ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 282 ตัวตนที่แท้จริง
บทที่ 282 ตัวตนที่แท้จริง
หยางเมียวเจิ้นมีสีหน้าฉงน นางไม่เข้าใจคำพูดของเว่ยชิงหลิง
เว่ยชิงหลิงกระโดดลงจากเตียง ก่อนจะผายมือออกกว้าง
“ศิษย์พี่นำแผ่นยันต์ของท่านออกมาสิ อันที่พับอยู่นั่นแหละ”
หยางเมียวเจิ้นสายหน้าโดยสัญชาตญาณ แผ่นยันต์ที่พับอยู่นั้น นางใช้เป็นกระดาษเขียนบทกวีเก็บเอาไว้
มันล้วนแต่เป็นบทกวีชื่อดังในโลกกว้าง
สำนักของนางยังคงยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ดังนั้นบทกวีที่โด่งดังในโลกกว้างจึงได้รับการเผยแพร่ในสำนักศรัทธาราษฎรโดยไม่ต้องสงสัย และในช่วงเวลาไม่นานมานี้ หยางเมียวเจิ้นก็รู้สึกหลงใหลบทกวีจากนักกวีผู้หนึ่งอย่างหมดหัวใจ
แม้นางจะไม่เคยพบนักกวีผู้นั้น แต่หยางเมียวเจิ้นก็ได้ยินมาว่าเขามีหน้าตาหล่อเหลานัก และเขาอาศัยอยู่ในนครหลวง เป็นเจ้าสำนักใต้ดิน แซ่จ้าว มีนามว่าอู่เจียง
นางอ่านบทกวีของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแอบหลงรักนักกวีที่ตนเองไม่เคยพบเจอมาก่อน ดังนั้นนางจึงเขียนบทกวีของเขาไว้บนแผ่นยันต์ที่พกติดตัว
“ศิษย์พี่ นักกวีที่ท่านชอบแซ่จ้าวไม่ใช่หรือ?” เว่ยชิงหลิงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย และอดสงสัยไม่ได้ว่าศิษย์พี่ที่ปกติฉลาดมากกว่านางหลายเท่า บัดนี้กลับโง่เขลามากกว่านางได้อย่างไร?
หยางเมียวเจิ้นทำได้เพียงตอบรับด้วยการพยักหน้าเท่านั้น “ใช่แล้ว”
“เฮ้อ!” เว่ยชิงหลิงถอนหายใจพลางยกมือเท้าสะเอว
“แล้วนามเขาเล่า?!”
“อู่เจียง” หยางเมียวเจิ้นดูเหมือนจะเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในหัวใจ ความสงสัยทำให้หัวใจของนางเต้นเร็วขึ้น
เว่ยชิงหลิงกำหมัดและทำท่าต่อยลมอย่างแรง
“แล้วคนที่เข้ามาช่วยเหลือท่านเมื่อคืน และเป็นผู้ที่ถ่ายเทพลังกับท่านมีเล่า เขามีนามว่าอันใด?”
“จ้าวอู่…” หยางเมียวเจิ้นพูดออกมาได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แล้วตัวนางก็ยืนตะลึงอยู่กับที่ ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงาม
“จ้าวอู่เจียง?”
