ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1805 ห้าสายฟ้าสู่ขั้นสูงสุด
บทที่ 1805 ห้าสายฟ้าสู่ขั้นสูงสุด
“พลังชีวิตของแกถูกตัดขาดแล้ว!” จางซิงเฮ่อพูดด้วยลมหายใจรุนแรง สายตาดุดัน
“แต่แกวางใจได้ ฉันเคยบอกแล้วว่าจะเลี้ยงดูแก จะตัดแขนขาแก เลี้ยงแกไว้เป็นทาสรับใช้ผู้หญิงในสำนัก ให้แกสมสู่กับสัตว์ กลายเป็นภาชนะของพวกมัน!”
จ้าวอู่เจียงย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง มือข้างหนึ่งยันพื้น สีหน้าซีดเซียวลงเรื่อย ๆ ปราณกระบี่ประหลาดได้กัดกร่อนพลังชีวิตในร่างกายของเขาจนหมดสิ้น
เห็นสภาพเช่นนั้น จางซิงเฮ่อจึงแค่นเสียงเย็นชา
“ไอ้หนุ่มปากคมคายเอ๋ย ตอนนี้พูดไม่ออกแล้วสินะ? ฮึ!”
ผู้คนที่ล้อมดูอยู่ต่างส่งเสียงอื้ออึง จ้าวอู่เจียงดิ้นรนมานานขนาดนี้ สุดท้ายก็ถูกจางซิงเฮ่อจับตัวได้จนได้
จ้าวอู่เจียงไม่เพียงแต่แพ้ในด้านพละกำลัง แต่ยังแพ้ในความหยิ่งทะนงของตัวเองด้วย หากเขายอมอ้อนวอนขอความเมตตาหรือหนีไปแต่แรก เรื่องก็คงไม่ลงเอยแบบนี้ จนต้องเสียทั้งศักดิ์ศรีและอิสรภาพไปโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าหากจ้าวอู่เจียงต้องไปรับใช้พวกผู้หญิงชั่วช้าของสำนักเทียนอีจริง ๆ ชีวิตของจ้าวอู่เจียงก็คงต้องถูกตราหน้าว่าเป็นความอัปยศของผู้บำเพ็ญโบราณไปตลอดกาล
ในกลุ่มผู้ชมเริ่มมีคนทยอยมาเพิ่ม รวมถึงสุ่ยตงและอาเล็กของเขาอย่างสุ่ยเหลียง ที่รีบตามเสียงความวุ่นวายมา เมื่อสุ่ยตงเห็นภาพตรงหน้า ดวงตาที่มักจะหรี่ยิ้มอยู่เสมอ กลับขมวดคิ้วแน่น เขากำลังจะก้าวไปช่วยจ้าวอู่เจียงแต่ถูกสุ่ยเหลียงคว้าแขนไว้ กดทับพลังวิชาของเขาไว้แน่น
สุ่ยเหลียงส่ายหน้า
“ไม่จำเป็นต้องช่วยคนไร้ประโยชน์หรอก เด็กคนนี้ทั้งดื้อรั้นและเย่อหยิ่ง วันนี้ไม่พ่ายแพ้ วันหน้าก็ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยิน”
ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบข้างต่างเมินเฉย ไม่มีใครพูดดีให้จ้าวอู่เจียงสักคำ คนที่อยากช่วยก็ไม่มีกำลัง คนที่มีกำลังก็ไม่อยากช่วย
จางซิงเฮ่อไม่รู้สึกดีใจที่ชนะ มีเพียงความโล่งอกและความโกรธเย็นชาที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น เขาใช้มือจับจ้าวอู่เจียงไว้ มือหยาบกร้านบีบคอจ้าวอู่เจียงแน่น
“พูดมาสิ ไอ้เด็กเวร!”
