ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 275 รัตติกาลแห่งสายฝน (2)
บทที่ 275 รัตติกาลแห่งสายฝน (2)
ประตูอารามเปิดกว้าง
หยางเมียวเจิ้นแม่ชีแห่งสำนักศรัทธาราษฎรและเว่ยชิงหลิงแม่ชีน้อยจากสำนักศรัทธาปฐพียืนอยู่ด้านหน้าประตูอาราม พวกนางต่างสวมเสื้อกันฝนและหมวกไม้ไผ่ เสื้อคลุมนักพรตของพวกนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลนสกปรก
“ศิษย์พี่หลี่” ดวงตากลมโตของเว่ยชิงหลิงเปล่งประกายระยิบระยับ นางส่งเสียงเรียกอย่างอ่อนหวาน คนที่ยืนถือร่มกันฝนอยู่ตรงประตูก็คือนักพรตหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เขามีนามว่าหลี่เซวียน เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ชื่อดังของสำนักศรัทธาสวรรค์
หลี่เซวียนเป็นคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่น ในกลุ่มลูกศิษย์ของสำนักศรัทธาสวรรค์ เขาแทบไม่เป็นรองใครอีก นอกจากศิษย์พี่ของตนเองผู้เดียวเท่านั้น
หยางเมียวเจิ้นมีแววตาเย็นชาขึ้นมาทันที ก่อนจะพยักหน้าทักทายตามมารยาท “ศิษย์พี่หลี่”
“เข้าข้างในกันก่อนเถอะ พวกเจ้าคงหิว ข้าเก็บอาหารเอาไว้ให้แล้ว” หลี่เซวียนมีสีหน้าอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกายยิ้มแย้ม เขาชำเลืองมองหยางเมียวเจิ้นอย่างไม่มีอันใดผิดปกติ
ในห้องพัก
เว่ยชิงหลิงกำลังกินข้าว นางตักกินเข้าไปคำใหญ่
แม้ว่าอาหารในอารามแห่งนี้จะมีแต่ผัดผัก ไม่มีเนื้อสัตว์หรือปลา แต่เมื่อได้กินอาหารร้อน ๆ ลงท้องบ้างหลังจากต้องเดินทางตากฝนมาตลอดทั้งวัน ผู้คนก็รู้สึกมีความสุขอย่างช่วยไม่ได้
ที่สำคัญก็คือ ผัดผักจากอารามหลานรั่วมีความกรุบกรอบ และรสชาติอร่อยยิ่งนัก
“ข้ามาถึงที่อารามหลานรั่วตั้งแต่ยามบ่าย และได้ลองสืบข้อมูลดูบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่พบเบาะแสของสิ่งนั้นเลย” หลี่เซวียนรินน้ำชาใส่จอกให้แก่เว่ยชิงหลิง ก่อนจะทำมือบอกให้นางทานช้าลงหน่อย
“แต่พวกเจ้ากับข้ามีเวลาเหลือเฟือ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอันใด” นักพรตหนุ่มชื่อดังจากสำนักศรัทธาสวรรค์ยิ้มแย้มอย่างสง่างาม ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นไม่ต่างจากได้รับสายลมยามฤดูใบไม้ผลิ
“คืนนี้พวกเราพักผ่อนกันให้ดีเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะพาเข้าไปสำรวจที่หอคัมภีร์ บางทีสิ่งนั้นอาจจะซ่อนอยู่ที่นั่น”
“เจ้าค่ะ” เว่ยชิงหลิงพยักหน้า
หยางเมียวเจิ้นกินอาหารอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางงดงามและเย็นชา นางเองก็พยักหน้ารับทราบเช่นกัน
การเดินทางเที่ยวนี้ สำนักศรัทธาสวรรค์ สำนักศรัทธาปฐพี และสำนักศรัทธาราษฎร ต่างก็ส่งตัวแทนมาเพียงสำนักละหนึ่งคนเท่านั้น เหตุผลแรก เพราะนี่ไม่ใช่ภารกิจที่อันตราย เหตุผลที่สอง เพราะต้องการจะหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจของผู้คนในยุทธจักร
เดิมทีหยางเมียวเจิ้นไม่ได้คิดจะมาที่นี่เลย แต่อาจารย์ของนางบอกว่านางจะเจอโชคชะตาของตนเองที่นี่ ดังนั้นนางจึงต้องมา
“ในอารามแห่งนี้มีหลวงจีนอยู่เพียงไม่กี่รูป สภาพความเป็นอยู่ไม่ได้ดีเหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกแล้ว”
หลี่เซวียนรินน้ำชาใส่จอกอีกใบให้แก่หยางเมียวเจิ้น พลางเขาจ้องมองธิดาเทพจากสำนักศรัทธาราษฎรโดยไม่แสดงออกถึงความอ่อนโยนหรือแข็งกร้าว อีกทั้งยังไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ต่อโฉมหน้าที่งามหยาดฟ้าของหยางเมียวเจิ้นเลย ยามนี้หลี่เซวียนเพียงแย้มยิ้มเล็กน้อยและกล่าว
“คนที่ต้อนรับเราน่าจะเป็นเจ้าอาวาสคนใหม่ และบางทีคงเป็นเพราะความเสื่อมถอยของอารามหลานรั่ว ที่นี่จึงไม่เคยดึงดูดความสนใจของผู้คนในยุทธจักร และคัมภีร์เล่มนั้นจึงถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดี”
“ศิษย์พี่หลี่ บัดนี้ขอบเขตพลังของท่านอยู่ในระดับใดแล้ว? ตอนที่ข้าเจอท่านเมื่อฤดูหนาวปีก่อน ท่านอยู่ในขอบเขตยอดยุทธ์ตอนปลายแล้วไม่ใช่หรือ” เว่ยชิงหลิงดื่มน้ำชาอุ่น ๆ พลางยกมือตบท้องตัวเองด้วยความพอใจ
หลี่เซวียนยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลปราศจากความหยิ่งผยอง
“โชคดีที่ข้าเลื่อนขั้นได้สำเร็จแล้ว”
“จริงหรือ? ประเสริฐที่สุดเลยเจ้าค่ะ ศิษย์พี่หลี่ ข้าเองก็หวังว่าสักวันจะแข็งแกร่งได้อย่างท่านเหมือนกัน”
เว่ยชิงหลิงร้องอุทาน ศิษย์พี่หลี่เซวียนสามารถบรรลุขอบเขตปรมาจารย์ได้สำเร็จแล้ว นี่คือความแข็งแกร่งของเขา มิน่าเล่า อาจารย์ของพวกนางถึงบอกให้คอยระวังหลี่เซวียนให้ดี เพราะว่าเขามีความแข็งแกร่งเช่นนี้เอง อาจารย์คงกลัวว่าศิษย์พี่หลี่จะมารังแกพวกนางใช่หรือไม่?
