ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2095 ความคุ้นเคยและความห่างเหิน
ที่แท้แล้ว ก่อนที่ทุกสิ่งจะกลับคืนสู่ผืนดิน ฝุ่นกลับคืนสู่ฝุ่น ดิน กลับคืนสู่ดิน การได้โอบกอดคนที่รักที่สุด มันอุ่นใจเช่นนี้เอง
ดวงตาและคิ้วของซูฮัวอีโค้งมนเล็กน้อย ความรักอันเปี่ยมล้น หลั่งไหลออกมาพร้อมกับสายตา หยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบน แก้มของจ้าวอู่เจียง
หญิงงามผมขาวโพลน หลั่งน ้าตาใสเป็นสองสาย ใบหน้าดูราว กับดอกสาลี่ที่ต้องสายฝนอันเย็นเยียบ นางประทับจูบลงบนตัวจ้าวอู่ เจียงอย่างหนักแน่น
ความรักทำให้คนสวมกอดกัน และทำให้อาลัยอาวรณ์มิอยาก พรากจาก
ณ ที่ไกลโพ้นนอกท้องฟ้าดาว ภายในของเหลวสีเหลืองอำพัน ท่ามกลางดวงดาวอันกว้างใหญ่ จูกัดเซี่ยวไป๋คุกเข่านั่งอยู่หน้าแผ่น ศิลาจารึก โอบกอดคนรักที่จากไปอย่างสงบแล้วอย่างแน่นแฟ้น
เขากระซิบพร ่าเพ้อ บอกเล่าเรื่องราวในหนหลัง ตั้งแต่วัยเยาว์จน เติบใหญ่ จากคำสัญญาจนถึงถ้อยคำแห่งความโหยหาที่ฝังลึกเข้าถึง กระดูก เขาพูดอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ราวกับมีถ้อยคำมากมายที่ไม่มี วันกล่าวจบ
“เสี่ยวฮวา…” ริมฝีปากของเขาสั่นระริกขณะจุมพิตลงบนป้าย สุสานที่เย็นเฉียบพลางเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“จูกัดเซี่ยวไป๋จะอยู่กับจูกัดเสี่ยวฮวาตลอดไปชั่วนิรันดร์”
เขาคุกเข่าอยู่ตรงนั้นนานเท่าใดมิอาจทราบได้ ก่อนจะลุกขึ้น อย่างสั่นเทา รูปลักษณ์เด็กหนุ่มที่เคยคงไว้เสมอมากลับแก่ชราลง อย่างรวดเร็ว เขาหันหลังแล้วพุ่งทะยานออกไปสู่ภายนอกดวงดาว
เขาจะไปส่งจ้าวอู่เจียงเป็นครั้งสุดท้าย
เขาคงจะป่วยเสียแล้ว ไม่ว่าจะท่าไหนก็นอนไม่หลับ จึงยันกาย ลุกขึ้นนั่งแล้วจุดบุหรี่ขึ้นสูบหนึ่งมวน ความเศร้าโศกจู่โจมเข้ามาโดย ไร้สาเหตุ สุนัขนอกลานบ้านเห่าหอนกันระงม เขาเองก็เลยเห่าหอน ตามมันไปเสียอย่างนั้น
สุนัขตัวหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามา มันเอียงคอแล้วจ้องมองเขา ด้วยความฉงน
“บรู๊ววว?” มันไม่เหมือนสุนัข มันเป็นหมาป่าตัวหนึ่ง ขนสีขาว โพลน ดวงตาใสแจ๋วแต่โง่เขลา ราวกับจะถามว่า จ้าวอู่เจียง เจ้าจะมา เห่าเป็นหมาทำไม?
แน่นอนว่าน ้าเสียงของมันคือความสงสัย ไม่ใช่การตั้งคำถามเอา ความ
จ้าวอู่เจียงสูบบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ มองผ่านประตูที่เปิดแง้มอยู่ เห็นผู้คนกำลังหยอกล้อเล่นกันอยู่ในลานบ้าน
มีจิ้งเอ๋อร์ มีหลินหลาง มีฮัวอี มีเสี่ยวจิ่น มีชิงเอ๋อร์… มีนางงาม ทั้งหลายของเขา
ท่ามกลางกลุ่มควันบุหรี่ที่อบอวล เขาได้ยินคำถามของเสี่ยวไป๋ จึงยิ้มออกมาแล้วกดดับก้นบุหรี่ลงบนกลางฝ่ามือของตนเอง เสียงดัง ฉ่าพร้อมกับรอยไหม้พุพองที่ประทับลงเป็นแผล
ทว่าเขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาของเขาเอ่อ ล้นด้วยหยาดน ้าตา ขณะโอบกอดคอของเสี่ยวไป๋อย่างแผ่วเบาแล้ว เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“นั่นก็เป็นฝัน นี่ก็เป็นฝัน…”
แล้วความฝันก็พลันสลาย เขาลืมตาโพลงขึ้นมา
เพดานที่มืดมิดแท้จริงคือม่านมุ้งบนเตียง ข้างกายเขามีคนผู้หนึ่ง กำลังหลับใหลอยู่ เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอันงดงามได้รำไร
คนที่กำลังหลับลึกถูกรบกวนจากการขยับตัวของเขาจนตื่น ขึ้นมาด้วยความงัวเงีย
“อู๋เจียง? อืม? นายฝันอีกแล้วเหรอ?”
