ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1770 ออกมารับศพ!
บทที่ 1770 ออกมารับศพ!
สุ่ยปิงเอ๋อร์เริ่มแสดงท่าทีผิดปกติ ทำให้น้ำเสียงของสุ่ยชืออ่อนลง ทั้งเขาและสุ่ยไป๋ต่างไม่อยากยั่วยุสุ่ยปิงเอ๋อร์มากเกินไป
ไม่ว่าจ้าวอู่เจียงจะตายหรือไม่ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมากนักสำหรับพวกเขา ยังไงก็แพ้อยู่แล้ว
พวกเขาไม่อาจทำให้สุ่ยปิงเอ๋อร์โกรธเคืองเพียงเพราะความตายของจ้าวอู่เจียง
หลิ่วไป๋ซวี่ก็คิดเช่นเดียวกัน
หลิ่วไป๋ซวี่นั่งอยู่ด้านข้าง ชุดกี่เพ้าขับเน้นทรวดทรงอันงดงามของเรือนร่างเธอ
ในฐานะคนที่แข็งแกร่งที่สุดในที่นี้ เธอย่อมเข้าใจพลังของอวี้ปิ่งเอินดีกว่าคนอื่น และรู้ดีว่าจ้าวอู่เจียงน่าจะตายแล้ว ไม่ใช่แค่บาดเจ็บสาหัส
เธอทำภารกิจที่เจ้าสำนักหงหลวนมอบหมายสำเร็จแล้ว แต่เธอไม่ได้แสดงความดีใจออกมา กลับซ่อนความยินดีไว้ และถอนหายใจพูดว่า
“ฉันก็มีส่วนผิดด้วย ก่อนหน้านี้ควรจะพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้ ไม่คิดว่าจ้าวอู่เจียงจะเป็นคนหนุ่มที่ทิฐิสูง ไม่ยอมอ่อนข้อ จนนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นนี้…”
หลิ่วไป๋ซวี่ยอมรับผิดเพื่อถอยคนละก้าว แล้วค่อยก้าวไปข้างหน้าเป็นการแยกตัวออกจากความตายของจ้าวอู่เจียงให้ดีขึ้น
เมื่อได้ฟังทุกคนพูดจาโต้ตอบกันไปมา ดวงตาของสุ่ยปิงเอ๋อร์ก็เริ่มมีน้ำตาคลอ
เธอสะอื้นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลนองหน้า
แต่ในจังหวะถัดมา เธอก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังมาจากจอใหญ่
“สำนักเทียนอี ออกมารับศพด้วย”
นี่คือเสียงของจ้าวอู่เจียง
หัวใจเธอสั่นไหววูบหนึ่ง จ้องมองจอภาพใหญ่นิ่ง
ทะเลเพลิงบนจอภาพใหญ่กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหดตัวเข้าหาร่างที่ยืนอยู่อย่างต่อเนื่อง ในที่สุดทะเลเพลิงก็หายไป เผยให้เห็นร่างสูงสง่าร่างหนึ่ง
เมื่อมองเห็นร่างที่คุ้นเคยนั้น สุ่ยปิงเอ๋อร์ที่กำลังน้ำตาคลอก็ถอนหายใจหนัก ๆ
ส่วนพี่น้องสามคนตระกูลสุ่ย สุ่ยไป๋ สุ่ยชือ และสุ่ยเชินนั้นยืนอึ้งอยู่กับที่ พูดอะไรไม่ออก
สุ่ยเชินสงสัยว่าตัวเองมองผิดไป จนถึงขั้นต้องขยี้ตาตัวเอง แต่ก็พบว่านั่นคือร่างของจ้าวอู่เจียงจริง ๆ และข้างกายจ้าวอู่เจียงคือร่างที่ไหม้ดำเหมือนต้นไม้แห้งที่ถูกสายฟ้าฟาด ดูจากโครงร่างที่เหลืออยู่ น่าจะเป็นอวี้ปิ่งเอินอย่างไม่ต้องสงสัย
จ้าวอู่เจียงไม่ตาย? ไม่สิ! อวี้ปิ่งเอินตายอย่างนั้นเหรอ?
เป็นไปได้ยังไง? นี่มันจะเป็นไปได้ยังไง?
น่องขาของสุ่ยเชินสั่นระริก ก่อนจะถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว จ้าวอู่เจียงไม่ตายก็แล้วไป อย่างน้อยก็ควรจะบาดเจ็บสาหัสสิ?
แต่ทำไมอวี้ปิ่งเอินถึงตายได้?
อวี้ปิ่งเอินตายได้อย่างไรไง? นี่มันผู้แข็งแกร่งของสำนักเทียนอีที่มีพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญโบราณขั้นตัวตนที่แท้จริงนะ จะตายในมือของจ้าวอู่เจียงที่เป็นแค่ผู้บำเพ็ญโบราณขั้นไร้เทียมทานได้ยังไง?
เป็นไปไม่ได้!
ไม่ถูกต้อง!
ริมฝีปากของสุ่ยเชินสั่นระริก เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อปลอบใจตัวเองแต่ก็กลับพูดอะไรไม่ออก
ความจริงปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า จ้าวอู่เจียงยังมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย แม้จะดูเหนื่อยล้าไปบ้าง แต่นอกจากรอยดำจาง ๆ บนแก้มแล้ว ก็ไม่เห็นร่องรอยบาดเจ็บอื่นใดเลย
“ฉัน…”
“ฉันก็บอกแล้วไง…ว่าผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน…” สุ่ยชือที่อยู่ข้าง ๆ สุ่ยเชินพึมพำเบา ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ พยายามปลอบใจตัวเอง ไม่ให้เผยสีหน้าตกใจจนเกินไป
ที่เขาพูดก่อนหน้านี้ว่าผลลัพธ์ยังไม่แน่นอนถือเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าจ้าวอู่เจียงจะพ่ายแพ้ แต่อาจไม่ถึงตาย
ทว่าตอนนี้จ้าวอู่เจียงไม่เพียงไม่แพ้ แต่ยังฆ่าอวี้ปิ่งเอินได้?
