ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 240 อาอี เจ้าพูดจริงหรือ?
บทที่ 240 อาอี เจ้าพูดจริงหรือ?
ห้องพักด้านข้างของสำนักไร้ขอบเขต
ซูฮัวอีปรือตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาคู่งามมีน้ำตาคลอเต็มเบ้า ขณะจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มที่กำลังจับชีพจรของตนอยู่
หญิงสาวกำลังพยายามยืนยันว่าตนเองไม่ได้ฝันไป
บุรุษหน้าตาหล่อเหลา ตอนนี้กำลังแสดงออกถึงความวิตกกังวล
มุมปากของซูฮัวอียกตัวเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน ดูเหมือนบุรุษผู้นี้จะเป็นห่วงนางตลอดเวลา
“ข้าไม่ได้เป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว” ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาคลอเต็มสองเบ้าจ้องมองไปที่บุรุษหนุ่ม
จ้าวอู่เจียงหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจ สัญชาตญาณของสตรีเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ ความมุ่งมั่นและหนักแน่นในแววตาของนางทำให้เขารู้ว่า ไม่ว่าเขาจะหาข้อแก้ตัวอย่างไร หรือต่อให้จะพยายามยืนยันว่านางจำคนผิด มันก็คงไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เข้าใจแล้ว”
ซูฮัวอีคงเดินทางมาที่นครหลวงเพื่อตามหาเขา จ้าวอู่เจียงย่อมเข้าใจจุดประสงค์ของนาง แต่ในเวลาเดียวกันนี้ เขาก็รู้ดีว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่จะรับความรักของสตรีผู้นี้
“เจ้าเข้าใจทุกอย่างได้อย่างไร…” ซูฮัวอีกำลังนึกถึงเหตุการณ์ในโรงเตี๊ยมหวังเป่ย หลังจากชายหนุ่มบอกว่าตนเข้าใจแล้ว พวกเขาก็ใช้เวลาร่วมกันในยามค่ำคืน และนั่นคงจะทำให้ความรักผลิบาน
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอบอุ่น
“แต่อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย เสื้อผ้าของเจ้าเปื้อนเลือด ข้าต้องการจะตรวจสอบอาการบาดเจ็บของเจ้า…”
“ได้สิ” ซูฮัวอีรับคำเบา ๆ ใบหน้ากลายเป็นสีแดงระเรื่อ ก่อนที่จ้าวอู่เจียงจะเริ่มปลดสายรัดเสื้อคลุมของนาง
ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมสีขาวออก จึงได้เห็นบาดแผลที่ยังมีเลือดไหลซึมออกมาบริเวณด้านซ้ายล่างของชุดเอี๋ยมสีชมพูอ่อน จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว เปิดชุดเอี๊ยมของนางขึ้น และจึงได้เห็นบาดแผลที่น่าตกตะลึงบนผิวอันขาวผ่อง
“ผู้ใดทำร้ายเจ้า?” จ้าวอู่เจียงถามออกมาเบา ๆ แต่ซูฮัวอีสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังกดข่มความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ นางจึงส่ายศีรษะตอบกลับไป
“อย่าโทษพวกเขาเลย หากพวกเขาไม่ทำร้ายข้า ข้าก็คงไม่สามารถหลบหนีออกมาจากสำนักกลิ่นบุปผาได้… และข้าก็คงมาไม่ถึงที่นี่…”
จ้าวอู่เจียงนำขวดยาออกมา นี่คือสมุนไพรสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บที่เขามักจะพกติดตัวอยู่เสมอ
เขานำน้ำยาสมุนไพรเทลงไปบนผ้าสะอาด และประคบผ้าผืนนั้นลงบนบาดแผล ก่อนจะโรยผงทองคำตามลงไป
ใบหน้าของซูฮัวอีซีดขาวด้วยความเจ็บปวด คิ้วของนางขมวดมุ่น ดวงตาพราวระยับด้วยหยาดน้ำตา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงจ้องมองจ้าวอู่เจียงในความเงียบเท่านั้น
หลังจากนั้นชายหนุ่มก็จัดการถอดกระโปรงสีขาวออก ทำให้บนเรือนร่างของนางเหลือเพียงเอี๊ยมและกางเกงชั้นใน ชายหนุ่มพบว่าหญิงสาวมีบาดแผลจากคมกระบี่อยู่บนเรียวขาหลายแห่ง จึงเริ่มต้นใช้ผ้าชุบน้ำยาประคบบาดแผลและโรยผงทองคำลงไปอย่างนุ่มนวล
ซูฮัวอีเม้มริมฝีปากด้วยความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาเป็นระลอก ใบหน้างามเหยเกเล็กน้อย ดวงตาไหวระริก ผมสีดำขลับปล่อยยาวสยายลงมาราวกับม่านน้ำตก มือขาวเนียนคล้องอยู่รอบลำคอของจ้าวอู่เจียง ดึงตัวเขาเข้ามาใกล้ เป่าลมหายใจรินรดใกล้ชิด
“ข้าขออยู่กับเจ้าที่นี่ได้หรือไม่?”
“พวกเราเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว เหตุใดจะอยู่ไม่ได้?” ปลายจมูกของจ้าวอู่เจียงกับซูฮัวอีสัมผัสกัน แลกเปลี่ยนลมหายใจของกันและกัน พลันชายหนุ่มก็เลิกคิ้วสูง แล้วพูดยิ้ม ๆ
“ข้าจะใส่ยาให้เจ้าก่อน เจ้าจะได้นอนหลับพักผ่อนฟื้นตัว”
“แต่ว่า… พวกเรามารักษาพิษรักก่อนดีหรือไม่…” ดวงตาของซูฮัวอีหยาดเยิ้ม จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาด้วยความลุ่มหลง
หากฮั่วหรูอี้กับกู้เหนียนหยวนไม่ได้รออยู่ด้านนอกประตู เขาก็คงช่วยรักษาพิษรักให้แก่นางอย่างแน่นอน… แม้ว่าจ้าวอู่เจียงจะยังคงรักษาสีหน้าสงบสุขุมเช่นปกติ แต่ด้วยความที่ฝึกฝนวิชาทองคำไร้พ่าย ประสาทสัมผัสจึงสามารถทำงานได้ดีกว่าคนทั่วไป
ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงพลังปราณของฮั่วหรูอี้กับกู้เหนียนหยวนที่หน้าประตูห้อง พวกนางน่าจะกำลังแนบหูกับประตู เพื่อแอบฟังสิ่งที่พวกเขากำลังพูดคุย
จ้าวอู่เจียงเอียงศีรษะเล็กน้อย จุมพิตลงบนริมฝีปากชุ่มฉ่ำของหญิงสาว และแน่นอนว่าเขาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งสองต่างดื่มด่ำไปกับรสชาติหวานล้ำของกันและกัน
“ฮื่อ…”
หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ ทั้งสองก็ผละริมฝีปากออกจากกัน ใบหน้าที่เคยซีดขาวของซูฮัวอีกลายเป็นสีชมพู ดูเย้ายวนและน่าสงสาร ทำให้ผู้คนรู้สึกต้องการจะโอบนางไว้ในอ้อมแขนเพื่อปกป้องจากอันตรายทั้งปวง
“เจ้ากำลังอ่อนแอ การรักษาอาการบาดเจ็บย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด…” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ซูฮัวอีกัดริมฝีปากสีแดงแน่น พลางพูดด้วยความแง่งอน
“ข้า… ก็ได้…”
จ้าวอู่เจียงเก็บขวดยา คลุมผ้าห่มให้แก่นาง แล้วลุกขึ้นยืน และเดินจากไปภายใต้สายตาโหยหาของหญิงสาว
จ้าวอู่เจียงผลักประตูเปิดออก แน่นอนว่าสิ่งแแรกที่เห็นคือ ฮั่วหรูอี้ผู้สวมใส่ชุดสีแดงเพลิง นางรีบเสแสร้งแกล้งยืนตัวตรงจัดแต่งทรงผม ส่วนกู้เหนียนหยวนกำลังจ้องมองมาด้วยความขุ่นเคืองใจ ริมฝีปากบิดเบ้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
พวกนางคงแอบฟังอยู่จริง ๆ… จ้าวอู่เจียงกระแอมออกมาสองสามครั้ง
“อาการบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส ในอีกไม่กี่ชั่วยาม ข้าจำเป็นต้องมาใส่ยาให้นางอีก”
“อ้อ… อืม… อู่เจียง ไม่ทราบว่านางคือ…” ฮั่วหรูอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะอ้อมแอ้มถามออกมา
“พวกเราเคยเจอกันในยุทธจักรขอรับ เป็นเพียงสหายเท่านั้น” จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือของตน สถานการณ์เริ่มชวนอึดอัดใจอย่างน่าประหลาด
กล่าวคือ ในสำนักไร้ขอบเขต บัดนี้มีสตรีอยู่สามนาง สองในสามล้วนมีความทะเยอทะยานอยากจะสานสัมพันธ์กับเขา และพวกนางทั้งสามคนต่างก็ปรารถนาในตัวเขาทั้งสิ้น
ฮั่วหรูอี้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเล็กน้อยเมื่อได้รับคำตอบที่ตนต้องการ
กู้เหนียนหยวนทำปากยื่นและจ้องมองจ้าวอู่เจียงไม่วางตา
…
ยามอู่
เมื่อกินอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว จ้าวอู่เจียงก็จัดเตรียมชามข้าว ตะเกียบและอาหาร ยกพวกมันไปที่ห้องพักของซูฮัวอี ภายใต้การเฝ้าสังเกตการณ์ของกู้เหนียนหยวนกับฮั่วหรูอี้
เมื่องับประตูปิดสนิท ชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก บัดนี้ กู้เหนียนหยวนจ้องมองเขาด้วยสายตาเชื่อฟังคำสั่ง แต่ก็แฝงความไม่พอใจเล็กน้อย ส่วนฮั่วหรูอี้ยืนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ซักถามอะไรอีก
“กินเถอะ” จ้าวอู่เจียงวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง และช่วยประคองซูฮัวอีลุกขึ้นนั่ง
หญิงสาวโน้มตัวเข้าสู่อ้อมแขนแกร่ง ทำท่าทางอ่อนแอและเปราะบาง พลางยืดตัวจูบปลายคางของจ้าวอู่เจียงก่อนจะกล่าวด้วยเสียงออดอ้อน
“ข้ายังไม่อยากกินอาหาร ข้าอยากกินเจ้าก่อนได้หรือไม่?”
“อาอี เจ้าพูดจริงหรือ?” จ้าวอู่เจียงเชยคางของซูฮัวอี นางหายใจถี่เร็ว เฝ้ารอคอยการจุมพิต
เมื่อเห็นว่าจ้าวอู่เจียงยังไม่ยอมเคลื่อนไหว มือเรียวก็เคลื่อนเข้าหากายท่อนล่างของชายหนุ่ม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงยั่วยวน
“ข้าพักผ่อนมาสองชั่วยามแล้ว… เท่านี้ก็เพียงพอ ทำไมเจ้าไม่ให้ข้าได้ผ่อนคลายบ้างเล่า?”