นั่นคือเสียงของจิ้งเอ๋อร์ ทั้งนุ่มนวล ทั้งเย็นชา และดูหลอกลวง
เขาสะบัดหยาดน ้าตาที่หางตาออก ความเศร้าโศกที่อธิบายไม่ ถูกท่วมท้นอยู่ในใจ
เขาลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหันอีกครั้ง ดิ้นรนหลุดพ้นจาก พันธนาการของฝันซ้อนฝัน เบื้องหน้าเขายังคงมืดมิด แต่คราวนี้เขา ได้กลิ่นหอมกรุ่นและสัมผัสได้ถึงไออุ่น
ที่แท้ใบหน้าของเขาซุกซบอยู่กับทรวงอกอันอวบอิ่มของซูฮัวอี… ยังดีที่ครั้งนี้คือเรื่องจริง
จ้าวอู่เจียงตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของหญิงงาม
ยามวิกาลภายนอกเงียบสงัด
เขาไม่ได้ขยับเขยื้อนกาย นอกจากจะปรารถนาจะดื่มด ่ากับไอ อุ่นอันอ่อนนุ่มแล้ว เขายังไม่ต้องการรบกวนการหลับลึกของฮัวอีอีก ด้วย
มือขวาของเขาโอบเกี่ยวเอวบางของฮัวอีอย่างแผ่วเบา พลางสูด ลมหายใจเข้าลึกและยาว
กลิ่นอายอันคุ้นเคยนี้ทำให้เขารู้สึกสงบใจ
นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มสงสัยว่าทุกสรรพสิ่งในอาณาเขตพันดาราเป็น เพียงความฝัน และนับตั้งแต่ที่เขาค้นพบคำบอกใบ้รวมถึงหลักฐานที่
มากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้นเกือบทุกครั้งที่เขาหลับใหล เขามักจะถลำ ลึกเข้าไปในวังวนของฝันซ้อนฝันโดยไม่ตั้งใจ
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก เขาทำได้เพียงอาศัยผู้คน รอบข้างเพื่อตัดสินว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน และยังคงติดอยู่ในความฝัน หรือไม่
จู่ ๆ เขาก็เกิดความวิตกกังวลขึ้นมา และในไม่ช้าเขาก็พบความ จริงบางอย่าง ดูเหมือนว่าเขาจะสูญเสียอารมณ์ความรู้สึกและ บุคลิกภาพไปมากมาย จนเขาเริ่มมองไม่เห็นตัวตนของตัวเองชัดเจน ขึ้นทุกที
เขาเริ่มเกิดความสงสัยในตัวเองเสียแล้ว
ความคิดที่สับสนวุ่นวายยังคงดำเนินต่อไป จ้าวอู่เจียงไม่ได้ข่ม ตาหลับลงอีกเลย
เขาทำเพียงสวมกอดกับฮัวอีอยู่อย่างเงียบสงบเช่นนั้น เพื่อ พักผ่อนให้เต็มที่
จนกระทั่งวันใหม่มาถึง
ช่างน่าเวทนานักที่เขาไม่มีโอกาสได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยดี ก็ ต้องเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้ง
และในวันเดียวกันนั้นเอง “ลมร้อนแห่งความตาย” ในจักรวาลที่
สามารถเป่าดับเปลวไฟแห่งชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้ ก็พัดพาเข้าปกคลุม ไปทั่วอาณาเขตพันดาราอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวของเหล่าผู้คนในยุคที่แปด ได้ดำเนินมาถึงบทสรุปที่ไม่ อาจย้อนคืนได้แล้ว
……
ณ ลานบ้านหลังเล็ก
จ้าวอู่เจียงที่กำลังทานมื้อเช้าอย่างเนิบช้านั้นดูใจลอย ตั้งแต่ เช้าตรู่ของวันนี้ เขาได้เห็นข้อความที่ปรากฏบนม้วนคัมภีร์หนังแกะ แล้ว
ข้อความนี้ส่งมาจากภายในสิบสองเทวสถานเมื่อวานนี้ เป็นการ เชื้อเชิญให้เขาเข้าร่วมในบททดสอบของเทวสถานเทพแห่งห้วง อวกาศ
“ปัง!” เซวียนหยวนซวิ่นมานั่งลงตูมเดียว ก้นกระแทกลงบนเก้าอี้