หัวใจของนางเต้นรัวเร็ว หน้าอกขนาดมโหฬารกระเพื่อมขึ้นลง
นางไม่คิดเลยว่านักกวีจ้าวที่ตนเองเคารพ ชื่นชม และหลงรักนั้นจะกลายเป็นจ้าวอู่เจียงผู้ที่บอกว่าจะรับผิดชอบตน
สีหน้าของหยางเมียวเจิ้นแปรเปลี่ยนไปทันทีเมื่อนึกถึงมวลพลังที่ไหลรินเข้าสู่ร่างกายของนางเมื่อคืนนี้
มันเป็นมวลพลังที่สะอาดและบริสุทธิ์ นั่นแสดงว่าเขามาจากที่อยู่อาศัยซึ่งมีสภาพแวดล้อมงามเยี่ยม แปลว่าจ้าวอู่เจียงมาจากนครหลวง และเขาก็มีหน้าตาหล่อเหลา วิชาการต่อสู้แข็งแกร่ง …ทุกอย่างตรงตามคำเล่าลือทั้งสิ้น
ภายใต้แสงสลัว ๆ จากตะเกียง
เว่ยชิงหลิงมองเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัวบนใบหน้าของศิษย์พี่ นางผายมือออกกว้าง ส่งเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจ
“ฮ่า ๆๆ”
หยางเมียวเจิ้นรีบขมวดคิ้วทันที ตอนนี้จิตใจของนางถูกรบกวน และแววตาก็ปรากฏความวิตกกังวล
“แหม ศิษย์พี่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเจ้าค่ะ เขาต้องกลับมาหาท่านแน่นอน ก็ท่านร่ายคำสาปใส่เขาไว้ไม่ใช่หรือ?” เว่ยชิงหลิงกอดแขนหยางเมียวเจิ้นและเขย่าเบา ๆ
“ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน แล้วพวกเราค่อยเดินทางกลับสำนัก ข้าจะนำพฤติกรรมของหลี่เซวียนไปฟ้องให้อาจารย์ได้รับทราบ และข้าก็จะขอให้อาจารย์เขียนยันต์สายฟ้าผ่าร่างของหลี่เซวียนลงนรกไปซะ! ในกลุ่มสามสำนักของเรามีคนชั่วช้าเช่นนี้แฝงตัวอยู่ นับเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียอย่างแท้จริง!”
หยางเมียวเจิ้นกับเว่ยชิงหลิงเดินไปยังหอเก็บคัมภีร์ และหลวงจีนภายในอารามก็เปิดหอเก็บคัมภีร์ พร้อมอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี
กลุ่มผู้นำสำนักลัทธิเต๋าทั้งสามบอกว่าอารามหลานรั่วเก็บคัมภีร์ฝึกจิตสำหรับฝึกวิชาปราณไร้วิญญาณเอาไว้โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ด้วยเหตุนั้นสถานที่แห่งแรกที่พวกเขาสงสัยว่าจะถูกใช้เก็บสุดยอดคัมภีร์ลับเอาไว้ ก็คือหอคัมภีร์แห่งนี้
และพวกนางจึงไปสอบถามกับท่านเจ้าอาวาส
แม่ชีทั้งสองคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่แม่ชีจากลัทธิเต๋าจะได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าอาวาสของสำนักพุทธให้เข้าไปค้นหาสิ่งของในหอคัมภีร์สำคัญ
ทว่าท่านเจ้าอาวาสกลับอนุญาตทันที
ขณะนี้พวกนางจึงได้เดินเข้าไปในหอเก็บคัมภีร์
หอเก็บคัมภีร์แห่งนี้เก็บตำราโบราณเอาไว้มากมาย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคัมภีร์ทางศาสนาพุทธ เป็นคำสอนจากหลวงจีนชื่อดัง เป็นบทสวดจากอดีตอันยาวไกล และอื่น ๆ อีกมากมาย
“มีคัมภีร์อยู่มากมายเช่นนี้คงหาเจอได้ไม่ง่ายแน่” หยางเมียวเจิ้นมีสีหน้าเยือกเย็น นางจ้องมองชั้นวางตำราที่อยู่ภายในหอเก็บคัมภีร์ ก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อย
“ศิษย์พี่ ข้าเจอแล้วเจ้าค่ะ!”
เว่ยชิงหลิงอุทานด้วยความดีใจ ในมือถือคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่ง สีหน้ายิ้มแย้มด้วยความปีติยินดีจนดวงตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
หยางเมียวเจิ้นรีบเดินเข้าไปดูด้วยความพิศวง นางเดินผ่านชั้นวางตำราไปสองแถวก็พบศิษย์น้อง
“คัมภีร์ฝึกจิต… คู่มือส่งเสริมผู้ฝึกวิชาปราณไร้วิญญาณ…” หยางเมียวเจิ้นพึมพำเบา ๆ พลางขมวดคิ้วครุ่นคิด สุดยอดคัมภีร์ลับมาอยู่บนชั้นวางตำราเช่นนี้ได้อย่างไร? ไม่เป็นการเปิดเผยมากเกินไปหน่อยหรือ?