ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2036 กาลเวลาคือมีดสังหาร
บางคนคิดถึงแสงตะวันยามเช้า บางคนกลับซ่อนเร้นอยู่ใต้จันทร์ ข้างแรม
เธอนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “เมื่อกี้ตอนจ้าวอู่เจียงหลับ ไป เขาเอาแต่พึมพำเรียกชื่อเจ้า และชื่อของคนอื่น ๆ ด้วย”
“ฟังดูออกเลยล่ะว่าเขามีแต่ความเสียดายและความรู้สึกผิดเต็ม ไปหมด”
“เขาไม่ได้ติดค้างใครเลย”
ซูฮัวอีเดินเข้ามาใกล้พลางนึกไปถึงยุคสมัยที่เก้า เมื่อเกิดการ จลาจลและการหักหลังจากฝีมือของกลุ่มคนที่จ้าวอู่เจียงเคย ช่วยเหลือไว้ ดวงตาของเธอไหววูบราวกับระลอกน ้าในสระบัว
“มีคนทำผิดต่อเขามากมายต่างหากล่ะ ไม่ว่าจะเป็นในอนาคต ปัจจุบัน หรืออดีตที่ผ่านมา ตอนนี้เธอมาก็ดีแล้ว จะได้คอยดูแลเขา เรื่องการเอาอกเอาใจสามี พวกฉันสู้เธอไม่ได้จริง ๆ”
ยิ่งลิลิธเข้าใกล้ซูฮัวอี เธอก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปราะบางของอีก ฝ่าย มันเป็นความงดงามที่ชวนให้รู้สึกทะนุถนอม แม้เธอจะเป็น ผู้หญิงด้วยกันก็ยังอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้
ลิลิธไม่ได้มีท่าทีหึงหวงเหมือนตอนอยู่บนโต๊ะอาหารอีก แต่กลับ ยิ้มให้พลางพูดว่า “พวกคุณจะได้มีโอกาสพูดคุยกันด้วย โลกที่มีกัน
เพียงสองคนมันดีกว่าตอนที่มีพวกตาแก่รุมล้อมอยู่บนโต๊ะอาหาร เยอะ จะได้พูดอะไรได้อย่างที่ใจอยากเสียที”
“ขอบคุณพวกเธอมากที่คอยอยู่เคียงข้างและดูแลอู่เจียงนะ”
ซูฮัวอีส่งยิ้มตอบกลับ ในยุคสมัยที่เก้าและในช่วงเวลาที่ยาวนาน นับไม่ถ้วน สิ่งที่เธอและพวกเธอเป็นกังวลมากที่สุดก็คือการที่จ้าวอู่ เจียงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง
การถูกกักขังอยู่ในอดีตอย่างโดดเดี่ยวคือเรื่องที่ทรมานอย่าง แสนสาหัส ไม่ว่าจะร้องเรียกไปข้างหน้าหรือข้างหลังก็ไม่มีเสียงตอบ กลับมา ต้องก้าวผ่านกาลเวลาที่ยาวนานราวกับเป็นนิรันดร์อยู่เพียง ลำพัง
กาลเวลาคือมีดสังหารที่ร้ายกาจที่สุดจริง ๆ
“เฮ้อ” เมื่อได้รับมิตรภาพตอบกลับมาเช่นนี้ ลิลิธก็ไม่รู้จะตอบ กลับอย่างไร ได้แต่หัวเราะออกมา
ลิลิธยิ้มพลางเดินออกมาพร้อมกับเอลิซา และในตอนที่กำลังจะ ปิดประตู เธอก็ยังมิวายพูดเย้าแหย่ขึ้นมาว่า
“เพลา ๆ หน่อยนะ ร่างกายเขาไม่ค่อยไหวเท่าไร…”
‘เจ้าพูดเหลวไหล ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียหน่อย ฉันไม่ได้…’
จ้าวอู่เจียงที่ร่างกายยังหลับใหลแต่สติยังแจ่มชัดอยู่ ได้ยินคำ ปรักปรำนั้นก็พยายามจะลืมตาขึ้นมาประท้วงทันที
แต่เขาเหนื่อยเหลือเกิน
เหนื่อยเสียจนร่างกายทำได้เพียงหลับลึกต่อไป แม้แต่จะลุก ขึ้นมากอดซูฮัวอีเขายังทำไม่ได้เลย
