ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 206 ทำนายอนาคต
บทที่ 206 ทำนายอนาคต
“ผู้อาวุโส” จ้าวอู่เจียงกับกู้เหนียนหยวนรีบประสานมือทำความเคารพ ในขณะที่เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วโค้งตัวลงเล็กน้อย
ท่านย่าจินฮวาเป็นหนึ่งในเจ้าสำนักหุ่นเชิดอเวจี แม้หน้าตาจะดูแก่ชรา แต่ก็มีขั้นพลังอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ ได้รับความเคารพจากผู้คนมากมาย
และที่สำคัญก็คือราชันโอสถซุนซื่อหาวเป็นบุตรชายคนโตของนางเอง
ท่านย่าจินฮวาพยักหน้า แววตาเรืองรองอย่างผู้ที่เห็นโลกกว้างมามากมาย นางจ้องมองจ้าวอู่เจียง พลางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“โครงสร้างทางร่างกายของเจ้าดีมาก ระดับพลังก็ไม่ต่ำต้อย แต่โปรดระวังอย่าถูกผู้อื่นหลอกใช้โดยง่าย…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้จ้าวอู่เจียงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ในใจรู้สึกได้ถึงสังหรณ์อัปมงคล ชายหนุ่มจึงประสานมือ และโค้งคำนับให้แก่ท่านย่าจินฮวา
“ผู้น้อยจะจดจำเอาไว้ให้ดีขอรับ”
“เตาหลอมกระบี่ยากแท้ที่จะหาคู่ครอง การได้พบเจอคู่ครองจึงนับเป็นเรื่องประเสริฐยิ่ง” ท่านย่าจินฮวาชำเลืองมองกู้เหนียนหยวนพร้อมกับถอนหายใจ
กู้เหนียนหยวนรู้สึกปลาบปลื้มเล็กน้อยเมื่อได้รับสายตาเช่นนั้นจากท่านย่าจินฮวา
ดวงตาของจ้าวอู่เจียงสั่นไหว หรือท่านย่าจินฮวาจะมาที่นี่เพื่อส่งข้อความ?
“แล้วข้าล่ะเจ้าคะ?” ซือคงซิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาภายใต้หน้ากากทองแดงเบิกโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เจ้าหรือ?” ท่านย่าจินฮวาจ้องมอง พร้อมกับเคาะไม้เท้าเบา ๆ แล้วขมวดคิ้วทำหน้าดุ
“เสี่ยวซิง เจ้าต้องกลับไปกับย่า!”
ซือคงซิงกลอกตาทันทีเมื่อได้ยินว่าตนเองต้องกลับแล้ว นางรีบใช้สองมือกอดแขนจ้าวอู่เจียงไว้ และพยายามซ่อนใบหน้าอยู่ภายใต้หน้ากากต่อไป
“ท่านย่า ท่านจำคนผิดแล้ว ข้าไม่ใช่หลานสาวของท่าน…”
“แค่ก ๆๆ…” จ้าวอู่เจียงไอออกมาแห้ง ๆ
กู้เหนียนหยวนเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ท่านย่าจินฮวาหยุดชะงักไปเล็กน้อย และพบว่านี่เป็นเรื่องที่น่าขบขันจริง ๆ ซือคงซิงคิดหรือว่าเพียงสวมใส่หน้ากากแล้ว ตนจะจำนางไม่ได้หรือ? หญิงชราโน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย พลันเส้นไหมสีเงินก็พุ่งออกมาจากศีรษะของนาง เส้นไหมสีเงินเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือเส้นผมของหญิงชราเอง
เพียงพริบตาเดียว เส้นไหมเหล่านั้นก็พันรอบข้อมือ ข้อเท้าและช่วงเอวของซือคงซิง
“ข้าไม่กลับ!” ซือคงซิงร่ำร้องด้วยความดื้อรั้น แต่ก็ต้องปล่อยมือออกจากแขนของจ้าวอู่เจียงอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ หลังจากนั้น นางก็ถูกควบคุมให้เดินตรงกลับไปหาท่านย่าจินฮวาด้วยความไม่เต็มใจ
“ท่านย่าจินฮวา ข้าไม่กลับ”
“สถานที่นี้อันตรายเกินไป อยู่นานไม่ได้ กลับบ้านเถอะ” ท่านย่าจินฮวาพูดประโยคนี้ออกมา ท่านทั้งต้องการบอกซือคงซิง ขณะเดียวกันก็เป็นการบอกต่อจ้าวอู่เจียงและกู้เหนียนหยวนด้วย
“ข้าไม่กลับ ข้าจะอยู่คุ้มครองท่านอาจารย์!” ซือคงซิงถูกควบคุมให้มาหยุดยืนอยู่ข้างกายท่านย่าจินฮวา ขณะนี้ร่างกายของนางถูกท่านย่าควบคุมโดยสมบูรณ์
จ้าวอู่เจียงกับกู้เหนียนหยวนประสานมือทำความเคารพท่านย่าจินฮวา หญิงชราพยักหน้าให้ ก่อนจะพาตัวซือคงซิงจากไปในที่สุด
เหตุผลที่ท่านย่าจินฮวาเอ่ยคำเตือนแก่จ้าวอู่เจียง นั่นเป็นผลมาจากพฤติกรรมของซือคงซิง
