ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 252 คนโปรดของฮ่องเต้
บทที่ 252 คนโปรดของฮ่องเต้
บัดนี้หลินหรู่ไห่กำลังผูกมิตรอยู่กับจ้าวอู่เจียง เขาไม่ต้องการให้ชายหนุ่มเผชิญกับเคราะห์กรรมเช่นนี้ แต่ตนจะออกหน้าช่วยเหลือก็ไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากขุนนางต้าหลี่เจิ้งบอกว่าการกระทำของจ้าวอู่เจียงผิดต่อกฎหมายของต้าเซี่ยอย่างรุนแรง และทุกคำพูดของขุนนางต้าหลี่เจิ้งล้วนแต่มีเหตุผลชวนรับฟัง
หลิวเจ๋อหัวเราะในลำคอ เขาชำเลืองมองขุนนางต้าหลี่เจิ้ง และได้แต่คิดอยู่ในใจว่าบางครั้งคนเราก็ชอบหาเรื่องใส่ตัวจริง ๆ
ตู๋กูอี้เหอหรี่ตาลงเล็กน้อย สีหน้ากลายเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
เสียงการพูดคุยของกลุ่มขุนนางในท้องพระโรงดังมากขึ้นเรื่อย ๆ ขันทีหน้าบัลลังก์สะบัดสายแส้ด้วยความเกรี้ยวกราด จากนั้นบรรดาขุนนางจึงค่อยเงียบเสียงลงไป
ขุนนางต้าหลี่เจิ้งก้มหน้ามองพื้นหิน ไม่กล้าจ้องมองไปยังฮ่องเต้และที่ใดเลย เพราะเกรงว่าจะพบเข้ากับสายตาของจ้าวอู่เจียง เขานำกระดาษในแขนเสื้อออกมากางออก และยื่นส่งไปด้านหน้าด้วยความนอบน้อม
“นี่คือภาพวาดจากปากคำของคนที่ไปเข้าร่วมการประชุมกลุ่มสำนักใต้ดินในนครหลวงเมื่อวันก่อนพ่ะย่ะค่ะ และภาพที่พวกเขาวาดออกมาก็คือภาพของใต้เท้าจ้าวอู่เจียง ขอฝ่าบาทเชิญพิจารณา”
ขันทีหน้าบัลลังก์รับกระดาษแผ่นนั้นไปมอบให้แก่ฮ่องเต้ด้วยความเคารพ
ฮ่องเต้รับกระดาษไปดู ดวงตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย และเผลอกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ก่อนฮ่องเต้ต้าเซี่ยจะรีบกลบเกลื่อนอาการอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าที่อยู่บนภาพวาดคือใบหน้าอันหล่อเหลาของจ้าวอู่เจียงจริง ๆ นับว่าผู้วาดมีฝีมือดีมาก จ้าวอู่เจียงในภาพวาดนี้มีสง่าราศีเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูดได้ ช่างเป็นภาพที่มีความเหมือนจริงจนชวนตกตะลึง
นางรู้เรื่องนี้มานานแล้ว และเคยได้รับการรายงานมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยเห็นกับตามาก่อน
สิ่งที่ฮ่องเต้เห็นในขณะนี้ ทำให้พระองค์นึกถึงภาพในวันนั้นขึ้นมาอีกครั้ง
“ฝ่าบาท สิ่งที่ใต้เท้าจ้าวกำลังกระทำคือการทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย เขาไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางต้าหลี่เจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ จ้าวอู่เจียงซ่องสุมขุมกำลังของตัวเองเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตน นับว่าไม่สมควรปล่อยให้ลอยนวลไปเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
“ราชสำนักยังจ่ายเงินเดือนให้แก่เขาไม่พออีกหรือ? ทำไมถึงต้องไปก่อตั้งสำนักไร้ขอบเขตนั่นขึ้นมาด้วย? ในความเห็นของกระหม่อม เขาอาจจะมีเจตนาก่อกบฏก็ได้ เขาสมควรนำตัวมาสอบสวนบัดเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
“…”
ขุนนางจำนวนมากต่างก้าวเดินออกมาสนับสนุนขุนนางต้าหลี่เจิ้ง แต่ตำแหน่งของพวกเขาไม่สูงส่งนัก ผู้ที่มีตำแหน่งสูงที่สุดคือขุนนางเส้าชิงเท่านั้น
ขุนนางต้าหลี่เจิ้งรู้สึกเคร่งเครียด และรอคอยให้เสนาบดีทั้งสี่กรมใหญ่ออกมาพูดโจมตีจ้าวอู่เจียงบ้าง
