ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2033 ซูฮัวอีร่วมเจรจา พรรณนาใจในอดีตและปัจจุบัน
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 2033 ซูฮัวอีร่วมเจรจา พรรณนาใจในอดีตและปัจจุบัน
ในวันที่พวกเขาต้องพลัดพรากจากกันเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขา ต่างยังไม่ทันได้กล่าวคำอำลาให้ดีเลยด้วยซ ้า
เดิมทีนึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ในวันนี้กลับได้มาพบกันใน ที่สุด
ทั้งดูประหลาด ทั้งไม่คาดฝัน ทว่าในความรู้สึกส่วนลึกกลับมี ร่องรอยของสิ่งที่เขาโหยหาแฝงอยู่ จ้าวอู่เจียงมองดูหญิงสาวที่เยื้อง กรายเดินเข้ามาอย่างงดงามด้วยสายตาที่อ่อนโยน
เขาคลี่ยิ้มพร้อมกล่าวออกมาสั้น ๆ ว่า
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ซูฮัว…”
วินาทีถัดมา ซูฮัวอีที่เริ่มเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ก็โผเข้าสู่อ้อมกอด ของเขาอย่างแรง
ทั้งแน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความทะนุถนอม เธอโอบรัดเขาไว้ แน่นพร้อมกับส่งน ้าเสียงที่ทั้งนุ่มนวล มีเสน่ห์ แต่มั่นคงทว่ากลับแฝง ด้วยอาการสั่นเครือ
“นานเหลือเกินค่ะ ฉันไม่ได้เจอคุณนานมากแล้ว… นานเสียยิ่ง กว่าตอนที่คุณหาฉันไม่เจอครั้งนั้น นานเหลือเกิน…”
คนรักเก่าได้พบกันอีกครั้ง หญิงงามมาสถิตอยู่ในอ้อมกอด ความรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจที่เคยเร่ร่อนของจ้าวอู่เจียงถูกเติมเต็มจน อิ่มเอมในเสี้ยววินาที เขาเอื้อมมือขวาโอบกอดซูฮัวอีเอาไว้
จู่เสี่ยวหยินเอียงคอทำหน้าสงสัยอยู่พักใหญ่ แม้จะยังมีข้อกังขา อยู่บ้างแต่เธอก็ทำตัวรู้ประสายอมปล่อยมือออกจากท่อนแขนซ้าย ของจ้าวอู่เจียงแต่โดยดี
จ้าวอู่เจียงใช้สองแขนโอบรัดซูฮัวอีไว้เบา ๆ ทั้งสองคนไม่ได้เอ่ย คำพูดอื่นใดให้มากความ คำว่าไม่ได้เจอกันนานเพียงคำเดียว ก็ นับว่าเป็นความคิดถึงที่ลึกซึ้งที่สุดแล้ว
บรรยากาศดูอบอุ่นอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าในขณะเดียวกันมันก็ให้ ความรู้สึกพิลึกกึกกืออย่างบอกไม่ถูก
นัยน์ตาสีแดงของลิลิธเป็นประกายขึ้นมา ในใจเธอลอบพ่นลม หายใจอย่างขุ่นเคืองและเมินสายตามองไปทางอื่นทันที
ส่วนเอลิซาทำเพียงเม้มปากแน่น ในใจรู้สึกเสียดายด้วยความหึง หวงโดยไม่มีเหตุผล
จู่เสี่ยวหยินยืนเซ่ออยู่ข้าง ๆ ชายหญิงที่กำลังกอดกันกลม เธอ ชะเง้อหน้ามองซ้ายมองขวาก่อนจะถูกพลังที่มองไม่เห็นกระชากตัว ให้ออกมาห่าง ๆ เพื่อตัดบทที่เธอพยายามจะเข้าไปร่วมเฟรมอยู่ใน ภาพนั้น
เฟิงจื่อและเฟิงเฉียนมองจ้าวอู่เจียงด้วยแววตาอิจฉาและนับถือ เป็นที่สุด พวกเขาประทับใจที่คุณชายคนนี้มีสาวสวยรายล้อมเต็มไป หมด ในใจเริ่มมีกลิ่นน ้าส้มสายชูคละคลุ้งด้วยความริษยาขึ้นมาติด หมัด เฟิงฉางอี้เห็นท่าทางลูกสมุนก็ตวัดสายตาดุใส่ทันที
“หยุดความจำได้เลย ไอ้เรื่องของยายหนูนั่นกับคนอื่น ๆ น่ะเป็น เรื่องของเขา แต่พวกแกสองคนจะไปเสือกอะไรด้วย?
