ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2039 ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่การเกิดใหม่ในความโกลาหล
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 2039 ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่การเกิดใหม่ในความโกลาหล
จ้าวอู่เจียงก้าวเดินออกมาจากห้องคนไข้ของหลี่ปิ่งวั่งโดยไม่ได้ รับคำตอบที่ต้องการ มิหนำซ ้าเขายังมีความสงสัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขา ทำได้เพียงเดินไปตามระเบียงทางเดินยาวที่สลัวรางด้วยแสงไฟสีขาว นวลอย่างเงียบเชียบ
เขาขบคิดหลายสิ่งหลายอย่างจนถี่ถ้วน และตัดสินใจแล้วว่าจะ เริ่มออกเดินทาง เพื่อตามหาคำตอบในจุดต่าง ๆ ที่ยังคงค้างคาใจ ด้วยตนเอง
การตัดสินใจในครั้งนี้กระจายออกไปให้คนอื่นรับรู้ในเวลา อันรวดเร็ว จูกัดเซี่ยวไป๋เห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ และได้มอบลูกเต๋า หลิวหลีให้เขาหนึ่งลูก พร้อมกำชับว่าหากต้องเผชิญกับภยันตราย ก็ ให้ใช้พละกำลังของลูกเต๋าเล่มนี้ช่วยคลี่คลาย
ในขณะเดียวกัน เขายังบอกอีกว่าหากเกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ขึ้นที่โรงพยาบาล ลูกเต๋าลูกนี้จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเขาให้ รับทราบทันที
‘ความเปลี่ยนแปลง’ ที่ว่านั้น อาจจะหมายถึงสภาวะอายุขัยของจู กัดเซี่ยวไป๋ที่อาจจะทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว หรืออาจจะเป็นเรื่องอื่น ๆ ภายในโรงพยาบาลจิตเวช หรืออาจจะไม่ใช่ทั้งสองอย่างเลยก็ได้
ทว่าหากถึงขั้นต้องส่งสัญญาณเรียกจ้าวอู่เจียงล่ะก็ เรื่องนั้นย่อม ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน
เฟิงฉางอี้ช่วยตรวจดวงชะตาและวางคำพยากรณ์ให้จ้าวอู่เจียง อีกครั้ง พร้อมกับคอยขัดขวางจู๋เสี่ยวหยินที่ดื้อดึงอยากจะร่วม เดินทางไปกับจ้าวอู่เจียงด้วย
การมุ่งหน้าไปยังดวงดาวต่าง ๆ ที่พินาศพังทลายไปแล้วเพื่อตาม หาเหล่าผู้รอดชีวิตและหาคำตอบของ ‘ส่วนพร่อง’ บนวิถีแห่งการเติม เติมนั้น นับเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความอันตรายถึงขีดสุด
น ้ายาวิวัฒนาการอาจจะทำอะไรจ้าวอู่เจียงไม่ได้ แต่ ‘ปราณ มรณะ’ จากดวงดาวที่เหี่ยวเฉาและกำลังจะดับสูญนั้น มีพลังในการ ทำลายล้างที่รุนแรงอย่างยิ่งต่อยอดฝีมือในขอบเขตดาราจักร
จ้าวอู่เจียงยังได้บอกปัดคำขอติดตามของลิลิธและเอลิซาด้วย ความหวังดี โดยกำชับให้พวกเธอพักรออยู่ที่นี่
