ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 265 ภาพอดีตที่คล้ายเกิดขึ้นเมื่อวาน (1)
บทที่ 265 ภาพอดีตที่คล้ายเกิดขึ้นเมื่อวาน (1)
ทว่าเมื่อนางก้าวเท้าออกไปจากห้อง ชายชราในชุดสีม่วงก็ทิ้งตัวลงมาจากกลางอากาศ เขากระแทกฝ่ามือออกมาข้างหน้า พลันเปลวเพลิงขนาดเท่ากำปั้นก็ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน
ในเวลาเดียวกันนั้น ชายฉกรรจ์หน้าตาหล่อเหลาก็ยกกระบี่ของตนขึ้นมา ก่อนหน้านี้เขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการระเบิดพลัง แต่เขาไม่ได้โจมตีใส่เปลวเพลิงนั้น สิ่งที่ชายฉกรรจ์โจมตีก็คือชายชราชุดม่วง ทว่าชายชรากลับหัวเราะเยาะ และกระโดดหลบได้อย่างง่ายดาย
ชายฉกรรจ์ใช้มืออีกข้างหนึ่งสกัดกั้นเปลวเพลิงลูกนั้นได้ทันเวลา ก่อนที่มันจะทันได้ทำร้ายสองแม่ลูกที่อยู่ด้านหลังเขา
“จ้าวชางหยวน ลูกน้อยของเจ้าต้องตายในวันนี้!” ชายชราระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความภาคภูมิใจ เขาแตะปลายเท้าลงบนพื้นแผ่วเบา พุ่งตัวเข้าไปหาชายฉกรรจ์ผู้หล่อเหลาที่มีนามว่าจ้าวชางหยวน
ในเวลาเดียวกันนี้ก็บังเกิดเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นมาจากเปลวเพลิง จากนั้นมันก็ระเบิดกลายเป็นหมอกสีแดง พร้อมกับหนอนสีขาวตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากหมอกสีแดงเหล่านั้น มันเป็นหนอนตัวอ้วนสั้นและไม่มีดวงตา
“นี่มันกู่พิษ!” จ้าวอู่เจียงเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ หนอนตัวเล็ก ๆ นี้คือกู่พิษแห่งโหลวหลาน ข้อแตกต่างเดียวก็คือหนอนตัวนี้มีลวดลายสีชมพูเบาบางอยู่บนลำตัว
เจ้าหนอนกระโดดข้ามหัวของชายฉกรรจ์ และมุ่งหน้าตรงไปยังทารกน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของสตรีด้านหลังเขา
เพียงพริบตาเดียว หนอนตัวนั้นก็หายเข้าไปในร่างกายของเด็กทารก
“ไม่นะ!” สตรีผู้อ่อนโยนกรีดร้องออกมาด้วยความตกตะลึง
“เจ้ารนหาที่ตายเสียแล้ว!!!” จ้าวชางหยวนตะโกนด้วยความโกรธแค้น เขายกมือขึ้นปลดปล่อยปราณกระบี่ใส่ชายชราชุดม่วง
ชายชราชุดม่วงระเบิดเสียงหัวเราะแปลกประหลาดออกมา และไม่ได้กระโดดหลบ แต่แล้วเงาร่างในชุดสีขาวอันงามสง่าก็ปรากฏขึ้นด้านหลังเขา เงาร่างงามสง่านั้นมีผ้าคลุมปิดบังใบหน้า เปิดเผยเพียงดวงตามีเสน่ห์สองดวง
สตรีผู้มีผ้าคลุมหน้าสีขาวระเบิดเสียงคำรามออกมาเบา ๆ
ก่อนจะเกิดเป็นม่านพลังที่มองไม่เห็นกางกั้นจ้าวชางหยวนกับชายชราชุดม่วงออกจากกัน นั่นทำให้จ้าวชางหยวนต้องเซถอยหลังไปถึงห้าก้าว
“จ้าวชางหยวน เจ้าละทิ้งหลักการของสุสานกระบี่ หลังจากยึดอาวุธวิเศษแห่งสุสานกระบี่กลับคืนมาแล้ว เจ้าก็ไม่มีค่าอันใดอีกต่อไป” ชายชราชุดม่วงระเบิดเสียงหัวเราะอย่างต่อเนื่อง เขาพูดภาษาของชาวต้าเซี่ยอย่างกระท่อนกระแท่น
“มอบทารกของเจ้ามาให้ข้าซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าเพื่อเห็นแก่หน้าท่านประมุขแห่งสุสานกระบี่ เป็นเช่นนี้ดีหรือไม่?”
จ้าวชางหยวนยืนปกป้องภรรยาและบุตรชายที่อยู่ด้านหลัง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น
“ลูกข้าทำอะไรผิด?”
“ฮ่า ๆๆ…” ชายชราชุดม่วงแสยะยิ้มและส่ายหน้า ส่วนสตรีชุดขาวที่มีผ้าคลุมหน้ายังคงไม่ส่งเสียงพูดคำใดออกมา ขณะลงมือโจมตีใส่จ้าวชางหยวนอีกครั้ง
มวลอากาศปั่นป่วนขึ้นมาทันที ฝ่ามือนี้ของสตรีชุดขาวมีความเกรี้ยวกราดและรุนแรงมากกว่าก่อนหน้า มันแสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีเจตนาหมายเอาชีวิตจ้าวชางหยวน
“ศิษย์พี่! หลบไป!”
เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้น ก่อนจะได้ยินเสียงกระเบื้องหลังคาแตกทะลุ แล้วมือกระบี่ชุดดำทิ้งตัวลงมาพร้อมกับฟันกระบี่เข้าใส่ชายชราชุดม่วงกับสตรีชุดขาวด้วยความว่องไว
“ศิษย์น้อง?” จ้าวชางหยวนมึนงง หลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากสุสานกระบี่ ชายหนุ่มก็ไม่เคยติดต่อกับบรรดาศิษย์พี่และศิษย์น้องอีกเลย แล้วศิษย์น้องคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังมีปัญหา?
ปราณของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างรุนแรง มือกระบี่ชุดดำยืนปักหลักปกป้องพวกของจ้าวชางหยวน พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ศิษย์พี่ นี่ไม่ใช่เวลามาพูดคุย ท่านรีบพาพี่สะใภ้กับหลานชายของข้าหลบหนีออกไปก่อนเถอะ”
จ้าวชางหยวนพยักหน้าตอบรับอย่างไม่เกรงใจ แล้วพาภรรยากับบุตรชายหนีไปอีกทางอย่างระมัดระวัง
เมื่อพวกจ้าวชางหยวนถอยออกไปแล้ว ภาพที่จ้าวอู่เจียงเห็นก็เกิดความพร่ามัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขามองทุกอย่างได้ไม่ชัดเจน
สุดท้ายจ้าวอู่เจียงก็เห็นมือกระบี่ชุดดำผู้นั้นถือกระบี่สีเขียวมรกต และแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น พลันกระบี่สีเขียวมรกตเล่มนั้นก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเศษกระบี่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยสาดกระจายเข้าหาชายชรากับสตรีชุดขาว
เมื่อภาพเหตุการณ์หยุดลง จ้าวอู่เจียงก็สัมผัสได้ว่าเริ่มมีหมอกขาวปกคลุมรอบกายอีกครั้ง
ทันใด เขาก็ได้ยินเสียงของสตรีใจดีคนนั้นกล่าวขึ้นเบา ๆ
“พี่…พี่ชางหยวน ท่านช่วยดูหน่อยเถิดว่าอาอู่เป็นอะไรไป? ทะ… ทำไมเขาถึงไม่ส่งเสียงร้องออกมาเลย? ดูสิ… ดู!”
“คนพวกนั้นมาจากแดนเถื่อน อาอู่คงโดนพิษของพวกมันเล่นงานเข้าแล้ว…” จ้าวชางหยวนตอบกลับมาด้วยความโกรธแค้น สับสน และเหนื่อยล้า
“ไปที่บ้านของอาสามก่อนเถอะ เขามีฝีมือทางการแพทย์เลิศล้ำ และน่าจะพอทำอะไรได้บ้าง”
ม่านหมอกขาวก่อตัวขึ้นอีกครั้ง จ้าวอู่เจียงหัวใจกระตุกวูบ เพราะรู้ดีว่าสตรีคนนี้น่าจะเป็นแม่ของตน และจ้าวชางหยวนก็คงเป็นพ่อ ส่วนเด็กทารกในอ้อมแขนของนางก็ต้องเป็นตัวเขาไม่ผิดแน่
จ้าวอู่เจียงคิดไม่ถึงเลยว่าตอนที่ตนเองเป็นทารก เขาจะถูกกู่พิษของพวกโหลวหลานเล่นงาน แต่ทำไมร่างกายของเขาถึงไม่มีอะไรผิดปกติเลยล่ะ?
แอ๊ด
เสียงประตูถูกผลักเปิดเบา ๆ
“ชางหยวน เหยาเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น? เข้ามานั่งก่อนสิ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น เมื่อจ้าวอู่เจียงได้ยิน เขาก็จำได้ทันทีว่านี่เป็นเสียงของอาสามจ้าวโส่วที่ตนได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ
“อาสาม อาอู่โดนพิษจากกู่ของพวกคนเถื่อนเล่นงาน ได้โปรดช่วยเขาด้วย!”
เมื่อสิ้นเสียงพูดก็ตามมาด้วยเสียงแกะห่อผ้าเด็กทารก และต่อด้วยเสียงของการวินิจฉัย
พลันก็เงียบงันไปพักใหญ่ ไม่นานจ้าวโส่วก็ถอนหายใจออกมา
“เป็นหนอนผีสางพวกนั้นจริง ๆ! แล้วอาอู่ไปโดนพิษของพวกมันได้อย่างไร? ชางหยวน เจ้าไปมีความแค้นอะไรกับคนเถื่อนเหล่านั้น?”
“หามิได้ วันนี้พวกมันปรากฏตัวขึ้นมาไล่ล่าพวกเรา แต่ดูเหมือนเป้าหมายสังหารของพวกมันจะไม่ใช่ข้า …ทว่าเป็นอาอู่”จ้าวชางหยวนตอบด้วยความสับสนและโกรธแค้น
“ค่อนข้างสาหัสทีเดียว…” จ้าวโส่วกระซิบตอบแผ่วเบา
“เราคงต้องรอให้เจอตัวกู่ในร่างทารกน้อยก่อน นั่นคงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน เมื่อเจอตัวกู่เมื่อไหร่ค่อยคิดหาวิธีแก้ไขกันอีกที…”
จ้าวอู่เจียงมองไม่เห็นภาพอะไรเลย เขาได้ยินแต่เสียงเท่านั้น ชายหนุ่มฟังเสียงของบิดา มารดา และอาสามปรึกษาหารืออะไรบางอย่างกัน
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ จ้าวอู่เจียงไม่ได้ยินเสียงเด็กทารกร้องออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในความเงียบ จ้าวอู่เจียงได้ยินเพียงเสียงร่ำไห้ของมารดาและเสียงรำพึงรำพันของการกล่าวโทษตนเองเท่านั้น
ไม่ทราบเลยว่าผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดเสียงทารกร้องไห้ก็ดังขึ้น