รีบไปเปิดกล่องใส่อาหารซะ!
ทำตัวชักช้าหยุมหยิมอยู่นั่น พวกแกจะปล่อยให้ท่านอาและ อาจารย์อาหิวตายหรือไงกัน?”
บนโต๊ะอาหาร เฟิงฉางอี้ เซวียหยวนซวิ่น และจูกัดเซี่ยวไป๋ที่ถูก หามออกมา สามตาแก่กำลังกินข้าวอย่างเนิบนาบพลางจิบสุราไป ด้วยเล็กน้อย
เฟิงฉางอี้เตือนจูกัดเซี่ยวไป๋ว่าให้ดื่มน้อยหน่อย
เพราะการดื่มสุราจะยิ่งเร่งให้ร่างกายแก่ชราเร็วขึ้น
จูกัดเซี่ยวไป๋โบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางบอกว่าไม่เป็นไร ยังไงก็ ต้องตายอยู่ดี
ทางด้านเฟิงจื่อและเฟิงเฉียน สองพี่น้องกำลังพุ้ยข้าวเข้าปากคำ โตพลางอุทานด้วยความทึ่งว่า วันนี้แม่นางซูทำของอร่อยมากมาย ขนาดนี้เชียวหรือ
คนที่ตั้งหน้าตั้งตากินไม่แพ้สองพี่น้องก็คือจู่เสี่ยวหยิน
แม้ว่าจู่เสี่ยวหยินจะหลับตาอยู่ แต่ประสาทสัมผัสของเธอกลับฉับ ไวมาก เธอใช้ช้อนตักอาหารคำใหญ่ยัดเข้าปากทีละคำ แล้วกวาด อาหารทั้งหมดลงคอพร้อมกับเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ดูราวกับคนหิว โหยมานานแสนนานก็ไม่ปาน ทั้งยังไม่ลืมชมออกมาว่า
“พี่สาวซูทำกับข้าวอร่อยจังเลยค่ะ”
ลิลิธนัยน์ตาสีแดงเป็นประกายวับวาม เธอกินข้าวอย่างใจลอย
ส่วนเอลิซาก็ค่อย ๆ ทานด้วยท่าทางที่สง่างาม พลางชำเลืองมอง จ้าวอู่เจียงเป็นระยะ
ซูฮัวอีที่นั่งอยู่ข้างจ้าวอู่เจียงคีบกับข้าววางลงในชามของเขา พร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน
“นาน ๆ ทีจะได้กินข้าวอย่างสงบแบบนี้ พลังที่ปั่นป่วนในตัวเจ้า เด็กดื้อจะสงบลงบ้างแล้วนะ…”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า เขารู้สึกกับทุกอย่างเพิ่งผ่านพ้นมาได้ไม่ นาน และเขาก็ชอบความสงบเช่นนี้
โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงการเข่นฆ่าสังหาร แต่ยังมีเรื่องของมารยาท สังคมและความรักใคร่ของคนรอบตัวด้วย
กึก
ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น กับข้าวอีกชิ้นก็ถูกวางลงในชาม
ปรากฏว่าเป็นลิลิธที่คีบมาให้ ปกติเธอจะมีท่าทางคุกคามและ แข็งกร้าว แต่ในตอนนี้บรรยากาศรอบตัวเธอกลับดูแปลกประหลาด อย่างประหลาดใจ แม้รังสีคุกคามจะดูจางลงบ้าง แต่เขากลับรู้สึกว่า ความรู้สึกกดดันในแง่อื่นกลับเพิ่มมากขึ้นแทน
“แม่นางท่านนี้คือใครหรือ?”
