ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2030 อาการป่วยทางจิตต้องมาหาจ้าวอู่เจียง
หัวใจของจ้าวอู่เจียงกระตุกไปหนึ่งจังหวะ ‘นี่มันหมายความว่าไง กัน? ให้เขาหนีไปงั้นเหรอ? ที่นี่มีอันตรายเหรอ?’
‘หรือจะเป็นแค่เรื่องตลก หลอกให้ฉันตกใจเล่นใช่ไหมนะ?’
แต่ตาแก่นั่นรู้ล่วงหน้าได้ยังไงว่าเขาจะมาถึงที่นี่ในตอนนี้ ไม่อย่างนั้นจะเขียนข้อความพวกนี้รอไว้ก่อนล่วงหน้าได้อย่างไรกัน?
แถมยังรู้จักชื่อเขาได้อย่างไรก็ไม่รู้อีก หรือว่าพวกเราเคยเจอกัน มาก่อนหน้านี้แล้ว?
‘หรือว่าจะเป็นเรื่องที่พวกเซวียนหยวนซวิ่นเตี๊ยมกันไว้เพื่อแกล้ง เขา? แต่ตาแก่พวกนั้นจะทำเรื่องแบบนี้ไปทำไม?’
‘หรือบางทีจูกัดเซี่ยวไป๋เป็นคนสั่งกันแน่?’
จ้าวอู่เจียงใช้สมองคิดวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกอาจดู เหมือนแค่เรื่องล้อเล่นไร้สาระ แต่พอลองนึกให้ลึกดูแล้ว มันกลับให้ ความรู้สึกที่ไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
ในขณะที่จ้าวอู่เจียงกำลังขมวดคิ้วใช้ความคิดอยู่นั้น เงาร่างหนึ่ง ก็ก้าวเดินออกมาจากตัวอาคารอย่างเชื่องช้า เขาคนนั้นคือเซวียน หยวนซวิ่น
เซวียนหยวนซวิ่นกล่าวด้วยน ้าเสียงที่ทุ้มต ่าและหนักแน่นว่า
“ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก… เขาเป็นโรคจิตเภทอ่อน ๆ บางที อาจจะมีอาการประสาทหลอน อาการหลงผิด หรือมีกระบวนการคิดที่
ปั่นป่วนวุ่นวาย จนส่งผลให้โลกที่เขามองเห็นนั้นมันมีสิ่งที่พวกเราคน ปกติไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็น สิ่งเหล่านั้นมันเลยทำให้เขาหวาดกลัว และกังวลอยู่ตลอดเวลา…
อีกอย่าง เขาก็ยังเป็นโรควิตกกังวลในขั้นรุนแรงด้วย เขามักจะ กังวลกับเรื่องในอนาคตมากจนเกินเหตุและรู้สึกตึงเครียดหรือกลัว เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันไปหมด…
เอาเป็นว่า เขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ข้อความในก้อนกระดาษนั่นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าคำสั่งให้คุณรีบหนี ไป ให้ระวังตัว หรือใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของตัวเองนั่นแหละ”
จ้าวอู่เจียงคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ พลางใช้นิ้วขยำกระดาษก้อนนั้น จนมันมลายหายไปคามือ
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะไอ้หนู” เซวียนหยวนซวิ่นกวักมือเรียก
“ยินดีต้อนรับสู่โรงพยาบาลจิตเวช ที่นี่มีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ โรคจิตเภท โรคย ้าคิดย ้า ทำ โรคPTSD*[1] หรือจะเอาแบบพวกที่มีอาการประสาทหลอนไป เลยก็มีให้เลือกชม…
พอคุณก้าวเข้ามาที่นี่ คุณต้องค้นพบโรคที่เหมาะกับตัวเองเข้า สักวันแน่ ๆ แต่ไอ้โรคที่คุณเป็นอยู่นี่ ฉันจำได้ว่าฉันเคยทำการ วินิจฉัยคุณไว้ตั้งนานแล้วนี่นา…”
จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้นถาม “ไอ้โรคที่ว่าคือ กลุ่มอาการขาด จักรวาลแต่กำเนิด เหรอครับ?”
