ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 233 บทกวีสำหรับนักปราชญ์ผู้โดดเดี่ยว
บทที่ 233 บทกวีสำหรับนักปราชญ์ผู้โดดเดี่ยว
สิ้นเสียงพูดอย่างอ่อนโยนของจ้าวอู่เจียง เสียงหัวเราะก็ระเบิดขึ้นในห้องจัดเลี้ยงทันที
ไห่ไป๋ฉวนยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์อยู่ในใจ เจ้าสำนักไร้ขอบเขตคงนำบทกวีชื่อดังหลายบทมาผสมรวมกันเป็นแน่แท้….
ในเมื่อกล้าเข้าร่วมการประชุมวันนี้ก็อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายเลยก็แล้วกัน…กลุ่มคนต่างลอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ บางคนก็พยายามคาดเดาว่าบทกวีรูปแบบใดจะออกมาจากปากของจ้าวอู่เจียง
บางคนหยุดหัวเราะไม่ได้ บางคนฉีกยิ้มเหยียดหยามเต็มใบหน้า ไม่ต่างจากกำลังรับฟังเรื่องตลก
“เห็นหรือไม่ สายนํ้าเชี่ยวกรากแห่งแม่น้ำหวงเหอไหลมาจากฟากฟ้า ตกสู่ทะเลมิหวนกลับ” จ้าวอู่เจียงยิ้มมุมปาก และเริ่มร่ายบทกวี
“เห็นหรือไม่ ความน่าโศกาจากผมหงอกขาวของตัวเองในกระจกใส ครั้งยามยังดำสลวยดุจใยใหม ไยยามคํ่ากลับดูขาวดุจหิมะ”
เมื่อบทกวีทั้งสองท่อนถูกเอื้อนเอ่ยออกไป ทุกคนในห้องจัดเลี้ยงก็เงียบงัน หลายคนที่เคยเข้ารับการศึกษาต่างก็รู้สึกเหมือนได้ย้อนวันเวลากลับไปอยู่ในสำนักศึกษาอีกครั้ง
“ชีวิตคนเราเมื่อปิติสุขควรสนุกให้เต็มที่ อย่าชนจอกว่างเปล่าคู่กับแสงจันทร์” จ้าวอู่เจียงกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น ทุกถ้อยคำนั้นถอดมาจากบทกวี ‘ดื่มอวยพร’ ของหลี่ไป๋ ซึ่งจ้าวอู่เจียงชอบเป็นพิเศษ
บัดนี้ เมื่อเขาได้มาอยู่ในโลกใบใหม่ อยู่ในยุคโบราณ ท่ามกลางผู้คนที่กำลังเมามาย กวีบทนี้ให้ความรู้สึกของการปลอบโยนและการเห็นคุณค่าของอิสระเสรี แต่ก็แฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยว จ้าวอู่เจียงรินสุราจอกใหม่ให้ตนเอง ก่อนจะชูจอกให้แก่ทุกคน แล้วดื่มสุราในจอกรวดเดียวหมดด้วยสีหน้าปลอดโปร่งโล่งใจ
“ฟ้าประทานความสามารถมากมายให้ติดตัว ไยต้องมัวลุ่มหลงในเงินทอง!”
ทุกคนต่างก็สะดุ้งให้กับประโยคนี้ของบทกวี และอดรู้สึกตกตะลึงไม่ได้
จ้าวอู่เจียงหันไปมองกลุ่มคน ก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปที่เจี๋ยเอ้อร์ซาน เจี๋ยสือจิ่ว และเจ้าสำนักสมุทรหลวงไห่ไป๋ฉวน
“ต้มแพะเชือดวัวเพื่อความสำราญ เชิญดื่มสุราเถิด ท่านอย่าได้หยุดยั้ง ข้าจักร้องเพลงขับกล่อม เชิญสหายทุกท่านมารวมตัวสดับรับฟัง”
“เสียงกลองระฆังดังกังวาน เพียงหวังสร้างความเบิกบานสุขสันต์ นักปราชญ์ล้วนแต่โดดเดี่ยวเปลี่ยวกายา มีเพียงสหายสุราที่ถูกจารึกชื่อบนผืนดิน”
“ในอดีตองค์ชายเฉินทรงจัดงานรื่นเริงที่หอผิงเล่อ เงินหมื่นซื้อสุราชั้นเลิศหนึ่งถังไม่ติแพง ล้วนต่างดื่มกันสนุกสนานแลครื้นเครง”
“ไยเจ้าของร้ายเอ่ยว่าข้าเงินทองน้อย ขอให้ท่านเร่งยกสุรามาเถิดหนา”
“ม้าห้าสี เสื้อถักทอง ขอนำมาแลก มาดื่มร่วมกันให้ลืมความเศร้าทุกข์ทั้งมวลเถิด”
หลังจากจ้าวอู่เจียงจบบทกวีของตนเอง ห้องจัดเลี้ยงก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด จนกระทั่งว่า หากเข็มตกตอนนี้ก็คงได้ยิน
“ยอดเยี่ยม!”
