ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2065 ม่านหมอกแห่งความฝัน
จ้าวอู่เจียงนิ่งฟังเงียบ ๆ แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่น ยักษ์ คำพูดของซีเหมินฉางชิ่งที่อ้างถึง A1 นั้น ให้ความรู้สึกแปลก ประหลาดราวกับกำลังแนะแนวทางบางอย่างแก่เขาอย่างมีนัยสำคัญ
การช่วงชิงพลังชีวิตของผู้อื่นเพื่อบรรลุความเป็นอมตะอย่างนั้น หรือ?
ถ้าเช่นนั้น การที่เขา จ้าวอู่เจียง ครอบครองวิชากลืนนภา ไม่ใช่ การดำเนินการช่วงชิงอย่างเป็นทางการและถูกต้องตามครรลองยิ่ง กว่าหรอกหรือ?
ไม่สิ… ในบริบทคำพูดของ A1 นั้น การช่วงชิงพลังชีวิตของคน อื่นน่าจะหมายถึงการทำลายล้าง เป็นการทำลายพลังชีวิตของผู้อื่น เพื่อเพาะพันธุ์ไวรัสให้ขยายตัวต่อไป?
นั่นคือการเป็นปรสิตต่างหาก
หรือว่าเป้าหมายของ A1 ก็คือการใช้ไวรัสพันธุกรรมเพื่อแพร่ เชื้อสู่ทุกคน จากนั้นก็ใช้ตัวเองเป็นปรสิตสิงสู่อยู่ในร่างกายของคน เหล่านั้น? แลกความตายของผู้อื่นเพื่อต่อลมหายใจให้ตนเอง? เพื่อที่จะบรรลุความเป็นอมตะอย่างนั้นหรือ?
คิ้วของจ้าวอู่เจียงขมวดเข้าหากันลึกขึ้น ทำไมรู้สึกว่าวิธีการ แบบนี้ช่างคุ้นเคย เคยเห็นอะไรที่คล้ายคลึงกันที่ไหนมาก่อน
สายรัดข้อมือสั่นเบา ๆ ดึงจ้าวอู่เจียงให้ตื่นจากภวังค์ความคิด เขากวาดสายตาดูข้อความบนกำไลแล้วคิดในใจว่า ประสิทธิภาพ การทำงานของเซวียนหยวนซวิ่นนั้นรวดเร็วทันใจดีแท้
เพิ่งผ่านไปไม่นาน เซวียนหยวนซวิ่นก็ตอบกลับมาว่าทุกอย่าง เรียบร้อยแล้ว
ในขณะเดียวกัน เขาก็เกิดความสงสัยอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือคำพูด ที่เขาลองหยั่งเชิงเซวียนหยวนซวิ่นเมื่อไม่นานมานี้ เซวียนหยวนซวิ่น ไม่ได้ตอบตรง ๆ ทำให้การคาดเดาในใจของเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาให้เขาไตร่ตรองและจัดระเบียบการคาดเดาที่มี อยู่อย่างละเอียด สิ่งสำคัญคือการแก้ไขปัญหาตรงหน้าก่อน
เขารีบเรียกสวี่คุนมาแจ้งว่า ปัญหาที่ดาวเทียนซื่อนั้นได้รับการ แก้ไขชั่วคราวแล้ว พอรุ่งเช้าก็สามารถออกเดินทางได้
สวี่คุนเห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นขึ้นมา เริ่มกดที่สายรัดข้อมือเพื่อฉาย หน้าจอเสมือน แจ้งให้ผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ ในที่หลบภัยเตรียมตัวให้ พร้อม
ปัญหาเรื่องการออกเดินทาง ตั้งแต่หลังจากเฮอร์เกน ไกส์ เสียชีวิตและหยุดยั้งผู้ติดเชื้อที่แข็งแกร่งในความมืดได้แล้ว จ้าวอู่เจียง ก็ได้หารือกับพวกสวี่คุนไว้ก่อนแล้ว
ขอเพียงทางด้านดาวเทียนซื่อจัดการเรียบร้อย เมื่อถึงเวลาที่
เหมาะสมในเร็ว ๆ นี้ ทุกคนก็จะโดยสารเรือดารามุ่งหน้าไปยังดาว
เทียนซื่อ ต่อให้จะต้องถูกกักตัวหรือต้องผ่านการตรวจสอบที่ยุ่งยาก ซับซ้อนเพียงใดก็ไม่สำคัญ
ราบใดที่ดาวเทียนซื่อยินยอมรับตัวไว้ ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา
ส่วนจ้าวอู่เจียงและซีเหมินฉางชิ่งจะรับผิดชอบในการคุ้มกันคน เหล่านี้ไปถึงดาวเทียนซื่อ ในขณะเดียวกันจ้าวอู่เจียงก็เป็นเหมือน หลักฐานยืนยันว่าเป็นคนเป็นที่ผ่านการตรวจสอบจากดาวเทียนซื่อ ด้วย
ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สวี่คุนเดินวุ่นไป ทั่วเพื่อจัดเตรียมและสั่งการเรื่องการอพยพต่าง ๆ
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวของไวรัสพันธุกรรมมาได้ สวี่คุนก็ เติบโตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ราวกับว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ เขาได้ เติบโตขึ้นถึงสองปีครึ่งเลยทีเดียว
จัดการกับเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว และยังมีความน่าเกรง ขามอยู่ไม่น้อย
ประกอบกับการที่สวี่คุนได้ให้ที่หลบภัยแก่คนมากมายในช่วงที่
ภัยพิบัติแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในใจของทุกคน ผู้นำที่นี่ตั้งแต่ต้น จนจบคือสวี่คุนผู้มีพลังไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ไม่ใช่จ้าวอู่เจียงและซี เหมินฉางชิ่งที่มาช่วยเหลือทุกคน
ถึงแม้จ้าวอู่เจียงจะมีพลังแข็งแกร่งแค่ไหน ทุกคนก็แค่เกรงกลัว เท่านั้น แต่สำหรับสวี่คุน ทุกคนรู้สึกเคารพมากกว่า
สวี่คุน โอตาคุหนุ่มที่ภายนอกดูเหมือนจะลามกและไม่ได้เรื่องคน นี้ ในช่วงเวลาคับขันกลับพึ่งพาได้มากกว่าใครหลายคนนัก
สวี่คุนสั่งการงานเก็บกวาดต่าง ๆ โดยกำชับว่าสถานที่ลี้ภัยแห่งนี้
เพียงแค่ต้องปิดตายอย่างแน่นหนาแต่ไม่ต้องทำลายทิ้ง ซึ่งถือเป็น การเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้ให้ทุกคนอย่างไม่เปิดเผย
หากเกิดสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงขึ้น พวกเขาจะได้ไม่จนมุมและ ถูกผู้ติดเชื้อล้อมไว้
ส่วนจ้าวอู่เจียงเดินทอดน่องช้า ๆ คอยสังเกตการสั่งการของสวี่คุ นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่เข้าไปพูดแทรกหรือสอดมือเข้าไปยุ่ง
หากเขาใช้พลังวิเศษ จะทำให้ทุกคนเตรียมการได้เร็วขึ้นมาก แต่ เขาก็ไม่ได้ใช้
ความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ทำให้เขารู้ดีว่า ยิ่งในยามคับ ขัน ก่อนการอพยพครั้งใหญ่หรือเหตุการณ์สำคัญ ยิ่งต้องทำอะไร บางอย่าง ให้ตัวเองได้ยุ่งวุ่นวาย จิตใจถึงจะสงบมั่นคงขึ้น
หากวันพรุ่งนี้ไม่ต้องรอนแรมไปไหน และไม่ได้มีอะไรแตกต่างไป จากวันนี้ เช่นนั้นก็เพียงแค่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบสงบ ไม่ต้องทำอะไรเลยย่อมเป็นเรื่องดี แต่ทว่าในยามนี้ สำหรับผู้คน ทั้งหลายแล้ว ความเงียบงันคือความว่างเปล่า และความว่างเปล่าก็ นำมาซึ่งความไม่มั่นคงในจิตใจ
เพียงแต่ความเฉื่อยชาของจ้าวอู่เจียงดูจะเข้ากับความวุ่นวาย ของฝูงชนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นวันพรุ่งนี้ วันมะรืน หรือในอนาคต ดูเหมือนว่าสำหรับ เขาแล้ว ทุกอย่างล้วนไม่แตกต่างกัน
เขาไม่จำเป็นต้องยุ่งวุ่นวายมากนัก ในหลายสถานการณ์ ไม่ว่า จะอยู่เฉย ๆ ทำอะไรบางอย่าง หรือวิ่งวุ่น เขาก็ยังคงรู้สึกไม่สงบอยู่ดี
วันเวลาผ่านไปเรียบเฉยเหมือนสายน ้า แต่เป็นเหมือนน ้าเย็น เฉียบที่ไหลเชี่ยวใต้ผิวน ้าแข็งของทะเลสาบในฤดูหนาว
ความผันผวนและเรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นเพียงเมฆหมอกที่ผ่าน มาแล้วผ่านไป
เรื่องที่ผ่านไปไม่ได้…สุดท้ายก็ผ่านพ้นไป ส่วนเรื่องที่ผ่านพ้นไป แล้ว…ก็ล้วนกลายเป็นอดีตไปหมดสิ้น
เขาดูเหมือนจะยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และยอมรับทุกสิ่ง ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองในอนาคต
และดูเหมือนว่า ในสวรรค์และพื้นพิภพ ในโลกนี้ ในจักรวาลอัน กว้างใหญ่นี้ มีม่านกรองบาง ๆ ชั้นหนึ่งที่คลุมอยู่เหนือตัวเขา ตลอดเวลา
ภายใต้การครอบงำของฟิลเตอร์นี้ ดูเหมือนว่าไม่ว่าเขาจะทำ อย่างไร ก็มักจะพบเจอแต่เรื่องอัปมงคล ความสมเหตุสมผลอัน เปราะบาง และความรู้สึกที่… พร่าเลือน… ราวกับความฝัน…