ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 307 หมดหวัง
บทที่ 307 หมดหวัง
หลี่ชานซีลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ และน้ำสีใสไหลจากตาอย่างอดกลั้นไม่ไหว
นางกัดฟันกรอด ในหัวใจไม่มีความหวาดกลัว แต่นางเพียงรู้สึกเศร้าและหมดหวังเท่านั้น
นางหมดหวังและโดดเดี่ยว ผู้ใดจะสามารถช่วยนางได้ นางน้อยเนื้อต่ำใจนัก ไฉนหนอสวรรค์ถึงไม่ยุติธรรมกับครอบครัวของนางเลย? ทำไมเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดจึงเกิดขึ้นกับครอบครัวของนางเล่า?
เมื่อเห็นว่าหลี่ชานซีไม่พูดอะไร พวกอันธพาลก็ยิ่งได้ใจ พวกมันมาก่อกวนนางหลายวันแล้ว และปรากฏว่าไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือขัดขวาง
นี่หมายความว่าโฉมงามผู้นี้เป็นของพวกมันแล้วนั่นเอง
หลี่ชานซีอายุสิบแปดปี ดวงหน้างดงามราวกับเทพธิดา แตกต่างไปจากเสื้อผ้าที่เก่าขาดตามสภาพของคนยากไร้ มีชีวิตขมขื่น
ภายใต้เสื้อผ้าเก่าขาดซ่อนเร้นเรือนร่างงดงามสมบูรณ์แบบ
ด้วยความยากไร้ นางไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่มานานแล้ว ยามนี้เสื้อผ้าของนางตัวเล็กมากเกินไป สองเต้าและบั้นท้ายกลมกลึงคู่นั้นอัดแน่นอยู่ในเสื้อผ้าตัวเล็ก พวกมันดันเสื้อผ้าอย่างอึดอัดจนรัดรึงจนโดดเด่นสะดุดตา คล้ายกับว่าผืนผ้าพร้อมที่จะขาดออกจากกันได้ทุกเมื่อ
แม้มองจากด้านหน้าตรง ๆ ก็ยังสามารถเห็นได้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้มีภูเขาไฟที่ใหญ่โตยิ่งนัก
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงใบหน้างดงามของหลี่ชานซี ตอนนี้ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและดื้อรั้น ยิ่งทำให้เหล่าอันธพาลรู้สึกคึกคักจนอยากจะเข้าไปรุมขย้ำเสียเดี๋ยวนี้
“หลี่ชานซี หากไม่กลัวว่าจะทำให้เจ้าเสียราคา ข้าก็อยากจะสั่งสอนเจ้าให้หลาบจำจริงๆ…”
“ดื้อรั้นแบบนี้ยิ่งดี ยิ่งดิ้นรนขัดขืนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสนุกมากเท่านั้น แต่ว่า… น่าเสียดาย…”
“มามะ ขอให้ข้าสัมผัสหน่อยเถอะ ทูนหัว…”
“เจ้าตัวบัดซบ! คิดจะตัดหน้าพวกเราหรือ? ถอยไปซะ ข้าต้องได้สัมผัสนางก่อน…”
“…”
คำพูดของเหล่าอันธพาลรุนแรงมากขึ้น แววตาของพวกมันไม่ปิดบังความหื่นกระหาย และแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นว่าสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ชุดเสื้อผ้าเก่าขาดของหลี่ชานซีจะมีความงดงามมากเพียงใด
พวกมันย่างเข้าหาหญิงสาวพลางแสยะยิ้มและถูมือ กำลังชั่งใจว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี
“อย่าเข้ามานะ!”
