ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1833 เรื่องไม่คาดฝันเริ่มปะทุ สารพัดเหตุการณ์เกิดขึ้น
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 1833 เรื่องไม่คาดฝันเริ่มปะทุ สารพัดเหตุการณ์เกิดขึ้น
บทที่ 1833 เรื่องไม่คาดฝันเริ่มปะทุ สารพัดเหตุการณ์เกิดขึ้น
“แทรกแซง?”
“นายแน่ใจนะว่าจะเข้าไปแทรกแซง อันเสี่ยวตี้?”
ในเรือนจำแห่งหนึ่งบนดาวเทียนหลางในอาณาเขตพันดารา นักโทษร่างกำยำสองคนกำลังจับตัวชายหนุ่มผิวขาวสะอาดคนหนึ่งไว้ หนึ่งในนั้นเริ่มปลดกางเกงแล้ว
นักโทษที่กำลังปลดกางเกงจ้องมองนักโทษอีกคนที่มีท่าทางสุภาพซึ่งค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้
“อันเสี่ยวตี้ อย่าคิดว่ามีคนคุ้มครองนาย แล้วนายจะเข้ามายุ่งเรื่องของพวกเราสองพี่น้องได้ตามใจชอบ!
ถ้านายอยากโดนฉันจัดการบ้างก็เข้ามาสิ!”
“เฮ้ ๆ ๆ ยิ่งนายขัดขืน พวกเราก็ยิ่งตื่นเต้น…” นักโทษร่างกำยำอีกคนกดตัวหนุ่มผิวขาวไว้แน่น ให้น้องชายของเขารีบจัดการ
อันเสี่ยวตี้เอ่ยเสียงเย็น
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
นักโทษสองคนที่กำลังจะระบายราคะ มองดูอันเสี่ยวตี้ที่มีสีหน้าเย็นชา
“ฮึ ๆ ทนายอันที่รัก ไสหัวไป”
อันเสี่ยวตี้ตะโกนด้วยความโกรธว่า “ฉันบอกให้หยุด!”
ชายร่างกำยำส่งเสียงฮึดฮัด จากนั้นก็ผลักชายร่างผอมบางอย่างแรง แล้วหันมาเดินไปทางอันเสี่ยวตี้พร้อมกับเพื่อนของเขา
สีหน้าของอันเสี่ยวตี้สั่นไหว ถอยหลังไปสองก้าว แต่ในวินาทีถัดมาก็ถูกคว้าแขนเอาไว้
“แกอยากเล่นเป็นฮีโร่ช่วยคนงั้นเหรอ? ฮะ?” ชายร่างกำยำกระชากตัวอันเสี่ยวตี้เข้ามาใกล้ แล้วบีบคอของเขาไว้ ในขณะที่เพื่อนของเขาเริ่มกระชากกางเกงของอันเสี่ยวตี้
ชายร่างกำยำบีบคออันเสี่ยวตี้จนหน้าแดงก่ำ เขาปลดกางเกงของตัวเอง ส่วนเพื่อนของเขาก็หัวเราะอย่างลามกพลางกดครึ่งล่างของอันเสี่ยวตี้เอาไว้
“ฉันจะให้แกได้รู้ซะบ้างว่าการทำตัวเป็นฮีโร่มันเป็นยังไงอันเสี่ยวตี้ วันนี้พวกพี่จะลองลิ้มรสแกซะหน่อย”
อันเสี่ยวตี้พยายามดิ้นรนต่อสู้ แต่เขาเป็นแค่ทนายความร่างบางที่ไม่มีทางสู้กับผู้ชายร่างกำยำสองคนได้ เขาถูกกดจนขยับตัวไม่ได้ และชายร่างผอมที่เขาพยายามช่วยเหลือก็ไม่มีทีท่าว่าจะช่วยเขา ได้แต่หมอบตัวสั่นเทาอยู่ที่มุมห้อง
ดวงตาของเขาแดงก่ำขึ้นเรื่อย ๆ น้ำลายไหลออกมาจากมุมปาก ภัยคุกคามจากด้านหลังใกล้เข้ามาทุกที เขาดิ้นรนสุดชีวิตแต่ก็ไร้ประโยชน์
‘ตุ้บ!’ การดิ้นรนของเขาถูกตอบกลับด้วยหมัดอันหนักหน่วงที่ทำให้ท้องของเขาปวดแสบปวดร้อน
“อะไรวะนี่?” ชายร่างกำยำที่บีบคอเขาอยู่กระชากจี้ที่ซ่อนอยู่ในเสื้อของเขาออกมา
บนจี้นั้นมีขวดเล็ก ๆ ขนาดเท่าเล็บมือแขวนอยู่ ข้างในบรรจุของเหลวใสไร้สี
ชายร่างกำยำขว้างจี้ลงพื้น ของเหลวค่อย ๆ ไหลออกมา
อันเสี่ยวตี้ถูกกดหัวลงพื้นอย่างอัปยศ ชายร่างกำยำหัวเราะร่า
“เลีย? ฮ่า ๆ ๆ ๆ…”
ของเหลวไปสัมผัสกับบาดแผลที่ริมฝีปากของอันเสี่ยวตี้ ในชั่วพริบตา ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท แม้จะถูกบีบคอและกดหัวไว้ เขาก็ยังส่งเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน
“อ๊าาาา!”