อย่างน้อยที่สุด ดาวเทียนซื่อก็นับเป็นหนึ่งในหมู่ดาวที่แข็งแกร่ง ที่สุดของมรรคาตะวันออก เป็นดวงดาวที่รวบรวมคนจากทั้งสาม มรรคาเอาไว้ อีกทั้งยังมีระบบการป้องกันและการตรวจสอบความ ปลอดภัยที่หนาแน่น ในเวลาอันสั้นนี้น ้ายาวิวัฒนาการย่อมไม่มีทาง ล่วงล ้าเข้ามาได้ ที่นี่จึงนับว่าเป็นหนึ่งในเซฟเฮาส์เพียงไม่กี่แห่งที่
ปลอดภัยที่สุดในอาณาเขตของมรรคาตะวันออกปัจจุบัน
ครั้งนี้ จ้าวอู่เจียงได้กล่าวคำอำลากับซูฮัวอีอย่างจริงจัง
เหมือนกับในอดีตที่นานแสนนานมาแล้ว ยามที่พวกซูฮัวอีรอ คอยเขาอยู่ที่จวนซิงชิงหยวนในย่านเจียงตู่ของราชวงศ์ต้าเซี่ย ส่วน
เขามักจะต้องออกเดินทางไปในยุทธภพด้วยความรีบร้อน และทำ เพียงทิ้งคำกำชับสั้น ๆ เอาไว้เพียงไม่กี่ประโยค
แต่ทว่าคำกำชับสั้น ๆ เหล่านั้น กลับกลายเป็นการร ่าลาที่ดีที่สุด ระหว่างเขาทั้งสองคนเสมอมา
หลังจากบอกลากันเสร็จสิ้น ในวันเดียวกันนั้น จ้าวอู่เจียงก็ได้ ออกก้าวเดินไปตามเส้นทางที่จางมู่โจวเคยเดินผ่านมาก่อน เพียงแต่ ท่านจางเดินไปบนถนนใหญ่ ทว่าจ้าวอู่เจียงกลับเลือกใช้ทางสาย ย่อย
สำหรับจ้าวอู่เจียงในยามนี้ เพียงแค่ก้าวเดินบนทางย่อยก็ก็นับว่า เสี่ยงอันตรายอย่างมากแล้ว หากคิดจะก้าวไปบนมหามรรคาเดียวกับ ที่จางมู่โจวเคยบรรลุมรรคา ‘ขัดเกลาตนให้เป็นเซียนในความ โกลาหล’ มาก่อนในช่วงยุคสมัยที่สามล่ะก็ เกรงว่าเขาคงต้องมลาย กลายเป็นผงละอองขี้เถ้าไปในอึดใจเดียวแน่ ๆ
ในจังหวะที่จ้าวอู่เจียงถะยานกายขึ้นจากพื้นดินและพุ่งทะยานสู่ เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นนั้น สีหน้าของเฟิงฉางอี้และเซวียนหยวนซ วิ่นที่เฝ้ามองดูอยู่ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง แต่แล้วก็กลับมาขมวดคิ้วแน่น อีกครั้ง สภาวะจิตใจของพวกเขาในตอนนี้ไม่ได้สงบนิ่งเหมือนดัง เปลือกนอกที่แสดงออกมาเลย
จูกัดเซี่ยวไป๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางหรี่ตาจ้องมองเงาร่างของ จ้าวอู่เจียงที่ลับหายไป
‘ทำไมเขาถึงต้องยอมใช้ร่างกายตัวเองเสี่ยงลองยาแบบนั้นนะ? บางที… ในการเดินทางครั้งนี้ จ้าวอู่เจียงอาจจะได้พบกับคำตอบที่
แท้จริงก็ได้’
ลิลิธและเอลิซามีสีหน้าวิตกกังวล จู๋เสี่ยวหยินก็นั่งเซื่องซึมอย่าง ไม่สบอารมณ์ ทว่าเธอก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของเฟิงฉางอี้ เพราะใน สายเลือดเทพลมแล้วเฟิงฉางอี้คือผู้อาวุโส อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์ที่ดี กับท่านพ่อของเธอ ท่านหมอเฟิงคนนี้รักเธอมากแต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความเข้มงวดกับเธออย่างยิ่งเช่นกัน