ซูฮัวอิมองไปยังลิลิธ เธอเห็นหญิงสาวที่มีผมยาวสีขาวราวกับ น ้าตก นัยน์ตาสีแดงดูอาถรรพ์ และในยามเคี้ยวอาหารยังแอบเห็น เขี้ยวเล็ก ๆ แวบไปมา ดูแล้วคล้ายปีศาจแต่ก็คล้ายแวมไพร์ มีความ งดงามที่เย้ายวนใจเป็นอย่างมาก
จ้าวอู่เจียงยังไม่ทันได้แนะนำ ลิลิธก็ยื่นมือออกไป
“ลิลิธ เคยดำรงตำแหน่งเซราฟิมแห่งศาสนจักรแห่งแสงสว่าง”
ซูฮัวอีเอื้อมมือไปจับเบา ๆ ก่อนจะหันไปทางเอลิซาที่ยังไม่พูด อะไร “แล้วคนนี้คือ…”
“เอลิซา เป็นหนึ่งในเซราฟิมเช่นกัน” ลิลิธตอบแทนด้วยน ้าเสียง ทรงพลังแบบพี่สาวคนโต
เมื่อเห็นลิลิธแนะนำตัว จู่เสี่ยวหยินก็นึกว่าเธอต้องทำด้วย จึงรีบ กลืนข้าวลงคอแล้วยกมืออาสาตัวทันที
“ยังมีหนูด้วย! หนูชื่อจู่เสี่ยวหยิน เป็นคนจากเผ่าจู่จิ่วหยินค่ะ”
ซูฮัวอีหันไปสบตากับจ้าวอู่เจียงครู่หนึ่ง
จ้าวอู่เจียงก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป สายตาจดจ้องอยู่ในชาม ราวกับกำลังยึดถือคติที่ว่า ‘ยามกินข้าวไม่พูด ยามเข้านอนไม่จา’
“กินในชามแล้วยังคิดถึงในหม้ออยู่อีกงั้นเหรอ?” ซูฮัวอีเอ่ยด้วย น ้าเสียงที่ฟังดูอันตรายเล็กน้อย พลางยกมือปิดปากหัวเราะ
“นิสัยเสียแก้ไม่หายจริงๆ ”
ลิลิธเมื่อเห็นซูฮัวอีหยอกล้อเช่นนั้นก็ค้านขึ้นมาว่า “แบบนี้จะ เรียกว่านิสัยเสียได้ยังไงกัน?”
จ้าวอู่เจียงแสร้งกระแอมไอออกมาหนึ่งครั้ง “มันก็น่าจะเป็น… ละมั้ง?”
“กินข้าวไปเถอะ” ซูฮัวอีคีบกับข้าววางลงในชามจ้าวอู่เจียงอีก ชิ้น
ลิลิธเองก็คีบให้อีกชิ้นเช่นกัน
จู่เสี่ยวหยินเห็นแล้วก็ได้แต่สงสัย ในใจพลางคิดว่า ‘พวกพี่สาว นี่บื้อจัง ของอร่อยขนาดนี้จะยกให้คนอื่นง่าย ๆ ได้ยังไงกัน ไม่ควรจะ กินเองก่อนเหรอ?’