หลี่เซวียนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ ก่อนจะพูดยิ้ม ๆ
“รอให้เจ้าได้เจอศิษย์พี่จางเสียก่อนเถอะ จากนั้นเจ้าก็จะได้รู้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร …อาจารย์บอกว่าศิษย์พี่จางเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในกลุ่มสามสำนักในรอบหนึ่งร้อยปี ไม่มีผู้ใดจะเทียบเคียงเขาได้เลย”
“แต่ช่างเถอะ พวกเจ้ากับข้าก็มีพรสวรรค์ไม่ใช่น้อย และพวกเราก็คงไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กลางหุบเขาตลอดไป ซ้ำพวกเรายังมาจากสำนักนักพรต เมื่อขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝน อนาคตก็จะต้องสดใสอย่างแน่นอน”
เว่ยชิงหลิงอ้าปากหาว นางรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาอีกแล้ว
หยางเมียวเจิ้นผู้มีฟันสีขาวสะอาดและดวงตาสดใสก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาเช่นกัน นางพยักหน้าเล็กน้อยและยกน้ำชาขึ้นจิบ น้ำชารสชาติเฝื่อนขม แต่เมื่อเข้าปากไปแล้วกลับให้ความรู้สึกหอมหวานและสดชื่น
“เอาละ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็กลับไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ” เมื่อเห็นว่าหยางเมียวเจิ้นกับเว่ยชิงหลิงมีท่าทางง่วงนอนอ่อนล้า หลี่เซวียนจึงยิ้มออกมาและพูดอย่างใจดี
“พวกเจ้าเดินทางมาทั้งวันคงเหนื่อยล้าไม่ใช่น้อย รีบไปพักผ่อนเถอะ เรื่องราวอื่นใดเอาไว้คุยกันวันพรุ่งนี้”
“ศิษย์พี่หลี่ก็รีบพักผ่อนเช่นกันนะเจ้าคะ” เว่ยชิงหลิงโบกไม้โบกมือ ก่อนจะยกมือแตะแก้มของตนเองเบา ๆ
หยางเมียวเจิ้นยังคงมีสีหน้าเย็นชาในขณะที่ผงกศีรษะเล็กน้อย
เมื่อทั้งสองคนเดินกลับออกไปแล้ว หลี่เซวียนก็เดินมายืนส่งที่หน้าประตูห้องพักด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนแสนอบอุ่น
รอจนกระทั่งหยางเมียวเจิ้นกับเว่ยชิงหลิงเดินกลับไปถึงห้องพักของพวกนางและปิดประตูเรียบร้อย หลี่เซวียนถึงถอนสายตากลับมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาชัดเจนมากขึ้น ดวงตาข้างซ้ายเปล่งประกายสีม่วงแปลกประหลาด
“ศิษย์น้องทั้งสอง จงนอนหลับให้สบายเถอะ”
เขาพึมพำเบา ๆ ไม่ต่างจากเสียงมดแมลง
คนจากสำนักศรัทธาสวรรค์ได้รับการสั่งสอนให้ตัดขาดความรู้สึกทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใดก็จำเป็นต้องกระทำอย่างเท่าเทียมไม่แตกต่าง
แต่นั่นเป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่ใช่หรือ? มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับเจ็ดอารมณ์หกความปรารถนา แล้วจะสามารถตัดขาดความรู้สึกทั้งมวลได้อย่างไร?
“มีแต่บรรลุจุดสูงสุดของเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาก่อนเท่านั้นจึงจะสามารถตัดขาดได้…” หลี่เซวียนพึมพำอยู่ในใจ นี่คือวิถีทางตามการเข้าใจของเขา หากต้องการจะตัดขาดทุกสิ่ง ก็จำเป็นต้องรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นให้ครบถ้วนก่อน หากต้องการจะตัดขาดจากราคะ ก็มีแต่ต้องบรรลุจุดสูงสุดของราคะก่อนเท่านั้นจึงจะสามารถตัดขาดได้สำเร็จ
ความรักคือสิ่งที่ยากต่อการเข้าใจ
แต่ราคะเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการจุดชนวน
และราคะก็หาใช่สิ่งที่ยากต่อการใฝ่หา เพราะว่าธิดาเทพแห่งสำนักศรัทธาราษฎรได้มาอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว
หลี่เซวียนเพียงต้องจุดไฟราคะในตัวของหยางเมียวเจิ้นขึ้นมาเท่านั้น แล้วเขาก็จะใช้ไฟราคะเผาผลาญตนเองเพื่อฝึกฝนวิชาตามหลักคำสอนต่อไป