มีเพียงซูฮัวอีที่สีหน้าไม่ได้แสดงความกังวลออกมาเลยแม้แต่ น้อย เธอยังคงง่วนอยู่อันการจัดการเรื่องราวมือไม้ให้คล่องตัว เหมือนกับในช่วงเวลาที่ผ่านมาในยามที่จ้าวอู่เจียงต้องท่องไปทั่วหล้า เธอไม่จำเป็นต้องห่วงอะไรทั้งนั้น เพราะเธอรู้ซึ้งแก่ใจดีว่าจ้าวอู่เจียงจะ เดินทางกลับมาหาเธออย่างปลอดภัยและราบรื่นแน่นอน
ทว่าในตอนนั้นจ้าวอู่เจียงยังเป็นเด็กหนุ่มผู้สง่างามบนอาชาที่
ผยองคึกคะนอง แต่ในยามนี้ชุดอันสง่างามได้ถูกสลัดทิ้ง อาชาคู่ใจก็ ไม่อยู่เคียงกายอีกแล้ว และเด็กหนุ่มในวันวานกลับมีความโศกเศร้า เข้าเกาะกินใจ
แต่ไม่เป็นไรหรอก
ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ พื้นที่นิรนามอันห่างไกล จางมู่โจวที่
กำลังเดินทอดน่องท่ามกลางดาราจักรอันกว้างใหญ่อมศาลได้ดึงรั้ง หมวกกุยเล้ยให้ต ่าลง เขาหันหลังกลับไปมองผ่านมิติที่ไร้ขอบเขต และเหมือนว่าจะมองเห็นเงาร่างของจ้าวอู่เจียงที่กำลังถะยานพุ่งขึ้นฟ้า มาในขณะนี้
พระองค์ยิ้มออกมาบาง ๆ จ้าวอู่เจียงได้กลายเป็นสหายเก่าของ พระองค์มาเนิ่นนานแล้ว และยังเป็นนักเดินทางที่นิ่งสนิทและร่อนเร่อยู่ ผู้เดียวเสมอ นับตั้งแต่วันที่พระองค์เคยมอบตั๋วเรือใบนั้นให้จนถึงบัดนี้
เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ท่ามกลางความโกลาหล ขัดเกลาตนให้ เป็นเซียน!
ในส่วนลึกของมิติเร้นลับใต้ตึกบริษัทอุตสาหกรรมหนักเฉิน หรือ อาคารหย่งเซิงเทคโนโลยี A1 จ้องมองไปยังสัตว์หลากสายพันธุ์ใน ของเหลวสีเหลืองดำภายในภาชนะกระจกขนาดยักษ์จำนวนมากที่
ตั้งอยู่ตรงหน้า เขาสัมผัสได้ถึงบางอย่าง คิ้วทรงดาบภายใต้หน้ากาก ขยับตัวยกขึ้น ก่อนจะเอ่ยพึมพำออกมาแผ่วเบาว่า:
“ขอให้การเดินทางราบรื่นนะ…”
พลังฝีมือในขอบเขตดาราจักร หากนำไปเปรียบเทียบกับเหล่าผู้ บำเพ็ญศาสตร์โบราณในระดับสามบุปผาห้าปราณ ขอบเขตสามภพ หรือแม้แต่เหล่าผู้วิวัฒนาการขั้นสุดยอดแล้ว ย่อมถือว่ามีคุณสมบัติ มากพอที่จะขานนามตนเองว่าเป็นเทพเจ้าแห่งจักรวาล
จ้าวอู่เจียงไม่ต้องอาศัยยานขนส่งดาราวิถีหรือพาหนะใด ๆ เขา สามารถก้าวเดินท่องไปในห้วงจักรวาลและดวงดาราได้ด้วยตนเอง