ใบหน้าของจ้าวอู่เจียงซีดเหลืองดั่งกระดาษทอง ทรายสีเหลืองซีดพวยพุ่งออกมาจากจมูกและปากของเขา แล้วเขาก็ยิ้มกว้าง
“ปู่อยู่นี่…”
จางซิงเฮ่อโกรธจัดอีกครั้งเมื่อเห็นจ้าวอู่เจียงยังดื้อดึงแม้ใกล้ตาย เขาออกแรงบีบ แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่าสิ่งที่พุ่งออกมาจากจมูกและปากของจ้าวอู่เจียงไม่ใช่เลือด แต่เป็นทรายสีเหลือง
จากนั้นร่างทั้งร่างของจ้าวอู่เจียงก็กลายเป็นกองทรายสีเหลืองซีด ไหลผ่านมือเขาไปอย่างรวดเร็ว
เขารู้สึกถึงบางสิ่ง ในชั่วพริบตาเดียวนั้น เขารีบระดมพลังทั้งหมดในร่างกาย ตะโกนเสียงดัง พยายามจะสลัดทรายและลมรอบตัวออกไป
แต่ก่อนที่เขาจะระดมพลังได้ทัน จ้าวอู่เจียงที่อยู่ด้านหลังก็วางมือทั้งสองข้างลงบนขมับของเขาแล้ว พลังสายฟ้าแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายทั้งหมด ความเจ็บปวดแล่นขึ้นสู่สมองในทันที
“อ๊าาาาา!” เขาร้องด้วยความเจ็บปวดสุดขั้ว พลังทั้งหมดในร่างถูกพลังสายฟ้าฉีกทึ้งในพริบตา
พลังสายฟ้านี้ราวกับสายฟ้าสวรรค์อันยิ่งใหญ่ในตำนานโบราณ ไม่เปิดโอกาสให้เขาต่อต้าน
“ห้าสายฟ้าสลาย…” จ้าวอู่เจียงมีพลังสายฟ้าแผ่ซ่านอยู่เต็มมือ ส่งเสียงดังซู่ซ่า นิ้วทั้งสิบออกแรงบีบ ทำให้ศีรษะของจางซิงเฮ่อมีรูเลือดหลายสิบรู
จางซิงเฮ่อถูกสายฟ้าพุ่งเข้าใส่กลางกระหม่อม ทะลุผ่านร่างทั้งหมด ร่างของเขาล้มแข็งทื่อลงกับพื้น เสื้อผ้าขาดวิ่น มีควันดำลอยออกมาจากร่างกาย
‘ชี่…’
สถานการณ์พลิกผันเร็วเกินไป ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบ ๆ ต่างตะลึงงัน ทั้งศิษย์และมิตรสหายของจางซิงเฮ่อก็ยังตั้งตัวไม่ทัน
พวกเขาต่างสะท้านใจ ไม่ใช่หรือว่าจ้าวอู่เจียงถูกจางซิงเฮ่อหาจุดอ่อนพบและกำลังจะถูกทำลายชีวิต? แล้วทำไมตอนนี้กลับเป็นจางซิงเฮ่อที่ถูกหาจุดอ่อนพบและโดนสายฟ้าทำลายพลัง?
ทำไมจ้าวอู่เจียงถึงแข็งแกร่งขนาดนี้?
แค่ก่อนหน้านี้สามารถเอาชนะอวี้ปิ่งเอินได้ก็แล้วไป แต่จางซิงเฮ่อเป็นยอดฝีมือของสำนักเทียนอี และยังเป็นหนึ่งในเจ็ดอัจฉริยะแห่งสำนักเทียนอี พลังแตะระดับอัตตาแท้จริง แต่กลับถูกจ้าวอู่เจียงเอาชนะได้?
พลังของจ้าวอู่เจียงยังไม่มีใครทราบแน่ชัด? ยิ่งเจอคู่ต่อสู้แข็งแกร่งก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น?
“ปล่อยอาจารย์ลุงของพวกเรา!” ศิษย์สำนักเทียนอีได้สติ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่ตะโกนจากที่ไกล ๆ ให้จ้าวอู่เจียงรู้จักประมาณตนและปล่อยจางซิงเฮ่อของพวกเข
จ้าวอู่เจียงยกมือซ้ายขึ้นกำ รวบเอาละอองลมและประกายสายฟ้าเต็มมือ กำลังจะฟาดฝ่ามือลงบนหัวของจางซิงเฮ่อ เพื่อตัดขาดชีวิตของเขา
ผู้คนที่ยืนดูเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ต่างร้องอุทานด้วยความตกใจที่จ้าวอู่เจียงกล้าถึงเพียงนี้
แต่พอลมฝ่ามือกำลังจะลงสู่ศีรษะของจางซิงเฮ่อ ระลอกคลื่นสีทองก็แผ่กระจายระหว่างเขากับจางซิงเฮ่อ สกัดกั้นกระแสพลังการโจมตีของเขาเอาไว้
ในเวลาเดียวกัน เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านนอกของฝูงชนที่ยืนดูอยู่
เสียงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา
“พวกนายโอ้อวดว่าสืบทอดประเพณีมายาวนาน อวดอ้างว่าเป็นดินแดนแห่งมารยาท แต่กลับไม่เข้าใจหลักการง่าย ๆ ว่าควรให้อภัยในสิ่งที่ควรให้อภัย?”
จ้าวอู่เจียงทำเป็นไม่ได้ยิน มือยังคงกดลงต่อไป หมายจะทำลายชีวิตของจางซิงเฮ่อ
พิณตั้งที่ลอยอยู่ไม่ไกลพุ่งวาบเข้ามา จากเดิมที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ พลันขยายใหญ่ขึ้นจนสูงกว่าคน แล้วป้องกันจางซิงเฮ่อไว้ด้านหลัง
จ้าวอู่เจียงใช้แรงฝ่ามือโจมตีสายพิณ เสียง ‘ติ้ง’ ดังขึ้น พิณตั้งถูกผลักออกไป เขาก้าวเข้าไปอีกก้าว พิณตั้งก็กลับมาขวางหน้าเขาอีกครั้ง เหตุการณ์วนเวียนเช่นนี้ซ้ำไปมา
เขาเหลือบมองไปทางฝูงชน ในม่านทรายมีร่าง ๆ หนึ่งปรากฏชัดขึ้น แผ่พลังงานชนิดเดียวกับพิณตั้ง ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของที่แท้จริงของพิณตั้งนั่นเอง