คิดดังนั้นเธอก็คีบของอร่อยเข้าปากตัวเองบ้าง พลางสูดดมกลิ่น หอมและชิมด้วยสีหน้าท่าทางที่พึงพอใจอย่างมาก
เอลิซาสะกิดชายเสื้อลิลิธเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ต้องไปหึง หวงแข่งกัน ควรจะปรองดองกันไว้
จ้าวอู่เจียงเร่งสปีดกินข้าวอย่างรวดเร็ว ขอบชามแทบจะกระแทก หน้าอยู่แล้ว เพราะกลัวว่าซูฮัวอีกับลิลิธจะคีบกับข้าวมาให้อีก
แต่เดิมที่สามตาแก่อย่างพวกเฟิงฉางอี้กำลังจิบสุรากันอยู่ดี ๆ แต่ ตอนนี้พวกเขากลับวางจอกเหล้าแล้วนั่งจ้องมาที่จ้าวอู่เจียงเป็น ตาเดียว
ทันทีที่เขากินหมดหนึ่งชามและกำลังจะวางตะเกียบลง ช้อนตัก ข้าวอันหนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว เขาถึงกับอึ้งเมื่อเห็น ข้าวในชามกลับมาเต็มพูนอีกครั้ง
“กินให้เยอะ ๆ หน่อย จะได้มีแรงทำอย่างอื่น” ซูฮัวอีถึงช้อนตัก ข้าวออกพลางพูดด้วยน ้าเสียงราบเรียบ
ลิลิธจ้องมองจ้าวอู่เจียงตาเขม็ง นัยน์ตาสีแดงเป็นประกายไหววูบ
จ้าวอู่เจียงทำได้เพียงตอบอืมเบา ๆ พร้อมกับถอนหายใจและก้ม หน้ากินต่อ
ซูฮัวอีเองก็เริ่มกินทีละนิดด้วยกิริยาที่สง่างาม ส่วนลิลิธก็ยังคง จ้องเขาไม่วางตา
พอข้าวในชามเริ่มก้น ช้อนตักข้าวของลิลิธก็โปะลงมาอีกครั้ง พลางพูดอย่างดุ ๆ ว่า
“กินให้หมด คืนนี้มีงานต้องทำ!”
จ้าวอู่เจียงมองกองข้าวที่พูนราวกับภูเขาเล็ก ๆ ในชามพลางตา ค้าง ‘หรือว่าคืนนี้จะมีศึกเป็นศึกตายรออยู่?’
บทที่ 2034 จ้าวอู่เจียงกับการค้นหาอย่างไร้ขอบเขตบรรยากาศ บนโต๊ะอาหารถูกปกคลุมด้วยความสงบเงียบและสันติ แม้จะมีการ ถกเถียงหรือเสียงหยอกล้อบ้าง แต่มันกลับเป็นความเงียบสงบที่ทำให้ รู้สึกอบอุ่นใจอย่างน้อยจ้าวอู่เจียงที่นั่งมองดูทุกคนอยู่ก็คิดเช่นนั้นเซ วียนหยวนซวิ่นดื่มเหล้าไปหนึ่งไหก่อนจะกอดคอจูกัดเซี่ยวไป๋แล้ว เรียกขานกันว่า ‘พี่ชาย’ พลางพร ่าบ่นว่าใจเขานั้นช่างขมขื่นนัก แม้ ปากจะบอกว่าไม่กังวลว่าคนรุ่นหลังจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร แต่ใน ใจลึก ๆ เขาเขียนห่วงว่าพงศาวดารจะลงบันทึกอย่างรุนแรงจน บรรยายตัวเขากลายเป็นคนชั่วร้ายที่เห็นแก่ตัวและไม่สนหน้าอินทร์ หน้าพรหมจูกัดเซี่ยวไป๋บอกให้เขาเลิกกังวล ‘สบายใจได้เลย ใน พงศาวดารน่ะไม่ได้ใช้หยดหมึกเปลืองไปกับเรื่องของแกหรอก แปลก ใจไหมล่ะ ประหลาดใจหรือเปล่า?’เซวียนหยวนซวิ่นถอนหายใจ ออกมาคำใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มว่า หากไม่ใช่มรดกวิชาโบราณที่
