ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 257 ความเศร้า
บทที่ 257 ความเศร้า
เข้าสู่ยามเซิน
ที่ตำหนักหย่างซิน ณ ห้องบรรทม
หลังจากจ้าวอู่เจียงแสดงพรสวรรค์ในการแต่งบทกวีที่งานเลี้ยง เขาคงดื่มสุรามากเกินไปสักหน่อย ชายหนุ่มจึงสลบไปไม่ได้สติ
จ้าวอู่เจียงกำลังหลับใหล ใบหน้าไร้รอยยิ้มอ่อนโยน ไร้ความเจ้าเล่ห์เยือกเย็นร้ายกาจ มีเพียงสีแดงก่ำที่เกิดจากความมึนเมาเท่านั้น
เซวียนหยวนจิ้งนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง รอจนกระทั่งตัวเองสร่างจากฤทธิ์สุรา และมั่นใจว่าจ้าวอู่เจียงหลับสนิทเรียบร้อยแล้ว นางถึงได้มีความกล้ามานั่งจ้องอีกฝ่ายเช่นนี้
เซวียนหยวนจิ้งจ้องมองแพขนตางอนยาวของจ้าวอู่เจียง ทราบดีว่าภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทนี้ ย่อมต้องเป็นดวงตาที่มีประกายแวววาวลุ่มลึก
“หากต้าเซี่ยสงบสุข เจ้ากับข้าก็คง…”
ดวงตาของเซวียนหยวนจิ้งฉายแววอ่อนโยนราวกับบ่อน้ำในฤดูใบไม้ผลิ เสียงกระซิบอ่อนหวานนุ่มนวล แต่กล่าวได้เพียงครึ่งประโยคก็ต้องเงียบเสียงไป
เซวียนหยวนจิ้งถอนหายใจ ลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อย ยังคงมีจดหมายรายงานสถานการณ์จากชายแดนที่ยังไม่ได้เปิดอ่านอยู่อีกหลายฉบับ
เซวียนหยวนจิ้งมองชายหนุ่มบนเตียงนอน ก่อนจะยิ้มออกมา แล้วค่อยหันกายเดินออกจากห้องไป
…
ณ นครหลวง เขตทิศใต้
กลุ่มบัณฑิตหนุ่มทั้งสิบหกคน
จูอวี้เหวิน หวังเจวี่ยและบรรดามิตรสหายผู้ไปตรวจดูข้อสอบบนกำแพงทิศใต้ของกรมพิธีการ เมื่อวานพวกเขาใช้เวลาทั้งวันอยู่ในนครหลวง สร้างมิตรภาพใหม่ ๆ เพราะบ่ายวันนี้ พวกเขามีกำหนดต้องเดินทางกลับบ้านเกิดของตนเองแล้ว
การเดินทางเข้าสู่นครหลวงในครั้งนี้ พวกเขาโชคดีมากที่ได้พบเจอสหายใหม่ ๆ กลุ่มใหญ่ แต่ก็ยังคิดเสียใจที่ไม่ได้พบเจอท่านเจ้าสำนักจ้าวแห่งสำนักไร้ขอบเขต
นับตั้งแต่เมื่อวานยามบ่ายจนกระทั่งเช้าวันนี้ พวกเขากลับไปที่สำนักไร้ขอบเขตอีกหลายครั้ง แต่ทุกครั้งคำตอบที่ได้รับก็คือ ท่านเจ้าสำนักออกไปทำธุระข้างนอก และไม่มีผู้ใดทราบเลยว่าท่านเจ้าสำนักจะกลับมาเมื่อใด
จูอวี้เหวินรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย นับตั้งแต่รู้ว่าเจ้าสำนักจ้าวแห่งสำนักไร้ขอบเขตมาจากเมืองหลันซิน เขาก็เกิดความภาคภูมิที่คนมากความสามารถมาจากเมืองเดียวกับตน
และจูอวี้เหวินก็ยังรู้สึกพลอยได้รับความเคารพอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะอุตส่าห์ไปที่สำนักไร้ขอบเขตถึงสามครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้พบกับท่านเจ้าสำนักจ้าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว จูอวี้เหวินก็รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้กลุ่มบัณฑิตก็ต้องกลับแล้ว และพวกเขาก็เดินทางมาถึงประตูเมือง ในใจยังคงมีความหวัง แม้ครั้งนี้ไม่ได้เจอ พวกเขาก็จะรอกลับในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
กลุ่มบัณฑิตหนุ่มพูดคุยกันพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะเฮฮา กำลังจะเดินผ่านประตูเมืองออกไป
แต่ในทันใดนั้น เสียงร้องตะโกนที่บอกชัดถึงความดีใจสุดขีดก็ดังขึ้น
“พี่จู พี่หวัง ได้โปรดหยุดก่อน!”
จูอวี้เหวินหันมองกลับไปและพบว่าคนที่กำลังตะโกนเรียกตน เป็นชายหนุ่มสวมชุดเสื้อคลุมสีขาวดูมีสง่าราศี และคนผู้นี้ก็เป็นสหายใหม่ที่พวกเขาได้ทำความรู้จักเมื่อไม่กี่วันก่อน มีนามว่าเฉินชาน ครอบครัวของเขาทำธุรกิจเปิดหอสุรา
เฉินชานวิ่งกระหืดหระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
จูอวี้เหวินและพรรคพวกหยุดชะงักด้วยความพิศวง ได้แต่สงสัยว่า หรือว่าพวกเขาจะลืมอะไรเอาไว้?
