ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2011 ความโรยราและความสงบ
บทที่ 2011 ความโรยราและความสงบ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จ้าวอู่เจียงพบว่ามีดวงดาวหลายดวงที่ภายนอกดูเหมือนจะปกติสุขดี แต่ความจริงกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
แม้กระทั่งบางดวงดาวที่แต่เดิมเคยเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา บัดนี้กลับมิใช่แค่มีความตายเข้าปกคลุม แต่มันว่างเปล่าและเงียบเหงา จนกลายเป็น ดาวที่ตายแล้ว อย่างสมบูรณ์
เขาไม่ได้ก้าวเข้าไปสำรวจดวงดาวที่พินาศเหล่านั้น เพียงแต่ความรู้สึกที่ได้รับมันชวนให้เขานึกขึ้นได้ว่าเคยพบเจอฉากแบบนี้ที่ไหนมาก่อน
มันคือใน กระจกทองสัมฤทธิ์เซวียนหยวนของวิเศษ ประจำตระกูลเซวียนหยวนที่เขาเคยเห็น… ฉากที่ผู้คนอันตรธานหายไป บ้านเรือนรกร้าง สรรพสิ่งร่วงโรยพินาศ
และยามนี้ เมื่อเขาเดินทางมาถึง ดาวเทียนซื่อ หนึ่งในดาวหลักที่ทรงพลังที่สุดของอาณาเขตพันดารา
เขากลับไม่พบร่องรอยโศกนาฏกรรมที่เกิดจากการรั่วไหลของยายีนเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้คนบนดวงดาวนี้ยังคงใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุขไม่ต่างจากที่เคยเห็น
บางทีอาจเป็นเพราะดาวเทียนซื่อแข็งแกร่งเกินไป จนภัยพิบัติเข้ามถึง หรืออาจจะมีกลุ่มคนผู้หวังร้ายเข้าิมิถึงตัว
หรือไม่อีกทางหนึ่ง ฝ่ายมรรคาตะวันออกก็ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ยายีนมาสังหารประชากรของตนจนหมดสิ้น จึงได้หาทางรักษาเชื้อไฟเอาไว้ในที่แห่งนี้
ส่วนเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร และเบื้องหลังนั้นซุกซ่อนสิ่งใดอยู่ ในใจของจ้าวอู่เจียงรู้ดีว่าด้วยพละกำลังและสภาพของเขาในยามนี้ มันยากนักที่จะเข้าไปสืบค้นความจริงให้กระจ่างแจ้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะไปขัดขวางหรือเปลี่ยนแปลงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเลย
เขาพลันนึกถึงเหรียญทองแดงที่ เจี่ยงเสี่ยวหาว เคยนำมามอบให้เขาก่อนหน้านี้
ด้านหนึ่งคือคำทำนาย เขาเฟิงกู่ อีกด้านหนึ่งคือคำทำนาย เทียนซานตุ้น
ฝ่ายลบมีกำลังมากขึ้น ฝ่ายบวกถดถอย คนพาลก้าวสู่อำนาจ ยอดบุรุษควรเก็บตัว ปกป้องชีวิตให้ปลอดภัย และเฝ้ารอจังหวะเข้ากอบกู้แผ่นดิน
ในตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจความหมายของทั้งสองหน้าเหรียญอย่างถ่องแท้ แต่ยามนี้ดูเหมือนมันกำลังจะบอกกับเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘จงรักษาตัวเองไว้ก่อน ให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น แล้วค่อยหาวิธีเข้าช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากในภายหลัง’
เขาพาลูกหาบสาว ๆ เดินเข้ามาภายในโรงพยาบาล เจี่ยงเสี่ยวหาววิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาพยาบาลรุ่นพี่ที่คุ้นเคยเพื่อถามข้อมูลครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมากวักมือเรียกเขา
“อู่เจียง!”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า ในตอนนั้นผู้ป่วยที่เข้ามารักษามีน้อยคนนัก แต่มีช่องหน้าต่างหนึ่งที่แถวคดเคี้ยวยาวเหยียด ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดจนหางแถวพ้นออกมานอกประตู
เขาหรี่ตามอง จึงเห็นชัดว่าเป็นช่องสำหรับการ ตรวจยีน โดยปกติแล้วการตรวจยีนจะมีหลายรายการแบ่งแยกประเภทกันไป แต่ตอนนี้รายการนี้กลับถูกดึงออกมาแยกเป็นช่องต่างหากอย่างชัดเจน
ในขณะที่จ้าวอู่เจียงกำลังมองสำรวจคนอื่น หลาย ๆ คนก็จ้องมองมาที่เขาเช่นกัน ต่างก็นึกในใจว่า ‘ไอ้หนุ่มรูปหล่อคนนี้มาจากไหนกัน ถึงได้มีสาวสวยขนาบข้างทั้งซ้ายและขวา แถมแต่ละคนยังมีกิริยาท่าทางที่งดงามโดดเด่นทั้งนั้น’
พอพวกเขาได้เห็นหน้าของจ้าวอู่เจียงแบบเต็ม ๆ ความสงสัยที่มีอยู่ก็หายวับไปทันที… เพราะด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาปานเทพบุตรแบบนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนตามห้อมล้อม
พวกผู้ชายในฝูงชนต่างแอบชายตามองลิลิธและเอลิซา โดยเฉพาะลิลิธที่มีความงามแบบคนโพ้นทะเลสะดุดตาจนหลายคนต้องหันกลับมามองซ้ำแล้วซ้ำอีก
น่าเสียดายที่แม่นางสวยราวกับบุปผาที่มีเจ้าของแล้ว พวกเขาจึงได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ
อีกอย่าง จ้าวอู่เจียงน่ะรูปหล่อมาก พอเดินคู่กับหญิงสาวสามคนก็นับว่าเป็นคู่กิ่งทองใบหยก ที่พวกเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดฝันได้เลย
เขาเดินตามเจี่ยงเสี่ยวหาวลึกเข้าไปด้านในเรื่อย ๆ
ช่วงแรกเจี่ยงเสี่ยวหายยังค่อย ๆ เดินนำทางอยู่ แต่ยิ่งเข้าใกล้เวลาที่จะได้พบหน้าแม่ของตน เขาก็ดูจะตื่นเต้นมากขึ้น ก้าวผ่านทางเดินห้องหับต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วประหนึ่งมีสายลมพัดส่งตัว
จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องคนไข้เดี่ยวห้องหนึ่ง เจี่ยงเสี่ยวหาวสูดลมหายใจลึก รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้า แล้วจึงค่อยผลักประตูเปิดออกไป:
“แม่ ผมกลับมาแล้วนะ”
ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ มาจากข้างในห้อง มีเพียงพยาบาลคนหนึ่งที่กำลังเตรียมอุปกรณ์เจาะเลือดปรายตาขึ้นมามองเขาแวบเดียว
ห้องคนไข้เดี่ยวแห่งนี้ เป็นผลมาจากการที่คุณหมอผู้เฒ่า เฟิงฉางอี้ เห็นแก่ความกตัญญูและสงสารคู่แม่ลูกเจี่ยงเสี่ยวหาว จึงได้จัดแจงจองไว้ให้เป็นการเฉพาะ และถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเจี่ยงเสี่ยวหาวจะหายไปจนเลยกำหนดชำระค่ารักษา แต่ผู้อาวุโสเฟิงคนนั้นเองก็เป็นคนช่วยออกค่าใช้จ่ายแทนไปให้ทั้งหมดก่อน
‘ไอ้หนูเอ๊ย ช่างโชคดีและเป็นคนดีจริง ๆ…’ พยาบาลในห้องทอดถอนใจในลำคอ พอจัดการเครื่องมือเสร็จสรรพ เธอก็เตรียมคืนพื้นที่ส่วนตัวให้กับสองแม่ลูกที่ไม่ได้พบกันนานก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ตอนมาถึงหน้าประตู เธอเดินชนเข้ากับจ้าวอู่เจียงเข้าพอดี ทันทีที่มองสำรวจใบหน้าของเขา แววตาของพยาบาลสาวก็ทอประกายสดใส