ตกทอดมาจากบรรพบุรุษตระกูลเซวียนหยวนสูญหายไป บางที ตระกูลของเขาอาจจะตามหา ‘สิ่งเติมเต็ม’ ทั้งหมดได้ครบถ้วน และ สิ่งมีชีวิตทั้งจักรวาลอาจรอดพ้นจากความวุ่นวายปั่นป่วนของห้วง อวกาศภายใต้การนำของตระกูลเซวียนหยวนถึงที่สุดก็ได้!สายตา ของจ้าวอู่เจียงสุ่มลึกขึ้น เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางเกียจคร้าน หลังจากกินอิ่มจนล้น คำพูดของเซวียนหยวนซวิ่นทำให้เขานึกไปถึง วิชาก้าวเดียวถึงเซียนและพวกรหัสหมายเลขเหล่านั้นเฟิงฉางอี้นั่งตัว ตรงอย่างมั่นคง แม้เหล้าจะผ่านลำคอไปหลายจอกและกับข้าวจะถูก ย่อยไปมากแล้ว แต่เขาก็ยังคงท่าทีที่สงบเยือกเย็น โดยมีลูกหลาน
อย่างเฟิงจื่อและเฟิงเฉียนคอยบีบนวดไหล่ให้เบา ๆ เขาเอ่ยด้วยเสียง ทุ้มต ่าว่า“จ้าวอู่เจียง อย่าลืมตามหายารักษาล่ะ…”“แล้วก็แอบด้วย…” “โธ่เอ๊ย เรื่องแบบนี้ไว้บอกพรุ่งนี้ก็ได้ ดื่มกันต่อเถอะ”เซวียนหยวนซ วิ่นดื่มเหล้าจอกใหญ่เข้าไปอีกหนึ่งคำ บรรดาผู้คนที่อยู่ในที่นี้ส่วน ใหญ่มีสถานะสูงส่งถึงขั้นดาราธรรมระดับเทพดารา แต่ในตอนนี้เขา และทุกคนกลับเลือกที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดา ทั้งกินข้าว ดื่มเหล้า และนั่งปรับทุกข์พูดคุยกันสิ่งนี้ต่างหากคือความรู้สึกที่แท้จริงของการ เป็น ‘คน’หากไม่หลงลืมความเป็นคน จึงจะมีสิทธิ์จุติขึ้นเป็นเทพ แต่ หากปราศจากจุดเริ่มต้นหรือที่มา ก็คงเป็นได้เพียงดวงวิญญาณโดด เดี่ยวที่ไร้รากเหง้าเฟิงฉางอี้จิบสุราพลางพยักหน้า เขามีหลายสิ่งที่
อยากบอกจ้าวอู่เจียง เช่นยามตามหายา ยิ่งเป็นคนธรรมดาก็ยิ่ง อันตราย แม้แต่ยอดฝีมือทั่วไปก็ยังลดความเสี่ยงลงมาได้ แต่ขอบเขต ดาราจักรวาลต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาแต่ เมื่อเห็นว่ายามนี้เวลาไม่เหมาะนัก เขาจึงไม่ได้พูดรายละเอียดออกไป การได้เสพสุขกับความสงบงามของวันเวลาเช่นนี้ก็ถือว่าไม่เลวนักจู่ เสี่ยวหยินเมื่อกินอิ่มจนพุงกางเธอก็ย้ายไปนั่งข้างจ้าวอู่เจียง พิงศีรษะ ลงบนไหล่ของเขาแล้วงีบหลับไปอย่างเป็นกันเองโดยไม่คิดว่าตัวเอง เป็นคนนอกเวลาอาหารที่เต็มไปด้วยแรงกดดันในที่สุดก็ผ่านพ้นไป ทว่าบนโต๊ะอาหารนั้น จ้าวอู่เจียงกลับไม่มีโอกาสได้นั่งสนทนากับซู ฮัวอีเป็นการส่วนตัวเลยเมื่อเทียบกับภาพสุดท้ายในความทรงจำเมื่อ วันวาน ซูฮัวอีดูจะลดความเย็นชาลงไปมาก แต่กลับมาพร้อมกับเส้น ผมที่ขาวโพลนตัดกับใบหน้าที่ยังงดงามจ้าวอู่เจียงเฝ้ามองดูและ
