ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 314 สำนักศรัทธาราษฎร (1)
บทที่ 314 สำนักศรัทธาราษฎร (1)
สำนักลัทธิเต๋า
พวกเขาเป็นสำนักที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในแคว้นต้าเซี่ยสักเท่าไหร่ หลายคนถือเป็นเพียงสำนักชั้นปลายแถว และกลายเป็นตัวตลกของผู้คนจำนวนมาก
สำนักศรัทธาราษฎรมีแนวคิดเกี่ยวกับการทำความเข้าใจเจ็ดอารมณ์หกความรู้สึกของมวลมนุษย์อย่างถ่องแท้
เมื่อเทียบกับสำนักศรัทธาปฐพีและสำนักศรัทธาสวรรค์ ซึ่งมีหลักแนวคิดสุดโต่งมากเกินไป จึงกล่าวได้ว่าสำนักศรัทธาราษฎรมีความเป็นมนุษย์ปกติมากที่สุดแล้วในสายตาของผู้คนในยุทธจักร
ที่ทำการของสำนักศรัทธาราษฎรตั้งอยู่ในเมืองอวิ๋นโจว ตั้งอยู่ทางเขตชายแดนตะวันออกของแคว้นต้าเซี่ย ส่วนสถานที่ตั้งอยู่ในอำเภออวิ๋นฉุ่ยเซ่อ
อำเภออวิ๋นฉุ่ยเซ่อรายล้อมด้วยภูเขาและแม่น้ำยาวไกลหลายร้อยลี้ บริเวณตีนภูเขาเป็นทางเข้าของสำนักศรัทธาราษฎร มีหนองน้ำขนาดใหญ่ขวางกั้นไว้ทั้งสองฝั่ง
แต่หนองน้ำเหล่านั้นกลับไม่มีเรือโดยสารปรากฏเลยแม้แต่ลำเดียว จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีผู้คนเดินทางข้ามน้ำเข้าไปถึงที่ตั้งของสำนักศรัทธาราษฎรได้สำเร็จ และด้วยส่วนใหญ่ลูกศิษย์ของสำนักศรัทธาราษฎรสามารถเดินบนผิวน้ำได้ นี่จึงเป็นกำแพงทางธรรมชาติที่ป้องกันไม่ให้มีคนแปลกหน้าหลุดเข้าไปสู่สำนักของพวกเขาได้โดยบังเอิญ
สำนักศรัทธาราษฎรครอบครองแปดยอดเขาใหญ่ เจ็ดยอดเขาตั้งชื่อตามเจ็ดสี ประกอบไปด้วย ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ส่วนยอดเขาหลักที่ใหญ่สุดนั้นมีตัวอักษรสีขาวที่แกะสลักอย่างโดดเด่นเป็นคำว่า ‘มนุษย์’ ให้เห็นเด่นชัด
บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านไป๋เฟิง หมู่บ้านแห่งนี้มีบรรยากาศเงียบสงบ แม้จะเป็นช่วงฤดูหนาว แต่ลำธารก็ยังสามารถไหลผ่านได้โดยไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง
กระท่อมไม้จำนวนมากตั้งอยู่บริเวณริมลำธาร
หยางเมียวเจิ้นสวมชุดเสื้อคลุมสีขาว นั่งเหม่อลอยอยู่บนโขดหินใหญ่ข้างลำธาร นางหมุนฝ่ามือในลักษณะแปลกประหลาด และมีสีหน้าเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง
นางกำลังนั่งทำสมาธิ
หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือ นางกำลังพยายามสงบจิตใจ
เมื่อไม่กี่วันก่อน หนึ่งในกลุ่มผู้อาวุโสประจำสำนักได้ทำการพยากรณ์โชคชะตา ก่อนจะบอกว่า นักพรตหนุ่มผู้มีตำแหน่งเป็นโอรสศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักนามว่า หลิ่วจี้ฉาง เป็นเนื้อคู่ของนาง และนางต้องแต่งงานกับเขา
เมื่อท่านเจ้าสำนักยังไม่กลับมาจากการท่องโลกกว้าง เหล่าผู้อาวุโสทั้งเก้าจึงเป็นคนตัดสินใจในเรื่องราวต่าง ๆ แทนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมีผู้อาวุโสเกินครึ่งที่สนับสนุนการแต่งงานครั้งนี้
แต่หยางเมียวเจิ้นปฏิเสธต่อหน้าทุกคนภายในสำนัก นางเชื่อว่าเรื่องนี้ควรพูดคุยกันอย่างจริงจังก็ต่อเมื่อท่านเจ้าสำนักกลับมาแล้วเท่านั้น บรรดาผู้อาวุโสและหลิ่วจี้ฉางทั้งเกลี้ยกล่อมและข่มขู่นางอย่างหนักหน่วง จนสุดท้ายหยางเมียวเจิ้นจึงต้องสารภาพออกไปว่า นางได้มอบหัวใจให้แก่บุรุษอื่นนอกสำนักไปเรียบร้อยแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ทั้งสำนักตะลึง บรรดาผู้อาวุโสถึงกับโมโห ส่วนหลิวจี้ฉางมีสีหน้าไม่พอใจสุดขีด
ในเมื่อนางไม่ยอมแต่งงาน เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่อาจบังคับฝืนใจ อีกทั้งหยางเมียวเจิ้นก็เป็นถึงธิดาเทพประจำสำนัก เป็นลูกศิษย์สายตรงของท่านเจ้าสำนัก เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องไว้หน้าท่านเจ้าสำนักบ้าง ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงยังพอมีเวลาคิดหาหนทางก่อนที่ท่านเจ้าสำนักจะกลับมา นางต้องคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี?