“ถูกต้องที่สุด” เซวียนหยวนซวิ่นพยักหน้าพลางยิ้มตอบด้วยแวว ตาที่สื่อว่าจ้าวอู่เจียงช่างเป็นคนที่หัวไวไม่เบา
ลิลิธและเอลิซามองดูจ้าวอู่เจียงด้วยความแปลกใจ ส่วนจู๋เสี่ยวห ยินเอียงคอทำหน้างุนงง พลางนึกในใจว่า ‘นี่มันคืออาการป่วย ประเภทไหนกันล่ะเนี่ย?’
“อย่าไปฟังตาเฒ่านั่นให้มากนักเลย” เฟิงฉางอี้เอามือกุมหลัง พลางส่ายหัวพูดอย่างเหนื่อยใจ “ระวังเขาจะมาหลอกใช้ให้คุณจน กลายเป็นคนพิการไปจริง ๆ เข้าให้ล่ะ”
“พวกคุณคุยกันไปนะ” เซวียนหยวนซวิ่นพาจ้าวอู่เจียงมาส่งที่
ห้องของจูกัดเซี่ยวไป๋ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะหัน มากำชับทิ้งท้าย
“แต่อย่าคุยกันนานนักล่ะ ใกล้จะได้เวลากินข้าวแล้ว เดี๋ยวเสี่ยวซู จากตึกหญิงจะมาแจกอาหารให้พวกเรา”
จ้าวอู่เจียงสังเกตรอยยิ้มที่มีความหมายแฝงของเซวียนหยวนซ วิ่นขณะพูด เขาพลันครุ่นคิดว่าเสี่ยวซูคนนี้คือใครกันแน่ หรือว่าจะ เป็นคนรู้จักเก่าหรือคนรักเก่าของเขาอีกคน?
ตระกูลซูงั้นเหรอ?
‘คงไม่ใช่ซูฮัวอีหรอกนะ?’
หากเป็นซูฮัวอีจริง ๆ เขาก็อยากพบเธอเหลือเกิน แต่เขามักจะ รู้สึกว่าถ้าเป็นเธอจริง ๆ เรื่องราวหลายอย่างมันดูเหมือนจะหลุดลอย จากโลกแห่งความเป็นจริงไปหน่อย
มันดูแปลกประหลาด สับสน และลำดับเหตุการณ์ดูไม่ค่อยมี ตรรกะเท่าไหร่
บทสนทนาที่ดูธรรมดา กระบวนการที่ยุ่งเหยิงไม่มีระเบียบ แต่ กลับมีความเกี่ยวพันกับสิ่งที่เขานึกคิดและปรารถนาอยู่เสมอ
‘นี่มันอะไรกัน ความฝันงั้นเหรอ?’
‘จะไปมีเทพปีศาจที่ไหนกันล่ะ หรือความจริงแล้วมันก็แค่ความ ฝันก่อนตายของจ้าวอู่เจียง ยอดฝีมือระดับขอบเขตสวรรค์แห่ง ราชวงศ์ต้าเซี่ย ผู้ควบตำแหน่งขันทีอาวุโสดูแลฝ่ายในและรักษาการ ขุนนางยศมี่ซูเจี้ยนที่กำลังจะสิ้นลม?’