ตระหนักว่าซูฮัวอีในตอนนั้นถูกพายุหิมะและความโศกเศร้าเข้ากัด กินหัวใจ เธอคงใช้วิธีเดียวกับเขา คือการยอมแลกชีวิตเพื่อแลกมา ซึ่งพลังฝึกตน เพื่อใช้ต่อต้านมหันตภัยในตอนสุดท้ายเขาเพียงไม่รู้ ว่าสุขภาพร่างกายของเธอเป็นอย่างไร จะเป็นเหมือนจูกัดเซี่ยวไป๋ที่
ชีวิตกำลังเดินไปถึงจุดสิ้นสุด และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อข้าม เวลากลับมาดูโลกนี้เป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่?จ้าวอู่เจียงเกิดความรู้สึก ผิดติดค้างขึ้นมาในใจตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา เขาติดค้างผู้คน มากมายเหลือเกินเขามองซูฮัวอีพลางนึกไปถึงผู้คนมากมายในอดีต คนเหล่านั้นบ้างก็ล้มหายตายจาก บ้างก็กระจัดกระจายกันไปคนละ ทิศละทางเขานึกไปถึงเหล่าขุนนางข้าราชสำนักในราชวงศ์ต้าเซี่ย ทั้งผู้ที่เป็นคู่ปรับและผู้ที่คอยยืนเคียงข้าง กับท่าทางที่หลากหลายของ พวกเขาในความทรงจำเขานึกถึงเสียงร้องไห้คร ่าครวญยามที่สวรรค์ ถล่มแผ่นดินทลายเขานึกถึงสหายคนสนิทและคู่ชีวิตข้างกาย ทั้งจิ้ง เอ๋อร์และหลินหลาง และเหล่าหญิงสาวนับไม่ถ้วน ทั้งตู๋กูหมิงเยว่ ซิง เอ๋อร์ กู้เหวียนหยวน หยางเยวี่ยวเยว้น ลู่เสี่ยวจิ่น…ยังมีทั้งที่เป็นเพื่อน ร่วมรบและอาจารย์อย่าง หลี่ฉวนจวิน หลี่จั่ว จางซีคุน รวมไปถึงจูกัด เซี่ยวไป๋ที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ด้วย…คนเหล่านี้เป็นทั้งมิตรและ เป็นทั้งอาจารย์ที่พร ่าสอนเหตุผลมากมายให้กับเขาการก้าวเข้ามา และการจากไปของแต่ละคนล้วนทำให้เขากระจ่างแจ้งในสัจธรรม หลายประการแต่ถึงเขาจะเข้าใจสัจธรรมเหล่านั้นมากเพียงใด เขาก็ ยังไม่สามารถจัดการชีวิตตัวเองให้ดีพอได้อยู่ดีตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่ ขอบเขตดาราจักรวาลระดับเทพแล้ว หากก้าวหน้าขึ้นอีกเพียงขั้น
เดียว เขาก็จะมีคุณสมบัติที่จะหลอมรวมผลแห่งมรรคา และหากมีผล แห่งมรรคาาสามลูกเฉกเช่นสามภพ เขาก็จะกลายเป็นหนึ่งในกลุ่ม คนที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าทันทีแต่กระนั้นเขากลับรู้สึกว่า เป้าหมายนี้ช่างห่างไกลนัก รู้สึกว่าแม้จะเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุด ในตอนนี้ ก็ยังอ่อนแอะซะยิ่งกว่าชายหนุ่มผู้ลึกลับอย่าง ‘จาง’ คนนั้น มากมายนักจางกำลังนำผู้คนก้ามข้ามพ้นมหาสมุทรแห่งความทุกข์ ยาก? แม้แต่จางยังต้องยอมเสี่ยงเพื่อช่วยปวงประชาเพราะไม่สามารถ เอาชนะเทพมรรคาได้เพียงลำพัง? แล้วพวกเขาล่ะ จะอาศัยอะไรมา ข้ามพ้นความวุ่นวายไร้ระเบียบของจักรวาลไปได้อย่างปลอดภัย?