ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 231 ชนจอกสุรา
บทที่ 231 ชนจอกสุรา
ภายในห้องจัดเลี้ยงเต็มไปด้วยกลุ่มคนยอดฝีมือจากสำนักมากมายในนครหลวง
เมื่อเห็นจ้าวอู่เจียงเดินเคียงข้างเข้ามากับเจ้าสำนักสมุทรหลวง ทุกคนก็ตกตะลึง และเริ่มคาดเดาถึงตัวตนของบุรุษในหน้ากากทองแดงไปต่าง ๆ นานา
ยังดูอายุน้อย ทั้งยังไม่มีชื่อเสียง แล้วเขาสามารถเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านเจ้าสำนักสมุทรหลวงได้อย่างไร
นั่นหมายความว่าชายหนุ่มผู้นี้ต้องมีผู้หนุนหลังที่ยิ่งใหญ่เป็นแน่
ผู้คนต่างก็ประสานมือทำความเคารพจ้าวอู่เจียงโดยไม่ลังเล ชายหนุุ่มก็ประสานมือทำความเคารพตอบกลับไปด้วยท่าทางไม่อ่อนน้อม แต่ก็ไม่แข็งกร้าวเช่นกัน
จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่โต๊ะเดียวกับเจ้าสำนักสมุทรหลวง และในโต๊ะเดียวกันนี้ ก็ยังมีรองเจ้าสำนักทั้งสองของสำนักเสียงสวรรค์ และผู้อาวุโสทั้งสามจากสำนักเทียมฟ้าอีกด้วย
…
ถึงยามเที่ยงแล้ว
ภายในห้องจัดเลี้ยงเต็มไปด้วยยอดฝีมือจากสำนักใหญ่
นครหลวงมีอาณาเขตกว้างใหญ่และสำนักใต้ดินก็ไม่ใช่จะจำกัดวงอยู่แค่ในตัวเมืองเท่านั้น
ในการประชุมครั้งนี้ บรรดาสำนักใต้ดินที่อยู่ในรัศมีห้าสิบลี้รอบนครหลวงต่างก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้น
สำนักสมุทรหลวง สำนักเสียงสวรรค์และสำนักเทียมฟ้า พวกเขาเป็นสามสำนักใหญ่ในนครหลวง งานเลี้ยงเริ่มด้วยการประกาศว่ากฎระเบียบทุกอย่างยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีการเพิ่มกฎระเบียบอีกเล็กน้อยเข้ามาก็ตาม ต่อจากนั้น ก็เป็นการเอ่ยถึงวิสัยทัศน์เรื่องการกอบโกยผลกำไร ฯลฯ
หลังจากนั้น แขกในงานก็เริ่มชนจอกดื่มสุรา พูดคุยส่งเสียงหัวเราะภายใต้บรรยากาศที่สดใสชื่นมื่น
แล้วบรรดาผู้คนที่คาดเดาตัวตนของจ้าวอู่เจียงและพิศวงสงสัยว่าหน้าตาที่อยู่ภายใต้หน้ากากทองแดงจะเป็นอย่างไร ก็ได้ไขข้้อสงสัยของตน เมื่อชายหนุ่มปลดหน้ากากออกมาในที่สุด
เขามีหน้าตาที่หล่อเหลา คิ้วเข้ม และมีรอยยิ้มอ่อนโยน
หน้าตายังอ่อนเยาว์นัก
นับเป็นบุรุษหนุ่มผู้โดดเด่นอย่างแท้จริง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าภายใต้หน้ากากของเจ้าสำนักไร้ขอบเขตนั้นจะเป็นบุรุษที่หล่อเหลาถึงเพียงนี้
เมื่อจ้าวอู่เจียงถอดหน้ากากออก ดวงตาของไห่ไป๋ฉวนเจ้าสำนักสมุทรหลวงก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง เดิมทีเขาเข้าใจว่าเจ้าสำนักที่มีผู้หนุนหลังยิ่งใหญ่นั้น อย่างน้อยก็ต้องเป็นชายวัยกลางคนที่มากประสบการณ์
คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นบุรุษหนุ่มที่มีความเยาว์วัยจนน่าตกใจขนาดนี้
ความเจ็บปวดปรากฏขึ้นในหัวใจของไห่ไป๋ฉวนเล็กน้อย ทายาทของเขาก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบุรุษหนุ่มผู้นี้ แต่กลับไม่ได้เรื่องได้ราว ในขณะที่จ้าวอู่เจียงมีสถานะเป็นถึงเจ้าสำนัก และไม่อาจประเมินความแข็งแกร่งของเขาต่ำเกินไปได้เลย
ทว่าผู้ที่ตกใจมากที่สุดกลับเป็นสองผู้อาวุโสจากสำนักเสียงสวรรค์ ตอนแรกพวกเขากำลังกินดื่มสุราและอาหารอย่างสบายอารมณ์ แต่เมื่อเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของจ้าวอู่เจียง ทั้งสองคนก็เกือบจะสำลักอาหารตายแล้ว
ไม่มีเหตุผลใดอีกนอกจากพวกเขาจดจำจ้าวอู่เจียงได้ และพวกเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใดในนครหลวง…
ภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยเสียงถอนหายใจ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงและนึกอิจฉาอนาคตที่ยาวไกลของจ้าวอู่เจียง
แต่เมื่อมีคนอิจฉา ก็ย่อมต้องมีคนที่เหยียดหยามเช่นกัน เหยียดหยามที่จ้าวอู่เจียงเป็นได้เพียงหุ่นเชิดของคนอื่น เพราะพวกเขามั่นใจว่าผู้กุมอำนาจที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน…