‘จะไปมีอาณาเขตพันดาราที่ไหนกัน มันก็แค่ความฝันแห่ง ความหวังที่จ้าวอู่เจียงผู้เป็นเทพปีศาจสร้างขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ
ก่อนวาระสุดท้าย หลังจากที่เขาไม่สามารถก้าวข้ามผ่านกระแสธาร แห่งกาลเวลาไปพร้อมกับเหล่าคนรักและมิตรสหายได้ จนต้องดับสูญ ไปพร้อมกับหมู่ดาวอย่างนั้นหรือ’
“คนสวย เราเจอกันอีกแล้วนะ” จูกัดเซี่ยวไป๋เลิกคิ้วให้ลิลิธและเอ ลิซาพลางเย้าแหย่ด้วยรอยยิ้ม
“รสชาติของจ้าวอู่เจียงเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
ลิลิธส่งเสียงเฮอะในลำคอ ก่อนจะพาเอลิซาหมุนตัวเดินออกไป เพื่อเปิดทางให้เพื่อนเก่าอย่างจ้าวอู่เจียงและคุณชายเสี่ยวฮวาได้มี เวลาส่วนตัว และเธอก็พยายามลากตัวจู๋เสี่ยวหยินที่ยังเกาะติดจ้าวอู่ เจียงไม่ปล่อยให้ออกมาด้วย
“หนูไม่ไป!” จู๋เสี่ยวหยินกอดแขนจ้าวอู่เจียงไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แม้แต่วินาทีเดียว
ตอนนี้เธอรู้สึกว่ากลิ่นกายของจ้าวอู่เจียงหอมรัญจวนใจขึ้นเรื่อย ๆ หอมจนสูดเข้าไปคำเดียวก็รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว แต่ถ้าสูดเข้าไปสอง คำก็เหมือนจะถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว
“พวกเขามีธุระต้องคุยกันนะ” ลิลิธเตือนพร้อมรอยยิ้ม
จู๋เสี่ยวหยินทำปากยื่นพลางมองจ้าวอู่เจียงด้วยแววตาแห่ง ความหวัง
“หนูเป็นคนเก็บความลับเก่งนะ”
เฟิงฉางอี้ที่ยืนอยู่ตรงประตูแกล้งไอขัดจังหวะ “แค่ก ๆ”
จู๋เสี่ยวหยินถึงกับคอตกทันที เธอค่อย ๆ ปล่อยมือออกอย่างจำใจ
“คุยกันไปเถอะค่ะ”
จ้าวอู่เจียงลูบศีรษะจู๋เสี่ยวหยินเบา ๆ เป็นเชิงปลอบประโลม
จู๋เสี่ยวหยินเห็นดังนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างออกมาทันที เธอเอียงคอ ทำท่าเหมือนนึกอะไรออก แล้วกระโดดกลับมาหาเขา
“พี่อยากให้หนูอยู่ต่อใช่ไหม?”
“ไม่ใช่ครับ” จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน
“อ๋อ…” จู๋เสี่ยวหยินเบะปากอีกรอบแล้วแกล้งทำเป็นเดินสะบัด บ๊อบจากไปแบบไม่ใส่ใจ แต่ใคร ๆ ก็ดูออกว่าเธอกำลังแอบงอนอยู่
เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว เอลิซาก็เหลือบมองจ้าวอู่เจียงด้วย สายตาที่อบอุ่นและช่วยปิดประตูห้องให้อย่างใส่ใจ
จนกระทั่งในห้องเหลือเพียงจ้าวอู่เจียงและจูกัดเซี่ยวไป๋เท่านั้น จ้าวอู่เจียงจึงขยับเข้าไปนั่งลงที่ข้างเตียงคนไข้ของเพื่อน
จูกัดเซี่ยวไป๋ไม่มีท่าทีของคนที่อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย เขายิ้ม พลางกล่าวว่า
“เอาล่ะ มาคุยเรื่องของเรากันดีกว่า”
[1] โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) คือภาวะความ ผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญเหตุการณ์ที่ร้ายแรง เช่น อุบัติเหตุ สงคราม การถูกล่วงละเมิด จะมีอาการเห็นภาพหลอน ฝัน ร้าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบจิตแพทย์เพื่อ การรักษาด้วยการทำจิตบำบัดหรือยา