ซือคงซิงยังคงเป็นเด็กน้อย นางมักจะติดตามซือคงปู๋เจี๋ยเข้าไปขุดสุสาน รวมไปถึงคอยปล้นคนรวยช่วยคนจน แม้ว่านางจะไม่ได้เข้าใจชีวิตในโลกกว้างอย่างแท้จริง แต่เด็กหญิงก็สามารถมองออกว่าสิ่งใดเป็นเรื่องดีสิ่งใดเป็นเรื่องเลว
เพราะฉะนั้น ในสายตาของท่านย่าจินฮวา ผู้ที่สามารถเข้าใกล้ชิดกับหลานสาวได้ต้องเป็นคนดีอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านย่าจินฮวายังเข้าใจว่านี่เป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต ชีวิตของคนเราบางครั้งก็ถูกกำหนดมาให้พบเจอกับความยากลำบาก นางสัมผัสได้ถึงอุปสรรคมากมายที่รออยู่เบื้องหน้าในเส้นทางชีวิตของจ้าวอู่เจียงกับกู้เหนียนหยวน เมื่อเอ่ยคำทำนายออกไปแล้ว หญิงชราจึงได้แต่ถอนหายใจ
บัดนี้ นางแก่ชรามากแล้ว ไม่ว่าโลกภายนอกจะเกิดสิ่งใดก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับนางอีก และก็คงไม่มีผู้ใดสนใจความคิดของนางด้วย
จ้าวอู่เจียงจ้องมองสองย่าหลานเดินจากไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด ตอนเขาออกเดินทางมาเมืองหวังโจวในครั้งนี้ จ้าวอู่เจียงรู้สึกเกิดสังหรณ์แปลกประหลาดไม่หยุดหย่อน และรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังแอบจับตามองตนอยู่ตลอดเวลา
…
ในที่สุด ทะเลไฟหน้าประตูสุสานก็ดับลง พร้อมกับการต่อสู้ที่เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
เซวียนหยวนอวี้เหิงผนึกกำลังกับเฒ่าขี้เมา จางอวิ๋นจงและพรรคพวกต่อสู้กับพวกของซือคงปู๋เจี๋ยที่ร่วมมือกับเจ้าสำนักคนอื่น ๆ
คมดาบคมกระบี่สะท้อนประกายแวววับ ตะขอเหล็ก หอกแหลมและขวานใหญ่ เช่นเดียวกับมือและเท้าต่างก็ถูกใช้เป็นอาวุธอย่างดุเดือด
เสียงกรีดร้องดังก้องในอากาศอย่างต่อเนื่อง แขนขาถูกตัดขาด บางคนทำได้เพียงร้องโหยหวน ขณะยกมือกุมหัวใจ ก่อนจะล้มลงไปบนพื้นดิน บางคนก็กระอักเลือดออกมาจากปากเงียบ ๆ ดวงตาพร่ามัว และหมดลมหายใจไปในที่สุด
บริเวณหน้าประตูทางเข้าสุสานมีศพคนตายนอนเกลื่อนกลาดทับถมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ศพเหล่านั้นต่างก็ตายในสภาพน่าอนาถ บางคนคว่ำหน้า บางคนแหงนหน้าเบิกตากว้าง จ้องมองท้องฟ้าอย่างไร้วิญญาณ
กลิ่นคาวเลือดตลบไปทั่วหุบเขา ม่านหมอกเลือดสาดกระจายในอากาศ มวลพลังกดดันของผู้คนสลายตัวลงไปไม่หยุดยั้ง
จ้าวอู่เจียงเฝ้าดูทุกอย่างด้วยสายตาเย็นชา มือยังคงจับมือกู้เหนียนหยวนไม่ยอมปล่อย แต่ในที่สุด เขาก็หมุนตัวเดินนำนางออกมาพร้อมด้วยพวกของเจี๋ยเอ้อร์ซานและเจี๋ยสือจิ่ว
เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของเซวียนหยวนอวี้เหิงกับซือคงปู๋เจี๋ยยังคงดังกึกก้องอยู่ทางด้านหลัง เช่นเดียวกับเสียงการปะทะกันของอาวุธ เสียงคมกระบี่ที่เฉือดเฉือนเนื้อคน เสียงกระดูกแตกหัก เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทรมาน และโกรธแค้น…
นอกจากนี้ ยังมีเสียงระเบิดตูมตามที่ทำให้พื้นดินของสุสานสั่นสะเทือน และเมื่อสิ้นสุดเสียงระเบิดนั้น ประตูสุสานก็เปิดออก
กลุ่มยอดฝีมือที่ยังคงเหลือรอดต่างก็ร้องตะโกนพร้อมกับโคจรพลัง แล้วพุ่งตัวเข้าไปด้านใน ท้องฟ้ายามรัตติกาลเบื้องบนคล้ายกับจะเกิดความสั่นไหว แม้แต่ดวงดาวก็หลบลี้หนีหายสิ้น
จ้าวอู่เจียงคล้ายกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาหันมองกลับไป และก็ได้ได้เห็นกลุ่มคนกำลังยื้อแย่งกันอยู่บริเวณหน้าประตูสุสาน เื่อจะเข้าไปด้านใน ขณะนั้นมีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกำลังวิ่งห่างออกมา คนผู้นั้นสวมใส่ชุดสีดำและสวมหมวกปีกกว้าง ทำให้มองเห็นหน้าตาได้ไม่ชัดเจน แต่จ้าวอู่เจียงก็รู้สึกได้ว่าสายตาของคนผู้นั้นกำลังจ้องมองมาที่เขาไม่ผิดแน่