ทว่าดูเหมือนซูฮัวอีจะรับรู้ถึงใจของเขา เธอโน้มตัวลงมาอย่าง แผ่วเบา แนบศีรษะลงบนแผ่นอกของเขา วงแขนทั้งสองโอบรอบ ลำคอของเขาไว้ ก่อนจะกระซิบเสียงนุ่มว่า
“อู่เจียง…”
น ้าเสียงนั้นช่างอ่อนโยนปานวารีและเต็มไปด้วยความรู้สึกยก ภูเขาออกจากอก ดูเหมือนความปรารถนาที่เฝ้ารอมานานจะสัมฤทธิ์
ผลแล้ว จนไม่มีความปรารถนาอื่นใดอีก
จิตสัมปชัญญะของจ้าวอู่เจียงสั่นสะท้าน เขาถูกขังอยู่ในความ มืดมิดไร้ขอบเขต และพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อสลัดตัวเอง ออกจากภาวะ ‘ผีอำ’ นี้ให้ได้
เขาคำรามกึกก้องอยู่ในรัตติกาลอันมืดมิดแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ใด ๆ
ทว่าในวินาทีต่อมา มือทั้งสองข้างของเขาก็กลับโอบกอดซูฮัวอี ไว้แน่นทันที
เขายังคงไม่ตื่นขึ้นมา
แต่ร่างกายของเขา กลับสวมกอดคนที่รักไปตามสัญชาตญาณ อย่างสุดซึ้ง
ในยามดึกสงัดที่แสงจันทร์กระจ่างฟ้า
ตะเกียงในครอบแก้วยังคงทอแสงเรืองรอง
คนหนุ่มสาวสองคนภายในห้องพัก
เงาที่ทาบทับหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว
หัวใจของจ้าวอู่เจียงผ่อนคลายลง
และทันทีที่ความกังวลจางหาย เขาก็ฟื้นตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตัว
ในอ้อมแขนของเขานั้นโอบกอดซูฮัวอีเอาไว้ เธอพร ่าบอกเล่า เรื่องราวในอดีตให้เขาฟังด้วยความอ่อนโยน สิ่งนี้เองที่ทำให้เขานึก ย้อนไปถึงความรักที่เคยหวานชื่นตราตรึงใจ และความสวยงามของ หญิงสาวในความทรงจำ
“ตื่นแล้วหรือ?”
เส้นผมสีเงินที่หน้าผากของซูฮัวอีปรกพื้นผิวแก้มของจ้าวอู่เจียง เธอยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน แววตาของเธอดูคล้ายมีหยาดน ้าตา คลอเบ้าแฝงด้วยความซับซ้อน แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอัน ลึกซึ้ง
จ้าวอู่เจียงรู้สึกคันที่แก้มเบา ๆ เขาโอบกอดซูฮัวอีอย่างทะนุ ถนอม
“เมื่อกี้ฉันฝันอีกแล้ว…”
“ฉันรู้ว่าฝันแบบไหน…” ซูฮัวอียิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มแฉล้มปน เง้างอน เธอเหลือบมองลงไปที่ร่างกายท่อนล่างของจ้าวอู่เจียงเป็นเชิง ล้อเลียน
“อยากแล้วล่ะสิ?” ซูฮัวอีเลิกคิ้วถาม
จ้าวอู่เจียงพยายามตีหน้านิ่งและส่ายหัว
“แค่ได้กอดเจ้าเอาไว้แบบนี้ก็ดีแล้ว”
“ไอ้ที่ว่าดีน่ะ ยังไม่ใช่ดีที่สุดเสียหน่อย…” ซูฮัวอีใช้นิ้วมือนวด คลึงริมฝีปากของจ้าวอู่เจียงเบา ๆ “เจ้าเป็นคนยังไง มีหรือที่ข้าจะไม่ รู้?”
“มือของเธอ…” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว “ดูเหมือนจะนวดผิดที่ไป หน่อยนะ…”
“คนปากเสีย” ซูฮัวอีตีแก้มจ้าวอู่เจียงเบา ๆ ทีหนึ่ง แต่น ้าเสียงนั้น แฝงไปด้วยความเสน่หา มันคือการหยอกเย้าของคนรัก “นิสัยแย่ ๆ แก้ไม่หายจริง ๆ!”