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีตัวแทนจากสำนักต่าง ๆ มาดื่มคำนับให้แก่จ้าวอู่เจียงถึงโต๊ะอาหาร เพื่อแสดงเจตนาอันดี
บุรุษหนุ่มอนาคตไกลเช่นนี้ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนให้เข้ามาผูกมิตรเป็นธรรมดา
จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับตอบทุกคนกลับไป กรอกสุราเข้าปากอย่างต่อเนื่อง สุราต่างกลายเป็นคลื่นพลังร้อนผ่าว กลิ่นของมันเริ่มลอยออกมาจากใบหน้าของเขาแล้ว
การดื่มสุราและรับประทานอาหารดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ
“สหาย ช่วงฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะผ่านไปแล้ว อีกไม่กี่วัน บรรดาคนหนุ่มจากเมืองต่าง ๆ ก็จะเดินทางมาที่นครหลวงเพื่อทำการสอบคัดเลือกช่วงฤดูใบไม้ผลิ*[1] หรือไม่บางคนก็จะเดินทางมาท่องเที่ยวในนครหลวง ส่วนท่านกับข้าก่อตั้งสำนักอยู่ในนครหลวง พวกเราแตกต่างจากผู้คนในยุทธภพ สิ่งที่พวกเรากระทำไม่ใช่การฆ่าคน”
ไห่ไป๋ฉวนยกจอกสุราขึ้นสูง
“พวกเราไม่ใช่คนโหดร้ายอำมหิต พวกเราไม่นิยมใช้ความรุนแรง แต่พวกเราต้องการดำรงตนเป็นผู้ที่เจริญแล้วอย่างแท้จริง บางครั้งการเจรจาก็ยุติปัญหาได้โดยไม่ต้องใช้การฆ่าฟัน บัดนี้เมื่อพวกเรามีเวลามาดื่มกินอยู่ด้วยกัน ก็จงปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งในหัวใจออกไป มาแต่งบทกวีระบายความในใจกันหน่อยดีหรือไม่?”
ตัวแทนจากหลายสำนักส่งเสียงสนับสนุนทันที
“ประเสริฐ สุราเลิศรสกับบทกวีงดงาม หากดื่มสุราแล้วไม่แต่งบทกวี เช่นนั้นจะดื่มสุราไปเพื่ออะไรกัน?”
“พวกเราร่ำสุรากันถึงขนาดนี้ จิตใจกำลังเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง หากไม่ได้แต่งบทกวี ก็ถือว่าข้าน้อยโง่เขลาเกินไปแล้ว”
“ผู้ใดบอกว่าพวกเราดีแต่รู้จักฆ่าคน? ที่นี่คือนครหลวง พวกเราเป็นผู้เจริญแล้ว ไม่นิยมการใช้ความรุนแรงแม้แต่น้อย!”
“เจ้าสำนักไห่ พวกเรากำลังรอรับฟัง เชิญท่านแต่งบทกวีเป็นคนแรก….”
“แหม ท่านเจ้าสำนักไห่มีพรสวรรค์เรื่องการแต่งบทกวีอยู่แล้ว พวกเราในงานเลี้ยงครั้งนี้มีผู้ใดสามารถต่อกรกับท่านได้บ้าง? หากให้ท่านแต่งบทกวีก่อน บทกวีของพวกเราจะไม่หมองหม่นเอาหรือ?”
“…”
จ้าวอู่เจียงหรี่ตาลงเล็กน้อย ขณะนี้รองเจ้าสำนักเสียงสวรรค์ทั้งสองคนก็ยิ้มแย้มออกมา และอธิบายให้ฟังว่าไห่ไป๋ฉวนในวัยหนุ่มนั้นเป็นบัณฑิตมากพรสวรรค์ทีเดียว
บัดนี้เมื่อเขาผันตัวมาเป็นเจ้าสำนักสมุทรหลวง เขาก็ได้แต่งบทกวีในงานเลี้ยงประจำปีของกลุ่มสำนักใต้ดินอยู่เสมอ ไม่ใช่แต่เพียงเพื่อระบายอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงพรสวรรค์ของตนเองอีกด้วย
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า… มิน่าเล่า ไห่ไป๋ฉวนยังไม่ทันได้แต่งบทกวี ทุกคนก็พากันชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันแล้ว ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
ไห่ไป๋ฉวนกระแอมไอ ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียง หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มต้นแต่งบทกวี
หลังจากที่ไห่ไป๋ฉวนแต่งบทกวีเสร็จแล้ว ผู้คนก็พากันชื่นชมด้วยความประจบประแจง ว่ากันว่านี่เป็นสุดยอดบทกวีระดับบรมครู ผู้คนมากมายต่างก็นำสุรามาดื่มคำนับให้ด้วยความเคารพยกย่อง บางคนเป็นถึงข้าราชการอยู่ในวังหลวงและรับใช้กองทัพด้วยซ้ำ…
ไห่ไป๋ฉวนตอบรับทุกคนด้วยรอยยิ้มกว้าง แสดงจิตใจที่เมตตาของตนเอง แต่จ้าวอู่เจียงก็ดูออกว่าชายชรากำลังมีความสุขไปกับคำเยินยอเหล่านั้นต่างหาก
[1] การสอบคัดเลือกช่วงฤดูใบไม้ผลิ คือ การสอบบรรจุขุนนางบนท้องพระโรง โดยมีฮ่องเต้เป็นผู้คุมการสอบด้วยองค์เอง