“มีข่าวดีแล้ว พี่จู” เฉินชานยืนตัวงอหอบหายใจ เพราะเร่งรีบวิ่งมาเร็วเกินไป
เฉินชานค่อย ๆ ปรับระดับลมหายใจ เขาพยักหน้าด้วยความเคร่งขรึม และแม้หน้าอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงแรง ๆ จากอาการหอบอยู่ดีอยู่ แต่เขาก็รีบพูดว่า
“ท่านเจ้าสำนักจ้าว… ท่าน… เจ้าสำนักไร้ขอบเขต… เขา…”
“ท่านเจ้าสำนักกลับมาแล้วหรือ?” จูอวี้เหวินและพรรคพวกแย้มยิ้มกว้างด้วยความดีใจ หากเจ้าสำนักไร้ขอบเขตกลับมาแล้ว พวกเขาก็ยินดีที่จะกลับไปยังที่ตั้งของสำนักไร้ขอบเขตอีกครั้ง แม้จะต้องเดินทางล่าช้าก็ตาม
เฉินชานสั่นศีรษะ และสีหน้ายังคงเคร่งขรึม
“ไม่ใช่ขอรับ แต่เป็น…แต่เป็นพวกเราได้พบท่านเจ้าสำนักเรียบร้อยแล้วต่างหาก!”
“เจอแล้ว? ที่ใดกัน?” จูอวี้เหวินไม่อยากเชื่อ
หวังเจวี่ยดวงตาวูบไหว คิดอะไรได้บางอย่าง พลันก็อุทานออกมา
“ที่กำแพงทิศใต้ของกรมพิธีการเมื่อวานนี้ใช่หรือไม่? บุคคลผู้นั้นก็คือ… ใต้เท้าจ้าว?”
“ใช่แล้วล่ะ ใช่แล้ว!” เฉินชานพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น
“ข้าได้ยินมาจากท่านพ่อว่า ขุนนางยศมี่ซูเฉิงคนปัจจุบันของฝ่ายบริหาร… ก็คือเจ้าสำนักจ้าวแห่งสำนักไร้ขอบเขต! และยิ่งไปกว่านั้น ที่งานเลี้ยงในหอฉินเจิ้งวันนี้ เขาก็ได้ร่ายบทกวีชิ้นใหม่ออกมา สร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าขุนนางจำนวนนับไม่ถ้วนเชียวล่ะ!”
จูอวี้เหวินรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า ไม่อยากเชื่อเลยว่าใต้เท้าจ้าวที่ได้พบเมื่อวานนี้ จะเป็นเจ้าสำนักไร้ขอบเขตที่เขาและพรรคพวกปรารถนาอยากจะพบเพื่อแสดงความเคารพ
บุคคลที่พวกเขาเคารพชื่นชมปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่พวกเขากลับไม่รู้เสียนี่!
มิหนำซ้ำ ในเวลานั้นจูอวี้เหวินยังมีความคิดว่าใต้เท้าจ้าวไม่เก่งกาจเท่าเจ้าสำนักไร้ขอบเขต แม้บทกวีของใต้เท้าจ้าวจะยอดเยี่ยม แต่ก็สู้จิตวิญญาณของนักกวีในตัวเจ้าสำนักไร้ขอบเขตไม่ได้เลย
ยิ่งรับรู้ว่าตนเองพลาดสิ่งใดไป เขาก็ยิ่งเศร้าเสียใจมากเท่านั้น จูอวี้เหวินเศร้าเสียใจ คนที่ตนอยากพบหนักหนาอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่ตนกลับไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้พูดคุยกับจ้าวอู่เจียง
และเขาก็ยังรู้สึกอิจฉาผู้ที่เสนอให้ขุนนางทั้งสองช่วยแต่งบทกวีปลุกใจ ซึ่งนั่นหมายความว่าเจ้าสำนักไร้ขอบเขตได้แต่งบทกวีออกมาสามชิ้นเพื่อปลุกใจกลุ่มบัณฑิตตามคำร้องขอนั้น
ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากเพียงใด จูอวี้เหวินก็ยิ่งเศร้าเสียใจจนเก็บสีหน้าไว้ไม่อยู่
ในทางกลับกัน หวังเจวี่ยกำลังรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง เขาถอนหายใจให้แก่วาสนาของตนเอง และในเวลาเดียวกันนี้ เขาก็นึกเสียใจในความลังเลของตนเองเช่นกัน
ทว่าหลังจากถอนหายใจแล้ว หวังเจวี่ยก็สั่นศีรษะและแค่นหัวเราะเสียงขื่น ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ในตอนนั้นเขาน่าจะมั่นใจกว่านี้ แต่กลับไม่มั่นใจเสียได้
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าเขานี่แหละเป็นคนเพียงคนเดียวที่พอคาดเดาได้ว่าใต้เท้าจ้าวกับท่านเจ้าสำนักจ้าวอาจเป็นคนเดียวกัน
หวังเจวี่ยรู้สึกว่าการเดินทางเที่ยวนี้ช่างคุ้มค่าจริง ๆ