“ฮ่า ๆ ก็นะ มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ใจฉัน” จ้าวอู่เจียงกระชับอ้อม กอดซูฮัวอีให้แน่นขึ้นอีกนิด
ราตรีนี้นั้นยังอีกยาวไกล ทั้งสองไม่ได้เร่งร้อนที่จะแสดงตัณหา หรือทำตัวเป็นฟืนไฟที่พร้อมจะแผดเผาให้วอดวายในทันที แต่ยังคง
เลือกที่จะโอบกอดกันไว้อย่างเงียบเชียบและพร ่าบอกเรื่องราวในใจ ต่อกัน
ในอดีตเราอาจจะเฝ้าคอยใครคนหนึ่ง แต่เมื่อได้มาพบนกันอีก ครั้ง เราจะเลือกที่จะนิ่งเงียบหรือเลือกที่จะระบายความในใจออกมาให้ หมดสิ้น…
ยามเช้า
จ้าวอู่เจียงเดินออกมาจากห้องพลางเอามือลูบเอวของตนเองไป ด้วย
ในตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า คำเตือนของผู้หลัก ผู้ใหญ่นั้นเป็นเรื่องจริง
อย่างเช่นการนอนดึก หรือการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ
การนอนดึกและทำงานนาน ๆ นั้น ช่างส่งผลเสียต่อร่างกายจริง ๆ
ทว่าเขายังไม่ทันได้ชื่นชมความสงบงามของชีวิตเท่าไร ก็มีคน มาคอยย ้าเตือนเขาแล้วว่าถึงเวลาที่ต้องเริ่มดำเนินการตามแผนการ เสียที
เฟิงฉางอี้ยืนตีหน้าเคร่งขรึมอยู่ที่ประตูรั้ว
“เจ้าไม่ได้อยากไปพบผู้ป่วยที่เดินชนเจ้าเมื่อวานนี้หรอกหรือ? ไปเสียแต่เช้าเถอะ ในช่วงเช้าแบบนี้ ความคิดและอารมณ์ของเขาจะ
นิ่งและมั่นคงกว่าช่วงเวลาอื่น มีอะไรที่อยากจะถามก็ใช้โอกาสนี้ถาม เขาซะให้หมด
แต่อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากนะ อาการป่วยของเขากำเริบอยู่ บ่อยครั้ง เมื่อวานนี้เขาก็แค่บังเอิญเดินไปชนเจ้าเข้า ส่วนกระดาษ แผ่นนั้น คนในที่นี้ต่างก็เคยได้รับมาแล้วทั้งนั้นแหละ”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าตอบรับ
“นอกจากนี้” เฟิงฉางอี้นิกำชับต่อ “เรื่องที่เจ้าต้องไปตามหายา แก้พิษ ก็ควรจะเริ่มเตรียมตัวได้แล้ว
อย่ามัวแต่จมปลักอยู่ในแดนสุขาวดีแห่งความชื่นมื่นนานนัก
ยามออกไปตามหายาก็ควรจะคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง เอาไว้ด้วย”
“เพราะอะไรหรือครับ?”
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว การตามหายาแก้พิษจริง ๆ แล้วก็คือการไป ช่วยชีวิตผู้คนที่รอดชีวิตอยู่ในดวงดาวที่พินาศไปแล้ว และเสาะหาคน ที่มีความ ‘สมบูรณ์’ จากในบรรดาผู้รอดชีวิตเหล่านั้น เพื่อค้นหาแก่น ของสิ่งที่ขาดไป
สำหรับตัวเขาที่จะมุ่งหน้าไปยังดวงดาวที่ล่มสลายเหล่านั้น ด้วย พลังฝึกตนที่เขามีในตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะเดินอาด ๆ เข้าไปได้
โดยไม่ต้องเกรงกลัวใครเลย แล้วจะมีอันตรายอะไรได้อีก? กลัวว่าเขา จะถูกไวรัสยาพันธุกรรมกัดเซาะพลังชีวิตงั้นหรือ?
เขามีภูมิคุ้มกันพอที่จะต้านทานความเสียหายจากยาพันธุกรรม พวกนั้นได้อยู่แล้ว