เขา รู้สึกว่า ขอบเขตดาราจักรวาลเหมือนจะขาดหายอะไรบางอย่างไป สิ่ง นี้เองที่ทำให้ขอบเขตดาราจักรวาลกลายเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของ จักรวาล ยากที่จะข้ามผ่านไปได้อีกแม้แต่ก้าวเดียว และไม่ต้องพูดถึง การที่จะเดินตามรอยเท้าของจางเลยในเรือนพักขนาดเล็กแห่งนี้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนา ภายใต้ร่มไม้และแสงจันทร์ ข้าง กายของซูฮัวอีและพรรคพวก จ้าวอู่เจียงเกือบจะก้าวเข้าสู่ภาวะบรรลุ มรรคาได้เพียงขั้นตอนเดียว แต่ท้ายที่สุดเขาก็หยุดลงตรงหน้า จุดสูงสุดนั้น และฟุบหลับไปบนเก้าอี้ด้วยความเมามายในช่วงสุดท้าย ที่ทุกคนยังร่วมกันดื่ม เขากระดกสุราสีเหลืองเข้มที่ผู้คนมักหยอกล้อ ว่าเป็นสุราน ้าสลัวมอมเมาลงไปคำโตเหล้าข้าวเหล้านั้นไม่ใช่สุราข้าว ขาวหอมหวาน รสชาติสุราลู่อี้ที่หอมนวลหวานฉ ่านั้นหลงเหลืออยู่ใน เพียงความทรงจำ สุราข้าวเหล้านี้มีแต่ความสุขุมนุ่มลึกและความร่วง โรยที่มาพร้อมกับวันเวลา เหมือนภาพวาดสีหม่นเก่าคร ่าคร่าเขาร่วง
หล่นลงไปในบ่อเกิดของอดีต และในค ่าคืนนี้เองที่จ้าวอู่เจียงก้าวเดิน ไปบนเส้นทางที่ครั้งหนึ่งจางมู่โฉวเคยเดินผ่านไปอย่างเงียบงันโดยไม่ มีผู้ใดล่วงรู้‘หนทางเบื้องหน้านั้นยาวไกลเหลือคณา ข้าจะมุ่งมั่น ค้นคว้าและเสาะแสวงหามรรคาจากฟากฟ้าสู่พสุธาโดยไม่มีที่สิ้นสุด!’ จ้าวอู่เจียงผู้นี้จะขอเสาะแสวงหามรรคาต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด!จู่ เสี่ยวหยินเห็นแล้วก็ได้แต่สงสัยในใจพลางคิดว่า ‘พวกพี่สาวนี่บื้อ ตัว ของอร่อยขนาดนี้จะยกให้คนอื่นง่าย ๆ ได้ยังไงกัน ไม่ควรจะกินเอง ก่อนเหรอ?’คิดดังนั้นเธอก็รีบของอร่อยเข้าปากตัวเองบ้าง พลางสูด ดมกลิ่นหอมและชิมด้วยสีหน้าท่าทางที่พึงพอใจอย่างมากเอลิซา สะกิดชายเสื้อลิลิธเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ต้องไปหึงหวงแข่งกัน ควรจะปรองดองกันไว้จ้าวอู่เจียงเร่งสปีดกินข้าวอย่างรวดเร็ว ขอบ ชามแทบจะกระแทกหน้าอยู่แล้ว เพราะกลัวว่าซูฮัวอีกับลิลิธจะคีบ กับข้าวมาให้อีกแต่เดิมทีตาแก่อย่างพวกจูกัดเซี่ยวไป๋กำลังจิบสุรา กันอยู่ดี ๆ แต่ตอนนี้พวกเขากลับวางจอกเหล้าแล้วนั่งจ้องมาที่จ้าวอู่ เจียงเป็นตาเดียวทันทีที่เขากินหมดชามและกำลังจะวางตะเกียบลง