แต่หลายวันผ่านไปแล้ว สถานการณ์ของหยางเมียวเจิ้นก็ยังไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำนางยิ่งมีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็พยายามสงบสติอารมณ์ ยึดถือว่าสถานที่แห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่คิดถึงหรือรู้สึกผิดในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป
ทว่าในช่วงเวลาระหว่างนี้ หยางเมียวเจิ้นกลับนึกถึงบุรุษผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา ใจหนึ่งนางกลัวว่าเขาจะมาจริง ๆ แต่อีกใจหนึ่งนางก็กลัวว่าเขาจะไม่มา
หากเขามา เขาจะมาทำไม? เกรงว่าคงมาเพราะหวาดกลัวคำสาปใช่หรือไม่?
แต่ถ้าเขาไม่มา… แม่ชีสาวได้แต่ถอนหายใจ หากเขาไม่มาก็แค่ไม่มา เขาคงคิดว่าคำสาปนั้นไม่มีอันตรายใด ดังนั้นจึงไม่อยากเสี่ยงมาที่นี่ นี่แหละคือมนุษย์ปกติ ไม่มีอันใดเหนือความคาดหมาย
แล้วการแต่งงานเล่า? หยางเมียวเจิ้นขมวดคิ้ว กัดริมฝีปากของตนเองเล็กน้อย นางจะไม่ยอมหลอกตนเองและถือว่านี่เป็นการแต่งงานทั่วไปเด็ดขาด
นางชื่นชอบบทกวีของจ้าวอู่เจียงเป็นอย่างยิ่ง และชายหนุ่มก็เป็นผู้ที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้ สุดท้ายนางกับเขาก็มีสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ใจหนึ่งหยางเมียวเจิ้นก็มักจะเกิดความรู้สึกว่า เรื่องราวระหว่างเขากับนางควรจบลงเพียงเท่านี้ดีกว่า
หากนางยืนกรานจะแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่กินฉันสามีภรรยากับจ้าวอู่เจียง นั่นก็มีแต่จะเดือดร้อนกันทั้งคู่
หยางเมียวเจิ้นถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
สายน้ำในลำธารยังคงไหลผ่านไป หมอกเริ่มปกคลุมในอากาศ หยางเมียวเจิ้นไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่ดวงตางดงามของนางปรากฏประกายแห่งความมุ่งมั่นมาก หญิงสาวเคลื่อนไหวสองมือเป็นลักษณะแปลกประหลาดอีกครั้งและทำสมาธิต่อไป
ม่านหมอกในภูเขาก่อตัวหนาช่วงฤดูหนาว หมอกขาวลอยตัวปกคลุมอยู่ทั่วยอดเขา นักพรตเฒ่าในชุดเสื้อคลุมสีดำผู้หนึ่งทิ้งตัวลงมาจากม่านหมอก ปลายเท้าสัมผัสลงบนโขดหิน ต้นสน และต้นไม้ใหญ่ แขนเสื้อพลิ้วไสวไปตามสายลม
นักพรตเฒ่าทิ้งตัวลงไปด้านล่าง และยืนอยู่ด้านหลังแม่ชีสาวผู้งดงาม คล้ายกับเขาปรากฏตัวขึ้นจากกลางอากาศอย่างไรอย่างนั้น
“เมียวเจิ้น เจ้าได้ลองคิดดูหรือยัง?”
นักพรตเฒ่ามีใบหน้าซีดขาว หนวดเครายาวเฟิ้ม เขาถามพร้อมกับถอนหายใจออกมา แม่ชีสาวผู้เงียบขรึมขยับริมฝีปากตอบกลับไปอย่างแผ่วเบา
“เรียนผู้อาวุโสใหญ่ เมียวเจิ้นคิดเรื่องนี้ดูแล้วเจ้าค่ะ ลัทธิเต๋าอ้างอิงถึงธรรมชาติเป็นหลัก หากข้าฝืนใจตนเอง ตายไปคงต้องตกนรกเป็นแน่”