างโอกาสให้ได้ใกล้ชิดกับสุ่ยปิงเอ๋อร์ แต่สุ่ยปิงเอ๋อร์กลับไม่เคยให้หน้า ตอนนี้กลับพาจ้าวอู่เจียงกลับมาด้วย แถมยังสนิทสนมกันมาก ทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจ ราวกับพวกเขาได้น้ำรดลงนาคนอื่น
ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ตระกูลสุ่ย แต่อยู่ข้างนอก พวกเขาจึงไม่ต้องระวังตัวมาก อะไรที่อยากพูดก็พูดออกมา