หลี่ชานซีกรีดร้องออกไปด้วยความโกรธแค้น ในแววตามีแต่ความสิ้นหวัง นางชักมีดสั้นออกมาจ่อที่ลำคอของตนเอง คมมีดกรีดลงไปเล็กน้อย ส่งผลให้มีเลือดไหลซิบจากลำคอขาวระหง
กลุ่มอันธพาลตื่นตกใจ ผงะถอยหลัง
พวกมันไม่ได้กลัวมีดสั้นในมือของหลี่ชานซี แต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะฆ่าตัวตายขึ้นมาจริง ๆ แล้วพวกมันก็จะไม่สามารถนำนางไปขายให้แก่หอนางโลมได้ตามใจหวัง นอกจากไม่ได้สนุกกับนางแล้ว ยังจะไม่ได้เงินก้อนโตอีกด้วย
เพราะฉะนั้นพวกมันจึงต้องรีบปรับเปลี่ยนท่าทีตาม ‘สถานการณ์’
“หลี่ชานซี วางมีดลงนะ!”
“ใช่ วางมีดลงก่อนเถอะ!”
“นั่นสิ เจ้าคิดว่าฆ่าตัวตายไปเช่นนี้จะหนีบาปกรรมพ้นหรือ?”
“คิดหรือว่าต่อให้เจ้าตายไปแล้วพวกข้าจะไม่กล้าทำอะไรกับศพของเจ้า! ข้าจะนำศพของเจ้าไปแขวนประจานไว้บนสะพานหน้าบ้านเจ้า! ต่อให้วิญญาณของเจ้าอยู่ในปรโลกก็ยังต้องอับอายผู้คนอยู่ดี!”
“มารดาของเจ้าคงอับอายจนแทบจะหลบหนีออกมาจากหลุมศพแน่!”
“ฮ่า ๆๆ หรือว่าเจ้าอยากให้พวกข้าไปเล่นสนุกกับแม่เจ้าด้วยเล่า?”
“…”
เหล่าอันธพาลระเบิดเสียงหัวเราะอย่างชั่วร้าย พวกมันใช้คำพูดหว่านล้อมพลางข่มขู่ทำให้หลี่ชานซีไม่กล้าคิดฆ่าตัวตาย
หลี่ชานซีดวงตาแดงก่ำ ตัวสั่นไปทั้งร่าง นางกัดฟันกรอด มือกระชับมีดสั้น เพิ่มแรงกดมากขึ้น โลหิตไหลทะลักออกมาจากลำคอมากขึ้นเรื่อย ๆ
เช่นเดียวกับความหมดหวังของนางที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้งเช่นกัน
ภาพเหตุการณ์มากมายปรากฏขึ้นในห้วงภวังค์ของหลี่ชานซี เป็นครั้งนางได้รับการดูแลจากพี่ชาย และได้รับการสั่งสอนอบรมด้วยความอ่อนโยนจากมารดา
พลันใจก็หวยนึกถึงบุรุษหนุ่มผู้ที่นางไม่เคยเจอแต่ก็รู้สึกชื่นชมเขามานานแล้ว บุรุษผู้มีความองอาจ สง่างาม และประพันธ์บทกวีที่แสนไพเราะ
นางรู้ว่าบุรุษผู้นั้นมีนามว่าจ้าวอู่เจียง พี่ชายของนางเคยบอกว่าบุรุษผู้นี้เป็นผู้มีพระคุณของตระกูลหลี่ นอกจากเขาจะให้เงินมาทำพิธีฝังศพมารดาแล้ว ก็ยังมอบเงินมาอีกก้อนใหญ่เพื่อให้นางได้มีชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย
พี่ชายกำชับกับนางว่าตระกูลหลี่ติดหนี้บุญคุณของคุณชายจ้าวมากกว่าหนึ่งครั้ง และสักวันต้องหาทางตอบแทนบุญคุณให้ได้
หลี่ชานซีเคยบอกกับตนเองว่าหากสภาพจิตใจดีขึ้นเมื่อไหร่ นางก็อยากจะไปพบตัวจริงของจ้าวอู่เจียงเช่นกัน อยากเห็นเขาสง่างามสมคำเล่าลือหรือไม่
แต่บัดนี้นางทำได้เพียงหลับตาลงด้วยความสิ้นหวังเท่านั้น