ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1838 ถ้าหากว่า
บทที่ 1838 ถ้าหากว่า
เมื่อเผชิญหน้ากับหมี่รื่อที่กำลังโกรธจัด เฉินจิ้นตงแห่งบริษัทอุตสาหกรรมหนักเฉินและอีกเจ็ดคนไม่ได้เข้าไปใกล้อีก เฉินจิ้นตงหัวเราะเยาะและพูดว่า
“หมี่รื่อ แม้ว่านายจะอ้างสิทธิ์ในเปลวไฟนี้ว่าเป็นของพวกนายอย่างไร้เหตุผล แต่นายสามารถเอาไปได้จริงหรือ?
มันผ่านมานานแล้ว คุณผู้หญิงเฉาก็ลองหลายครั้ง ก่อนหน้านี้นายก็ลองมาหลายครั้ง แต่เคยขยับเปลวไฟได้ไหม?
นี่แสดงให้เห็นว่า พวกเราทุกคนไม่มีสิทธิ์ แม้แต่ทายาทของจู้หรงอย่างพวกนายก็ไม่มีสิทธิ์เช่นกัน
ไฟนี้ ไม่มีทางเอาไปได้!
ถ้าเอาไปได้ คนที่เปิดพื้นที่ลึกลับนี้คงเอาไปนานแล้ว”
“ฉันก็คิดว่าพวกเรากำลังทำอะไรที่ไร้ประโยชน์” คนที่อยู่ข้างเฉินจิ้นตงกอดอกพลางแค่นเสียงพูดว่า
“ยังไม่เท่าทุ่มเวลาหาทางออกจากที่นี่เลย
พวกนายอยากติดอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือไง? ไม่มีคำใบ้อะไรเลย จะเล่นยังไง?”
“นั่นสิ! ทำมาตั้งนาน แม้แต่เปลวไฟยังขยับไม่ได้ แล้วจะมาแย่งชิงกันตายบ้าตายดี เพื่ออะไร?
จ้าวอู่เจียงพูดถูกจริง ๆ ถึงนายจะขัดขวางพวกเราทั้งหมด นายก็เอาไปไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ให้พวกเราลองดูก่อน?
บางทีอาจจะได้ก็ได้นะ?”
“ไหนจะบอกว่าไฟนี่เอาไปได้ก่อน แล้วค่อยมาลงมือกับพวกเรา นี่ยังไม่ทันได้กินอะไรก็มาหวงของแบบหมาบ้าซะแล้ว”
ธอร์เทพสายฟ้าที่ตอนแรกกำลังดูทุกคนต่อสู้กันอยู่ พลันชะงัก หูตั้งชัน จ้องมองคนที่พูดด้วยสายตาเย็นชา แยกเขี้ยว ยกมยอลเนียร์ แล้วพุ่งเข้าไปใกล้คนผู้นั้นเพื่อฟาดค้อนใส่ทันที
“เทพสายฟ้า หยุดก่อน ผมพลั้งปากไป… อ๊าก!” ร่างหนึ่งถูกมยอลเนียร์ฟาดกระเด็นออกไป กระแทกพื้นอย่างแรงในระยะไม่ไกล ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
ธอร์เทพสายฟ้าเปล่งเสียงคำรามด้วยความโกรธ
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง”
“หมี่รื่อ” จ้าวอู่เจียงชายตามองธอร์เทพสายฟ้า หรี่ตาเล็กน้อย แล้วพูดเสียงทุ้มว่า
“ในเมื่อนายคิดว่านี่คือรูปปั้นบรรพบุรุษของพวกนาย ฉันว่าสาเหตุที่พวกนายยังเอาเปลวไฟนี้ไปไม่ได้ อาจเป็นเพราะพวกนายไม่จริงใจ
งั้นลองแบบนี้ไหม นายลองคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นแล้วก้มกราบ บางทีอาจจะได้ผล”
“นายกำลังหลอกฉันใช่ไหม จ้าวอู่เจียง!” หมี่รื่อมีเปลวไฟสะบัดไหวบนศีรษะ ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
จ้าวอู่เจียงทำหน้าจริงจัง “ถ้าไม่อย่างนั้น ให้ฉันลองดูก็ได้ ฉันไม่เพียงจะเอาเปลวไฟส่วนหนึ่งไปได้ แต่ยังช่วยพวกนายเอาไปได้อีกส่วนด้วย”