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเสนาบดีทั้งสี่ท่านมีความอาฆาตแค้นต่อจ้าวอู่เจียงมากเพียงใด พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปอย่างแน่นอน
เมื่อความคิดเห็นดำเนินมาจนถึงตรงนี้ ขุนนางต้าหลี่เจิ้งก็รู้สึกผ่อนคลายลง สายตาชำเลืองมองไปยังเสนาบดีกรมมหาดไทยและพรรคพวก
แต่แล้วหัวใจของขุนนางต้าหลี่เจิ้งก็ต้องกระตุกวูบ
เนื่องจากเขาพบว่ากลุ่มเสนาบดีเหล่านั้นกำลังจ้องมองมาที่ตนด้วยสายตาเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความดุดันชวนให้หนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
แย่แล้ว! มันไม่ควรเป็นเช่นนี้สิ! เยียนอันเสิ่นมีความแค้นกับจ้าวอู่เจียงไม่ใช่หรือ? และเขาเองก็อยู่ฝ่ายเดียวกับเซียวเหยาอ๋องนี่? แล้วเหตุใดเยียนอันเสิ่นถึงได้มีท่าทีเช่นนี้เล่า?
หลินหรู่ไห่เล่า เกิดอะไรขึ้นกับหลินหรู่ไห่? เขาเองก็มีความโกรธแค้นต่อจ้าวอู่เจียงไม่ใช่น้อย ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดข้อพิพาทกันหลายครั้ง แล้วไฉนหลินหรู่ไห่ถึงไม่เปิดฉากโจมตีใส่จ้าวอู่เจียง?
ว่ากันตามที่ขุนนางต้าหลี่เจิ้งเข้าใจ รายชื่อของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีคนใหม่ของทั้งสองกรมนั้นไม่ใช่คนที่หลินหรู่ไห่โปรดปรานเลยแม้แต่น้อย เขาสมควรจะไม่พอใจไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมยังไม่ระบายอารมณ์ใส่จ้าวอู่เจียงอีก?
ทำไมพวกเขาถึงไม่ก้าวออกมา?
ขุนนางต้าหลี่เจิ้งตกอยู่ในภาวะสับสน เขารู้สึกหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจจากการถูกสายตาเย็นชาจ้องมองมาจากเสนาบดีทั้งสี่
ขุนนางต้าหลี่เจิ้งพยายามบังคับให้ตนสงบจิตใจลง ตอนนี้เขามีหลักฐานเด็ดอยู่ในมือ ตราบใดที่มีการสืบสวน จ้าวอู่เจียงจะต้องถูกส่งตัวเข้าคุกอย่างแน่นอน และเมื่ออีกฝ่ายเข้าคุก พวกเขาก็จะสังหารจ้าวอู่เจียงให้ตายในคุกให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็จะไม่มีหลักฐานใดสามารถเอาผิดพวกเขาได้อีกต่อไป แล้วปัญหานี้ก็จะยุติลง… ขุนนางต้าหลี่เจิ้งพยายามปลอบใจตนเอง และกล่าวเสียงดังฟังชัดออกไป
“ฝ่าบาท ขอพระองค์อย่าได้หลงกลคนชั่วร้ายเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ เห็นได้ชัดว่าจ้าวอู่เจียงมีเจตนาซ่องสุมขุมกำลังเพื่อก่อกบฏ และสมควรถูกนำตัวไปจำคุกเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
“ประเสริฐ ข้าทราบแล้วว่าเจ้ามีความภักดีต่อราชสำนักมากเพียงใด…” ฮ่องเต้โบกมือและกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม
“จ้าวอู่เจียง เจ้ามีอันใดจะพูดหรือไม่?”
เมื่อได้ยินฮ่องเต้ตรัสออกมาเช่นนี้ ขุนนางต้าหลี่เจิ้งก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมไม่มีสิ่งใดจะปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงเดินออกมาจากแถวขุนนางพร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม เขาไม่มีท่าทางเดือดเนื้อร้อนใจเลยแม้แต่น้อย
หืม? ขุนนางต้าหลี่เจิ้งหันกลับไปมอง พลันได้แต่สงสัย…ไยจ้าวอู่เจียงถึงไม่โต้แย้งอันใดเลย? ทำไมเขาถึงยอมรับแต่โดยดีเช่นนี้?