ไม้ดังปังหนึ่งที แล้วก็มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามมา
จ้าวอู่เจียงชำเลืองมองไปที่เซวียนหยวนซวิ่น
“เจอแล้ว” เซวียนหยวนซวิ่นหยิบขนมปังขึ้นมาชิ้นหนึ่งอย่างไม่ ใส่ใจ กัดไปสองคำ แล้วพยักหน้าต่อเนื่องพร้อมอืมหลายเสียง
“ฝีมือเสี่ยวซู ไม่เลวเลยจริง ๆ ”
ซูฮัวอีที่อยู่ข้าง ๆ ได้แต่ยิ้มเล็กน้อย
“ตอนนี้เจออยู่สองแห่งที่มีพลังในการชุบชีวิตจริง ๆ ” ซวน หยวนซวิ่นและคนอื่น ๆ ได้รับคำไหว้วานจากจ้าวอู่เจียงให้ช่วยตาม
หาดวงวิญญาณของซวนหยวนจิ้ง รวมถึงสถานที่หรือพลังที่จะ สามารถปลุกเหล่าภูตพรายที่หลับใหลให้ฟื้นคืนมาได้ เพียงแค่ผ่าน ไปหนึ่งวันสั้น ๆ ก็มีความคืบหน้าบางอย่างแล้ว
จ้าวอู่เจียงตั้งใจจะหลอมสกัดยาแปดเม็ดที่ได้มาจากมิติเปลว เพลิงแห่งจิตใจของชื่อมู่จื่อต่อไป แต่กลับพบว่ายาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะ หลอมสกัดได้สำเร็จในเวลาอันสั้นเลย
ขนาดชื่อมู่จื่อใช้เวลาเกือบทั้งยุคสมัยยังไม่สามารถกลั่นพวกมัน ได้สำเร็จ นับประสาอะไรกับพวกเขาล่ะ
“สถานที่แรก แน่นอนว่าต้องเป็นสำนักงานปราบปีศาจเทพ สายฟ้าห้าทิศ….” เซวียนหยวนซวิ่นพูดพร้อมรอยยิ้ม
“สำนักงานปราบปีศาจสยบปีศาจมานานหลายปี พลังปีศาจที่
ตกค้างรวมถึงพลังธาตุไม้ในสายฟ้ามีอยู่มหาศาล ไม่แน่ว่าอาจจะ ช่วยซ่อมแซมจิตภูตให้เจ้าได้ ส่วนอีกสถานที่หนึ่งน่ะหรือ… ก็คือสิบ สองเทวสถานนั่นเอง”
“ภายในเทวสถานเทพแห่งห้วงอวกาศของสิบสองเทวสถาน มี เรือโนอาห์อยู่ลำหนึ่ง”
“ภายในเรือโนอาห์นั้นซุกซ่อนพลังชนิดหนึ่งไว้ ว่ากันว่ามาจาก สสารพิเศษบางอย่างในพลังเทพ ซึ่งสามารถซ่อมแซมได้ทุกสรรพ สิ่ง… แน่นอนว่านั่นก็แค่คำเล่าลือ…”
“นอกจากนี้ เรื่องของซวนหยวนจิ้ง… ยังคงไม่มีข่าวคราว… เวลา ที่ใช้มันสั้นเกินไป บางทีถ้าให้เวลานานกว่านี้อีกหน่อย และขยาย ขอบเขตการค้นหาไปทั่วทั้งอาณาเขตพันดารา ก็น่าจะหาพบ”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า
“สิบสองเทวสถานส่งข่าวมาแล้ว บททดสอบจะเริ่มต้นขึ้นในวัน พรุ่งนี้”
“นี่มันบังเอิญพอดีเลยไหมล่ะ?” เซวียนหยวนซวิ่นหัวเราะฮ่าฮ่า จากนั้นเหลือบไปเห็นสายตาของจ้าวอู่เจียงเขาก็ไอแห้งขึ้นมาครั้ง หนึ่ง
“ความจริงคือพวกเราล่วงรู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว”
เมื่อคืนที่ผ่านมา ข่าวความสั่นสะเทือนในมรรคาตะวันตกได้ล่วงรู้ ไปถึงหูของเหล่าตาเฒ่าทั้งหลายแล้ว เพียงแค่คาดคะเนเล็กน้อย พวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่ามรรคาตะวันตก โดยเฉพาะสิบสองเทวสถาน กำลังจะทำสิ่งใดต่อไป
“พวกเราจะไปกับนายแน่นอน!” เซวียนหยวนซวิ่นรู้ดีถึง ความสำคัญของจ้าวอู่เจียงเขาพูดอย่างจริงจัง
“สถานะแห่งเทพนั้นเป็นเรื่องรอง พลังเทพจะเอามาได้หรือไม่นั้น ก็สุดแท้แต่จะรับได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือตอนนี้พวกเราต้องคุ้มครอง ความปลอดภัยนาย นายตอนนี้ห้ามล้มลงที่นี่เด็ดขาด เกิดสิบสอง เทวสถานมีแผนลวงล่ะ?”