“ฮึ” หมี่รื่อแค่นเสียง หันสายตา แล้วพุ่งไปที่ข้างรูปปั้นทันที ทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น ก้มศีรษะกราบ หัวกระแทกพื้นดังตุบ ๆ
พร้อมกับพึมพำขณะโขกศีรษะ
“บรรพบุรุษผู้สูงส่ง ทายาทผู้ไม่กตัญญูหมี่รื่อมารบกวนแล้ว หวังว่าบรรพบุรุษจะเมตตาหมี่รื่อ ประทานเพลิงศักดิ์สิทธิ์ให้สักนิดเถิด…
จ้าวอู่เจียงพูดไม่ออก “…”
เฉาถงถงมองด้วยความสงสัยและความคาดหวัง หวังว่าจะได้เห็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริง ๆ
เฉินจิ้นตงและคนอื่น ๆ ต่างมองหมี่รื่อด้วยความประหลาดใจ หมี่รื่อที่ตอนนี้กำลังยืนสงบนิ่งอยู่หน้ารูปปั้น ช่างแตกต่างจากหมี่รื่อที่คลุ้มคลั่งก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน
ผ่านไปหลายลมหายใจ รูปปั้นยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ หมี่รื่อลุกขึ้นยืน โค้งคำนับอีกครั้ง แล้วยื่นมือไปแตะกองไฟด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง
ทันทีที่สัมผัส ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง เขากัดฟันปลอบใจตัวเอง ตะโกนว่า
“นี่คือการทดสอบจากบรรพบุรุษที่มีต่อฉัน!
นี่คือการทดสอบจากบรรพบุรุษที่มีต่อฉัน!”
เขายืนหยัดอย่างไม่ย่อท้อ ทนรับความเจ็บปวดที่แทบทะลุหัวใจ แล้วพุ่งมือคว้าเปลวไฟอย่างแรง
‘ชี่…’ มือขวาของเขาเหี่ยวแห้งกลายเป็นสีดำในพริบตา แล้วหายวับไปในวินาถีถัดมา
“จ้าวอู่เจียง! แกหลอกฉัน!”
เขาล้มลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด พลางตะโกนด้วยความโกรธ
ธอร์เทพสายฟ้าหัวเราะเยาะ มยอลเนียร์ชี้ไปที่หมี่รื่อที่กำลังนอนขดตัวอยู่บนพื้น ราวกับจะบอกว่า ดูสิว่าเขาโง่แค่ไหน
จ้าวอู่เจียงพูดพลางหัวเราะ “ดูเหมือนนี่จะเป็นบรรพบุรุษของนายจริง ๆ”
“ก่อนหน้านี้ ฉันเคยโดนเผามือทั้งข้างไปแล้ว นายก็น่าจะรู้นะ”
“ให้ตายสิ” หมี่รื่อกุมมือไว้ นั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น พูดอะไรไม่ออกจริง ๆ เฉาถงถงยืนปลอบอยู่ข้าง ๆ เบา ๆ
“มาสิจ้าวอู่เจียง ถ้านายมีฝีมือจริง!” หลังจากได้รับการปลอบใจสองสามคำ หมี่รื่อก็ยังไม่หายโมโห หันไปจ้องจ้าวอู่เจียงด้วยความโกรธ
“นายบอกว่านายทำได้ไม่ใช่หรือไง?”
จ้าวอู่เจียงแก้คำพูด “ถ้าหากว่า…”
“ไม่มีถ้าหากว่า! นายบอกว่าทำได้ก็ต้องทำได้สิ!” หมี่รื่อพูดด้วยความโกรธเกรี้ยว
จ้าวอู่เจียงพูดไม่ออก เมื่อกี้หมี่รื่อไม่ได้พูดแบบนี้นี่นา เห็นได้ชัดว่าเขาถูกเพลิงเทพเผาจนเจ็บจริง ๆ เลยเริ่มทำตัวเหมือนคนไร้เหตุผล