กลุ่มขุนนางในท้องพระโรงต่างส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง เดิมทีก็คิดว่าจ้าวอู่เจียงคงต้องอาศัยที่ตนเองเป็นคนสนิทของฮ่องเต้เอาตัวรอดจากเรื่องนี้เป็นแน่ แต่ทว่า เหตุใดจ้าวอู่เจียงสารภาพผิด ยินยอมรับโทษประหารเช่นนี้?
“ประเสริฐยิ่งนัก!” ฮ่องเต้หรี่ตาลงเล็กน้อย จ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยความเข้าใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะตรัสต่อไปด้วยเสียงดังกังวาน
“ไม่เสียแรงที่ข้าส่งคนไปให้เจ้าใช้งานเพื่อกำจัดภัยร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในนครหลวง นับว่าเจ้าทำงานได้ดีมาก ข้าจะตกรางวัลให้กับเจ้า! นับจากนี้ไปเจ้าจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นขุนนางยศมี่ซูเฉิง!”
ท้องพระโรงที่ดังกึกก้องด้วยเสียงอุทานเมื่อครู่ กลับกลายเป็นเงียบงันไปในทันที
บรรดาขุนนางต่างจ้องมองไปที่ฮ่องเต้ด้วยความตื่นตะลึง ก่อนจะหันกลับมามองจ้าวอู่เจียงด้วยความสับสนเล็กน้อย
เป็นฮ่องเต้ที่ส่งคนไปให้จ้าวอู่เจียงบ่มเพาะขุมกำลังขึ้นมาเองงั้นหรือ? พวกเขาตกตะลึงและสับสน เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน?
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจตั้งแต่ที่จ้าวอู่เจียงจึงยอมรับแต่โดยดีแล้ว ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! หลินหรู่ไห่เผยประกายลึกล้ำ เขาเองก็ตกตะลึงไม่น้อย แต่สิ่งที่ตะลึงไม่ใช่เรื่องที่ฮ่องเต้ส่งกำลังคนไปให้จ้าวอู่เจียงก่อตั้งสำนักใต้ดินขึ้นมา ทว่าเป็นเรื่องที่ฮ่องเต้ชื่นชมว่าจ้าวอู่เจียงทำงานได้ดีมาก และยังตกรางวัลให้อีกต่างหาก
จ้าวอู่เจียงทำงานได้ดี แต่จ้าวอู่เจียงทำอะไรได้ดีหรือ? งานของเขาคืออะไรกัน? หลินหรู่ไห่คิดด้วยความรู้สึกสงสัย ในท้องพระโรงขณะนี้ นอกจากหลิวเจ๋อกับตู๋กูอี้เหอแล้ว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าหลินหรู่ไห่เป็นผู้หนุนหลังสำนักสมุทรหลวง ซึ่งก็คือหนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งนครหลวง
ดังนั้นหลินหรู่ไห่จึงรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างเกี่ยวกับวงการสำนักใต้ดินในนครหลวง แต่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจ้าวอู่เจียงสร้างสรรค์ผลงานใดที่โดดเด่นออกมา
เพราะเหตุนั้นหลินหรู่ไห่จึงไม่เข้าใจ เมื่อได้ยินฮ่องเต้ชมเชยจ้าวอู่เจียงว่าทำงานได้ดีมาก และตกรางวัลให้ด้วยการเลื่อนขั้น
หลินหรู่ไห่รู้สึกว่า นี่เป็นเพียงข้ออ้างที่ฮ่องเต้จะใช้เลื่อนตำแหน่งให้แก่จ้าวอู่เจียงเท่านั้น
หลิวเจ๋อหรี่ตาลงและยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปกล่าวกับตู๋กูอี้เหอที่อยู่ข้างกาย
“ดูเหมือนฮ่องเต้ของเราจะทรงโปรดปรานจ้าวอู่เจียงมากจริง ๆ…”
ตู๋กูอี้เหอยิ้มตอบกลับและพยักหน้า เขาเองก็ดูออกเช่นกันว่าถ้อยคำของฮ่องเต้นั้น นอกจากจะไม่เอาผิดจ้าวอู่เจียงแล้ว ยังเป็นการหาข้ออ้างสำหรับเลื่อนตำแหน่งให้แก่อีกฝ่ายด้วย