คอของเขาบิดกลับ 180องศา ดวงตาดำสนิท แล้วกัดลงบนมือของชายร่างกำยำ
ชายร่างกำยำทั้งสองคนตกใจกับภาพสยองขวัญนี้จนต้องถอยกรูด มีคนที่ไหนจะหมุนหัวได้ถึง 180 องศา?
แขนขาของอันเสี่ยวตี้ส่งเสียงกรอบแกรบ เหมือนสัตว์เลื้อยคลาน เขาพลิกตัวลุกขึ้นยืนทันที แล้วกระโจนเข้าไปกัดที่คอของชายร่างกำยำคนหนึ่ง
อีกคนตะโกนด้วยความหวาดกลัว พร้อมทุบประตูไม่หยุด
“เปิดประตู เปิดประตู มีเรื่องแล้ว เปิดประตูเร็ว!”
แต่ในวินาถัดมา เขาก็ถูกใครบางคนกดแน่นไว้ที่ประตู คอถูกกัดแน่น เมื่อเขาพยายามเอี้ยวคอมอง กลับไม่ใช่อันเสี่ยวตี้ แต่เป็นเพื่อนสนิทที่เพิ่งร่วมสังวาสกันเมื่อครู่
ดวงตาดำสนิท เส้นเลือดที่ใบหน้าปูดโปน และใบหน้าบิดเบี้ยวน่ากลัวเหมือนกัน
“อันเสี่ยวตี้อยู่ไหน?” เขาสงสัยงุนงง ไม่เห็นเงาของอันเสี่ยวตี้เลย
เขารู้สึกบางอย่าง เงยหน้าขึ้นมองเพดาน
อันเสี่ยวตี้ปีนอยู่บนเพดานเหมือนกับตุ๊กแกที่เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ใบหน้ากลับหันมามองเขาอย่างน่าขนลุก
เขาตกใจจนแทบช็อก แต่ในวินาทีถัดมา ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
ในเวลาเดียวกัน ผู้คุมเรือนจำก็เปิดประตูห้องขังเข้ามา
เสียงกรีดร้องและเสียงปืนดังขึ้นภายในเรือนจำ หายนะได้แผ่ขยายออกไปทั่วคุกแห่งนี้
————
“วิ่ง!”
“วิ่ง!”
หัวใจของเอลิซาเต้นรัวแรง ขณะที่วิ่งฝ่าป่าทึบ
ป่าทึบแห่งนี้เป็นสถานที่ประหลาดที่พวกเธอมาถึงหลังจากที่ทะเลทรายพังทลาย เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ยักษ์ แม้แต่ดอกไม้และหญ้าก็มีขนาดใหญ่ผิดปกติ ร่มครึ้มจนบดบังท้องฟ้า
ตอนนี้เธอกำลังถูกคนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างไล่ล่า
เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสามนักบวชและลิลิธที่ก่อนหน้านี้ยังปกติดี ดูเหมือนจะได้รับคำสั่งบางอย่าง แล้วลงมือจัดการเธอทันที
โชคดีที่เธอระแวดระวังอยู่ตลอด จึงไม่ถูกลงมือในทันที หรืออาจเป็นเพราะลิลิธเจตนาปล่อยให้เธอหนี จงใจเปิดช่องโหว่ให้
“หรือว่าจ้าวอู่เจียงเกิดเรื่องขึ้นแล้ว?”
ตอนนี้เธอกำลังหนีเอาชีวิตรอด แต่กลับนึกถึงจ้าวอู่เจียงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
————
จ้าวอู่เจียงตีค้อนลงบนฝ่ามือของรูปปั้นที่กำลังถือเปลวไฟอยู่ เสียงดังตึง ก้องกังวานยาวนาน ราวกับระฆังใบใหญ่
รูปปั้นไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย เปลวไฟก็ไม่สั่นไหว ยังคงลุกไหม้อย่างช้า ๆ
เขาตบฝ่ามือไปด้านหลังตัวเอง รับมือกับฝ่ามือที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นของหมี่รื่อได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมกับหมุนตัวตีค้อนลงบนหัวของสุนัขเทพสายฟ้าที่กระโจนเข้ามา
เขาอธิบายเรียบ ๆ ประโยคหนึ่ง
“ขอโทษด้วย ฉันไม่มีทางเลือก”