ผู้คนส่งเสียงโห่ร้องชื่นชมจากใจจริง ไม่สามารถซ่อนเร้นความตื่นเต้นได้อีกต่อไป
ส่วนบรรดาผู้คนที่หัวเราะเยาะจ้าวอู่เจียงก่อนหน้านี้ก็ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทีพวกเขามั่นใจว่าเจ้าสำนักไร้ขอบเขตคงไม่ได้เตรียมตัวและคงต้องทำให้ตนเองอับอายต่อหน้าผู้คนเป็นแน่แท้ พวกเขาจึงใช้โอกาสนี้คล้อยตามไห่ไป๋ฉวนเจ้าสำนักสมุทรหลวง และร่วมเย้ยหยันอีกฝ่ายด้วย จนถึงขั้นใช้คำพูดอันรุนแรงเพราะหวังจะประจบเอาใจเจ้าสำนักสมุทรหลวง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าสำนักไร้ขอบเขตจะมีความสามารถด้านการแต่งกวีถึงเพียงนี้ แม้เขาจะไม่ได้เตรียมตัวมา แต่นี่ก็เป็นบทกวีที่เปิดเผยถึงความโดดเดี่ยวของนักปราชญ์อย่างแท้จริง
นี่จะต้องเป็นบทกวีที่ถูกขับขานต่อไปอีกหลายชั่วอายุคนอย่างแน่นอน
เจ้าสำนักไร้ขอบเขตคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว นอกจากเขาจะอายุยังเยาว์ หน้าตาหล่อเหลาโดดเด่น เขายังมีอำนาจและมีพรสวรรค์มากอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนอดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้จริง ๆ
ในเวลาเดียวกันนี้ พวกเขาก็รู้สึกโชคดีที่ได้พบเจอกับบุรุษผู้มีพรสวรรค์อันสูงส่ง นี่คือความโชคดีในความโชคร้าย พวกเขาเศร้าใจ แต่ก็รู้สึกดีใจในเวลาเดียวกัน
เจ้าสำนักไหมฟ้าหลี่หูกำลังถือจอกสุราจ่อค้างอยู่ที่ริมฝีปากมาได้พักใหญ่แล้ว สุราในจอกสั่นไหว เพราะว่ามือที่ถือจอกนั้นกำลังสั่นสะท้าน
เขา หยวนเยว่และคนอื่น ๆ ยังคงตกอยู่ในความตะลึงงัน ในหัวใจยังคงกึกก้องไปด้วยบทกวีที่ลึกซึ้งกินใจของเจ้าสำนักจ้าว
กระทั่งผ่านไปหลายลมหายใจ หลี่หูจึงกลับมาตั้งสติ และยกจอกสุราดื่มต่อ หัวใจยังคงสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว ตัวเขาเองอ่านตำราไม่มากจึงเป็นคนหยาบกร้าน แต่ในเวลานี้ดูเหมือนเขาจะเข้าใจบทกวีขึ้นมา ….และคล้ายได้บรรลุบางอย่าง
นี่คือความรู้สึกที่สวยงาม ในที่สุดเขาก็เข้าใจบทกวีที่พวกปัญญาชนมักจะเอื้อนเอ่ยกันสักที หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน เขาคงไม่เข้าใจ แต่บัดนี้หลี่หูเข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวของจอมยุทธ์อย่างแท้จริงแล้ว
หลี่หู หยวนเยว่และคนอื่น ๆ จ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยความไม่อยากเชื่อ ราวกับเพิ่งได้พบจ้าวอู่เจียงเป็นครั้งแรก และก็ตกตะลึงในความสามารถของคนผู้นี้อย่างแท้จริง
เจ้าสำนักไร้ขอบเขตผู้นี้เป็นใครกันแน่? เขามาจากไหนกัน? นอกจากจะมีฝีมือสูงส่งแล้ว ก็ยังมีอำนาจเทียบเท่ากับสามสำนักใหญ่แห่งนครหลวงอีก ซ้ำยังมีใบหน้าที่หล่อเหลา และสติปัญญาอันสูงส่งเช่นนี้…
พวกเขาหันมองหน้ากันและยิ้มให้กันด้วยความขมขื่นใจ แต่ก็คิดว่า บางทีการได้เป็นบริวารของสำนักไร้ขอบเขตอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็เป็นได้
ขุนนางที่ดีต้องเลือกรับใช้เจ้านายให้เหมาะสม นกที่ดีก็ต้องเลือกต้นไม้ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างรัง หากพวกเขาติดตามเจ้าสำนักไร้ขอบเขตต่อจากนี้ไป บางทีพวกเขาก็อาจจะได้มีอนาคตที่สดใสก็เป็นได้
เจี๋ยสือจิ่วนั่งอยู่ทางขวามือของจ้าวอู่เจียง ดวงตาที่ขุ่นมัวก่อนหน้าทอประกายระยิบระยับ รอยแผลเป็นบนใบหน้าสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง
เขาเป็นเพียงไม่กี่คนที่รู้ตัวตนของจ้าวอู่เจียงว่าเป็นขันที ชายชราไม่เข้าใจเลยสักนิด บรรดาผู้คนที่ถูกเกณฑ์เข้าวังหลวงเพื่อมาเป็นขันทีนั้นปกติแล้วจะมีครอบครัวที่ยากจน ไม่ได้รับการศึกษา ไม่ค่อยมีความรู้สักเท่าไหร่ แล้วเหตุใดจ้าวอู่เจียงจึงสามารถแต่งบทกวีออกมาได้ไพเราะถึงเพียงนี้เล่า?
แม้จะมีความเป็นไปได้ว่า เมื่อใต้เท้าจ้าวกลายเป็นขุนนางในหอคัมภีร์หลวงแล้ว เขาก็มีเวลาอ่านตำราหาความรู้เพิ่มมากขึ้น แต่นั่นใช่คำอธิบายจริงหรือ?
ต่อให้เป็นบัณฑิตที่จบมาจากสำนักศึกษาระดับสูง มีความรู้เรื่องบทกวีเป็นเลิศ ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถแต่งบทกวีออกมาได้ไพเราะและเป็นธรรมชาติเท่านี้มาก่อน เช่นนั้นแล้ว ใต้เท้าจ้าวสามารถทำได้อย่างไรกัน?