สามารถฆ่าอวี้ปิ่งเอินได้ในด้านที่เขาถนัด ทั้งเปลวเพลิงและร่างกาย?
สถานการณ์นี้มันเหมือนกับเด็กน้อยต่อยวัวตายด้วยหมัดเดียว ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ในบรรดาคนที่อยู่ที่นั่น คนที่ตกใจที่สุดคงไม่พ้นสุ่ยไป๋ที่ยังติดใจเรื่องพันธมิตรภายนอก
ตอนนี้สุ่ยไป๋อารมณ์ปั่นป่วน ใบหน้าแดงก่ำ เขาพลันตระหนักได้ว่าที่ปิงเอ๋อร์เชิญจ้าวอู่เจียงมาเป็นพันธมิตรภายนอกของตระกูลสุ่ย ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์คลุมเครือระหว่างปิงเอ๋อร์กับจ้าวอู่เจียงที่ต้องการให้จ้าวอู่เจียงได้แสดงความสามารถ
แต่เป็นเพราะจ้าวอู่เจียงมีความสามารถจริง ๆ ที่จะเป็นพันธมิตรภายนอกของตระกูลสุ่ย
หลินเมาถูกตัดออกจากตำแหน่งพันธมิตรภายนอก ไม่ใช่เพราะสุ่ยปิงเอ๋อร์หรือสุ่ยตงใช้กลอุบายกีดกันเขาออกไป แต่เป็นเพราะจ้าวอู่เจียงใช้ความสามารถของตัวเองเอาชนะหลินเมาจนได้โควตาพันธมิตรภายนอกไป
ทำไมจ้าวอู่เจียงถึงมีพลังแข็งแกร่งขนาดนี้?
เขาแทบจะไล่ตามทันสุ่ยตงผู้เปรียบดั่งปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่ของตระกูลสุ่ยได้อยู่แล้ว
ถ้าสุ่ยตงชนะอวี้ปิ่งเอิน เขาจะไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด แต่คนที่ฆ่าอวี้ปิ่งเอินกลับเป็นจ้าวอู่เจียงที่อยู่แค่ระดับไร้เทียมทาน
ในแง่ของวรยุทธ์และการต่อสู้ข้ามขั้น จ้าวอู่เจียงนับว่าเป็นปีศาจเสียยิ่งกว่าสุ่ยตงที่เขารู้จักเสียอีก
เมื่อเทียบกับคนแบบนี้ การที่เขานามสุ่ยไป๋อวดอ้างว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะก็ดูเหมือนจะหยิ่งผยองเกินไปแล้ว
สุ่ยไป๋มองที่จอใหญ่ เห็นจ้าวอู่เจียงกำลังนั่งยอง ๆ ลูบคลำร่างที่แห้งเกรียมดำของอวี้ปิ่งเอิน เขายังคงตั้งสติไม่อยู่ ความรู้สึกในใจก็ยังคงปั่นป่วนไม่หยุด
หลิ่วไป๋ซวี่ตั้งแต่ได้ยินประโยคที่จ้าวอู่เจียงพูดว่า ‘สำนักเทียนอี ออกมารับศพด้วย’ เธอก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าสำนักหงหลวนให้เธอหาทางรับมือกับจ้าวอู่เจียง…
ตอนนี้ร่างบอบบางของเธอยังสั่นเทาเบา ๆ ช่วงบนของชุดกี่เพ้าที่ตึงรัดสั่นไหว
การได้ยินประโยคที่จ้าวอู่เจียงพูดกับการเห็นจ้าวอู่เจียงยืนอยู่ข้างร่างของอวี้ปิ่งเอินแล้วนั่งยอง ๆ เก็บของรางวัลจากศพ เป็นความตกตะลึงคนละระดับกัน
ยิ่งเธอเข้าใจพลังของอวี้ปิ่งเอินมากกว่าคนอื่นที่อยู่ในที่นี้เท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกตกตะลึงมากเท่านั้น ตกตะลึงจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้
กระบี่ที่จ้าวอู่เจียงฟันใส่หลินเมาในห้องหนังสือก่อนหน้านี้ ทำให้เธอรู้สึกถึงแรงกดดันบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เธอต้องหวาดกลัว
แต่ตอนนี้จ้าวอู่เจียงได้ลงมือสังหารอวี้ปิ่งเอินด้วยตัวเอง ทำให้เธอรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที
ถ้าหากจ้าวอู่เจียงรู้ว่าเธอแอบใช้กลอุบายในการประลองครั้งนี้ เขาจะมาเอาเรื่องกับเธอหรือไม่
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เธอไม่กลัวเลยว่าจ้าวอู่เจียงจะรู้ความจริงแล้วมาเอาเรื่องกับเธอ แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกกลัวขึ้นมา
ด้วยพละกำลังแบบนี้ของจ้าวอู่เจียง ในเมื่อเขาสามารถฆ่าอวี้ปิ่งเอินได้ ก็ย่อมสามารถฆ่าเธอได้เช่นกัน