ช้อนอันหนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว เขาถึงกับอึ้งเมื่อเห็น ข้าวในชามกลับมาเต็มพูนอีกครั้ง“กินให้เยอะ ๆ หน่อย จะได้มีแรงทำ อย่างอื่น” ซูฮัวอีดึงช้อนตักข้าวออกพลางพูดด้วยน ้าเสียงราบเรียบลิ ลิธจ้องมองจ้าวอู่เจียงตาเขม็ง นัยน์ตาสีแดงเป็นประกายไหววูบจ้าวอู่ เจียงทำได้เพียงตอบอืมเบา ๆ พร้อมกับถอนหายใจและก้มหน้ากินต่อ ซูฮัวอีเองก็เริ่มกินทีละนิดด้วยกิริยาที่สง่างาม ส่วนลิลิธก็ยังคงจ้องเขา ไม่วางตาพอข้าวในชามเริ่มก้น ช้อนตักข้าวของลิลิธก็โปะลงมาอีก
หนึ่งครั้งพลางพูดอย่างดุ ๆ ว่า“กินให้หมด คืนนี้มีงานต้องทำ!”จ้าวอู่ เจียงมองกองข้าวที่พูนราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ ในชามพลางตาค้าง ‘หรือว่าคืนนี้จะมีศึกเป็นศึกตายรออยู่?’“อย่ามัวแต่กินข้าวอย่างเดียว สิ” จูกัดเซี่ยวไป๋พยายามช่วยรุมสกรัม เขาคีบกับข้าวอย่างหนึ่งวาง ลงในชามจ้าวอู่เจียง “กินมันเทศจีนหน่อยสิ”“ตามด้วยออส่วนนี่อีก หน่อย”เซวียนหยวนซวิ่นก็ร่วมวงด้วย เขาตักน ้าซุปมาชามหนึ่งวาง ไว้ตรงหน้าจ้าวอู่เจียง “ค่อย ๆ กินล่ะ เดี๋ยวจะติดคอเอา”“พอแล้ว พอแล้วครับ” จ้าวอู่เจียงพยายามปฏิเสธทุกคนอย่างสุภาพ โดยเฉพาะหญิงสาวทั้งสองคน“พอได้ยังไง?” เฟิงฉางอี้จิบสุราพลาง ลูบเครา “วัยรุ่นสมัยนี้ทำไมกินข้าวแค่นี้เองล่ะ? สมัยข้าอายุเท่าเจ้า อย่างน้อย ๆ ข้าก็กินคนเดียวตั้งสามชามรวด!”จู่เสี่ยวหยินที่กินข้าว หมดอย่างรวดเร็วราวกับลายหายไปกับลมยื่นชามของเธอออกไป“พี่
สาวซู ตักข้าวให้หนูหน่อยค่ะ เอาแบบพูน ๆ เลยนะค่ะ ต้องพูนออกมา นอกชามถึงจะนับว่าเป็นหนึ่งชามนะ”ซูฮัวอี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอรับ ชามมาตักข้าวให้คนพูนตามคำขอแล้วส่งคืนให้จู่เสี่ยวหยิน จากนั้น เธอก็หันไปตักข้าวอีกช้อนใหญ่โปะลงในชามของจ้าวอู่เจียงจนเต็ม แน่นพูนออกมาเช่นกัน“พูนออกมาแบบนี้ถึงจะนับว่าเป็นหนึ่งชาม” จ้าวอู่เจียงถึงกับหน้าถอดสี หมดอาลัยตายอยากในทันที ถึงแม้เขาจะ มีวิชากลืนนภา และเข้าสู่ขอบเขตดาราจักรวาลแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่มี ทางทำให้เขาอิ่มจนตายแน่นอนแต่มันเป็นเพียงความรู้สึกตาม มารยาทเท่านั้นสิ่งที่เขาห่วงคือดูเหมือน ‘มารยาท’ นี้จะไม่มีวันสิ้นสุด
นี่สิ เดี๋ยวก็ชิทีเดี๋ยวก็ชู่ที ตักกันมาไม่หยุดแบบนี้ ทำเอาเขาแทบไม่มี จังหวะให้หายใจหายคอเลยทีเดียว