บนฝ่ามือของจ้าวอู่เจียงปรากฏภาพฉายโฮโลแกรมของพิกัด ดวงดาว ซึ่งเป็นแผนที่แสดงตำแหน่งดวงดาราของอาณาเขตพัน ดาราที่มีอยู่อย่างครบถ้วน บรรจุไว้ซึ่งข้อมูลสถานะและระดับของ ดวงดาวแต่ละดวง รวมถึงเขตอันตรายที่ยังไม่ถูกสำรวจอย่างชัดแจ้ง
ด้วยพิกัดดวงดาวนี้ แทบจะสามารถค้นหาข้อมูลทุกอย่างที่
ต้องการได้โดยไม่มีตกหล่น
ดวงดาวทุกดวง แม้แต่ดวงที่แห้งแล้งไร้ชีวิตและดับสูญไปเนิ่น นานแล้ว ต่างก็มีชื่อเรียกขานเป็นของตนเอง
จ้าวอู่เจียงสะบัดฝ่ามือเพียงแผ่วเบา ภาพฉายพิกัดดวงดาราก็พุ่ง ขึ้นโอบล้อมรอบกายเขาไว้ เขาหยัดยืนอยู่ท่ามกลางเงาของหมู่ ดวงดาวมากมายเหล่านั้น
จากนั้น เขาจึงเริ่มอาศัยความทรงจำส่วนตัว เพื่อพยายามคาด เดาตำแหน่งโดยประมาณของดวงดาวดวงที่เขาเคยอาศัยอยู่ก่อน หน้านี้
เขาเลือกใช้ดาวโม่ที่ตอนนี้ล่มสลายไปแล้วเป็นจุดพิกัดเริ่มต้น และเริ่มค้นหาอย่างไม่ลดละตามบริเวณรอบดวงดาวเหล่านั้น
แต่เป็นอย่างที่จูกัดเซี่ยวไป๋เคยพูดไว้ก่อนหน้า คือเขาหาบ้านไม่ เจอแล้ว
เขาไม่พบร่องรอยหรือความเกี่ยวข้องใด ๆ ที่ดูคล้ายคลึงกับดาว ดวงเดิมในฐานข้อมูลของดวงดาวดวงอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว
ไม่ใช่ว่าจะไม่มีดวงดาวที่มีอารยธรรมศาสตร์โบราณเพียว ๆ อยู่ เลย แต่ดวงดาวเหล่านั้นกลับไม่ใช่ดวงดาวดวงที่เขากำลังคะนึงหา
หากพิจารณาตามอาณาเขตพันดารา และข้อมูลที่เขาได้รับรู้ จากการย้อนความทรงจำภายในร่างของต่งอวี๋เกอทายาทเทพจู้หรง มาแล้ว ตามหลักเหตุผล ดวงดาวดวงเดิมของเขาควรจะอยู่ในพิกัด ของอาณาเขตพันดาราแห่งนี้สิ
แต่ตอนนี้มันกลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
เขาสงสัยว่า ‘หรืออาจจะมีผู้ทรงอิทธิพลใช้อำนาจที่มี ลอบแก้ไข ข้อมูลพิกัดดวงดาว และจงใจลบข้อมูลดวงดาวดวงนี้ทิ้งไปเสีย?’
ในความเป็นจริงดาวดวงนั้นน่าจะยังดำรงอยู่
แต่แม้แต่จูกัดเซี่ยวไป๋ที่ออกเดินทางตามหามาด้วยตนเองก็ยังไม่ พบ หรือว่าจะมีใครใช้พละกำลังอันลึกลับสวรรค์ทำการซ่อนเร้น ดวงดาวดวงนั้นไว้กันแน่?
จ้าวอู่เจียงมีความสงสัยวนเวียนอยู่มากมาย เขาจึงได้แต่ไล่ ตรวจสอบพิกัดดวงดาวไปเรื่อย ๆ
ทว่าไม่นานเขาก็เริ่มกลับมาสุขุมอีกครั้ง ในเมื่อเริ่มออกเดินทาง แล้ว เป้าหมายแรกที่เขาควรมุ่งไปคือดวงดาวที่ล่มสลายไปแล้ว เพื่อ ตามหาเหล่าผู้รอดชีวิต
เขาทำเครื่องหมายลงบนดาวที่อยู่ใกล้กับดาวเทียนซื่อที่สุดและ ได้รับผลกระทบจนพังพินาศไปแล้วดวงหนึ่ง พร้อมกับขมวดคิ้ว เล็กน้อย
ดาวดวงนี้เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือดาวเสี่ยวชางนั่นเอง