‘แหม พ่อหนุ่มคนนี้ช่างหล่อเหลาเอาการจริง ๆ’
แต่พอปรายตาไปเห็นจู๋เสี่ยวหยินและลิลิธที่อยู่ด้านหลัง ใบหน้าของเธอก็พลันบูดบึ้งขึ้นมานิด ๆ แล้วเอ่ยเรียบ ๆ ว่า
“เป็นญาติผู้ป่วยใช่ไหม? อย่าทำเสียงดังกันนักล่ะ”
พูดจบเธอก็สะบัดกายเดินกึ่งวิ่งหนีไปห้องอื่นพร้อมท่าทางยโสนิด ๆ
“นายมองตามอะไรอยู่เหรอ?” ลิลิธเหลือบตามองตามพยาบาลคนนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะจับหน้าจ้าวอู่เจียงให้หันกลับมา แล้วเอามือขวาของเขามาพาดทับไว้บนสะเอวคอดของเธอทันที
จ้าวอู่เจียงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู เขาไม่ได้รีบร้อนเข้าไปในห้องคนไข้ เพราะเขารู้ดีว่าในการพลัดพรากจากกันไปนานแบบนี้ เจี่ยงเสี่ยวหาวคงต้องมีเรื่องมากมายที่อยากจะระบายกับแม่ของตนเพียงลำพัง
เขามองลอดหน้าต่างเข้าไป เห็นภาพเจี่ยงเสี่ยวหาวนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง บรรจงเช็ดถูมือของมารดาพลางจัดเรียงหมอนมุ้งให้เรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา พลางจับที่นั่น บีบนวดที่นี่อย่างอ่อนโยน
และเจี่ยงเสี่ยวหาวก็เอาแต่พูดจาพรั่งพรูสื่อสารกับมารดาที่หลับตาเงียบงันไม่ไหวติง ประหนึ่งเขามีเรื่องเล่ามิสิ้นสุด ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มแต้มไว้ตลอดกาลแห่งความสุขที่ได้กลับบ้านโอบล้อมกายเอาไว้เสมอ
“ไม่เข้าไปเหรอ?”
จู๋เสี่ยวหยินหลับตาพริ้มพลางเอียงศีรษะซบลงบนแขนของจ้าวอู่เจียง
“ปล่อยให้แม่ลูกเขาคุยกันก่อนเถอะ” จ้าวอู่เจียงส่ายหน้ายิ้ม ๆ
“ลูกชายที่พลัดพรากจากบ้านไปนานเพิ่งได้กลับมา ย่อมมีเรื่องอยากพูดตั้งมากมาย”
“แต่แม่ของเจี่ยงเสี่ยวหาวไม่ได้พูดอะไรสักหน่อยนี่นา” จู๋เสี่ยวหยินค่อนข้างไม่เข้าใจ เพราะเธอมีแต่ท่านพ่อ ไม่มีท่านแม่ ถึงแม้ท่านพ่อจะตามใจเธอมาก แต่เขาก็มักจะยุ่งอยู่กับการบ่มเพาะจนคุยกับเธอได้เพียงไม่กี่คำ ทว่าทุกประโยคที่ท่านพ่อพูดเธอก็จดจำมันได้ขึ้นใจเสมอ
“เขาคุยกันแล้วล่ะ” ลิลิธยิ้มพลางปรายตามองเอลิซา ทั้งสองต่างก็เป็นคนที่โดดเดี่ยว แต่ก็เคยมี ‘บ้าน’ มาก่อนเหมือนกัน
“ใช่แล้ว” จ้าวอู่เจียงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของลิลิธ เขาตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“แม่ของเขาบอกว่าคิดถึงเขามาก… คงกำลังบอกว่า เสี่ยวหาว นายคงลำบากมามากสินะ ดูสิ ผอมลงตั้งเยอะเลย… ส่วนเจี่ยงเสี่ยวหาวก็ตอบไปว่าไม่ลำบากเลย เขาเลือกเล่าแต่เรื่องดี ๆ และเก็บความทุกข์ไว้ เพื่อหวังให้แม่ของเขาสบายใจขึ้น”
“พวกนายไปได้ยินมาตอนไหนกัน?” จู๋เสี่ยวหยินเม้มปากถามเหมือนเด็กสาวช่างสงสัย สายเลือดจู๋จิ่วหยินที่เนิ่นนานประหนึ่งอมตะดูจะไม่ได้ทำให้อุปนิสัยเธอแก่ตามไปเลยสักนิด
จ้าวอู่เจียงยิ้มกว้าง “ใช้ใจไง”