ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 318 โจมตีอย่างไร้ร่องรอย
บทที่ 318 โจมตีอย่างไร้ร่องรอย
“ข้ามีนามว่าจ้าวอู่เจียง” จ้าวอู่เจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ในฐานะผู้มาเยือน เขาย่อมไม่ต้องการแสดงความโอหังออกมาก่อนเด็ดขาด
“ข้ามีนัดกับธิดาเทพหยางเมียวเจิ้น”
“เจ้าหรือจ้าวอู่เจียง?” หลิ่วจี้ฉางมีแววตาเย็นชาเช่นเดียวกับน้ำเสียง
“หากเจ้าไม่อยากตายก็จงลงจากภูเขาไปเสีย!”
“ไม่ทราบว่าท่านเป็นเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสหรือ?” ชายหนุ่มกล่าวถามพลางเลิกคิ้วขึ้นสูง
หลิ่วจี้ฉางตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า
“ข้าเป็นโอรสศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักศรัทธาราษฎร!”
“ผู้อาวุโสไม่อยู่หรือ?” จ้าวอู่เจียงถามกลับด้วยความเยือกเย็น
หลิ่วจี้ฉางย่อมเข้าใจความหมาย …ในเมื่อที่นี่ยังมีบรรดาผู้อาวุโสอยู่ ก็ไม่ใช่หน้าที่ของหลิ่วจี้ฉางที่จะออกมาเสนอหน้าเช่นนี้
หลิ่วจี้ฉางโคจรลมปราณไปทั่วร่างกายด้วยความเดือดดาลในบัดดล
“เจ้าบุกรุกขึ้นมาถึงหน้าประตูสำนักศรัทธาราษฎร ทั้งยังทำการดูหมิ่นโอรสศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนัก นี่คือการไม่ให้เกียรติพวกเรา ต่อให้วันนี้ข้าสังหารเจ้า เจ้าก็ไม่มีข้อแก้ตัวอันใดอีกแล้ว!”
โครม!
ทันทีที่หลิ่วจี้ฉางพูดจบ ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วไปทางด้านหลัง กระแทกเข้ากับนักพรตหนุ่มหลายคนที่ยืนออกันอยู่ และยังคงกระเด็นไปกระแทกพื้น ก่อนจะไถลลึกเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ทั้งปากและจมูกมีโลหิตไหลทะลักออกมาเต็มไปหมด
“ในเมื่อบรรดาผู้อาวุโสไม่อยู่ เช่นนั้นท่านก็ควรระมัดระวังกิริยาให้ดี” จ้าวอู่เจียงกล่าวด้วยความสุขุม เขาพอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายมีสถานะไม่ต่ำต้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถึงอย่างไรเขาก็จะลงมืออยู่ดี
บรรดานักพรตที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็สูดหายใจเข้าลึก พวกเขาไม่คิดเลย เพียงเผชิญหน้ากันครั้งเดียว หลิ่วจี้ฉางผู้มีพลังสูงส่งก็ต้องลอยกระเด็นออกไปอย่างหมดท่า และพวกเขามองเห็นได้ไม่ชัดเจนด้วยซ้ำว่าจ้าวอู่เจียงลงมือโจมตีอย่างไร
สิ่งที่พวกเขาเห็นมีเพียง จ้าวอู่เจียงผู้ไม่มีความหวาดกลัวใดเลยแม้แต่น้อย เขาทำเหมือนที่นี่ไม่ใช่ประตูสำนักศรัทธาราษฎร หากจ้าวอู่เจียงไม่ยั้งมือไว้ไมตรี โอรสศักดิ์สิทธิ์ก็คงกลายเป็นคนพิการไปแล้ว
นี่หรือคือบุรุษแซ่จ้าวที่ท่านธิดาเทพเอ่ยถึง?
เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร? ทั้งเมื่อฟังจากน้ำเสียงแล้ว เห็นได้ชัดว่ายังเป็นคนหนุ่มอายุไม่มาก อายุเพียงเท่านี้แต่มีความแข็งแกร่งถึงระดับนี้ ดูท่าคงแข็งแกร่งยิ่งกว่าจางเซียวกั๋วแห่งสำนักศรัทธาสวรรค์เสียกระมัง
หากเมื่อสักครู่จางเซียวกั๋วเป็นคนลงมือโจมตี แม้ว่าหลิ่วจี้ฉางจะถูกซัดลอยกระเด็น แต่อย่างน้อยพวกเขาคงมองเห็นร่องรอยการโจมตีบ้าง
กลุ่มนักพรตตกตะลึง ต่างจ้องมองจ้าวอู่เจียงที่เดินอย่างช้า ๆ ไปทางห้องโถงใหญ่ ทุกคนหลีกทาง ถอยห่างออกไปด้วยความหวาดกลัว
โลหิตไหลทะลักเต็มปากและจมูกของหลิ่วจี้ฉาง สภาพย่ำแย่ยับเยิน เขาคิดไม่ถึงว่าจะถูกจ้าวอู่เจียงโจมตีจนต้องอับอายขายหน้าผู้คนเช่นนี้ ด้วยระดับความแข็งแกร่งของจ้าวอู่เจียง อย่าว่าแต่เอาชนะด้วยมือข้างเดียวเลย ต่อให้หลิ่วจี้ฉางมีมืออีกหกข้าง เขาก็ไม่มีทางเอาชนะจ้าวอู่เจียงได้…
หัวใจของหลิ่วจี้ฉางเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น เขาไม่เข้าใจว่าจ้าวอู่เจียงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร แม้ว่าพวกเขาจะมีอายุไล่เลี่ยกัน แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งมากกว่าตนหลายเท่า
เมื่อเห็นว่าจ้าวอู่เจียงกำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ สีหน้าหลิ่วจี้ฉางก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก่อนหน้านี้เขาพูดจาดูถูกเหยียดหยามจ้าวอู่เจียงอยู่หลายคำ ถึงกับมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะจ้าวอู่เจียงได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของคนตรงหน้าในยามนี้ หลิ่วจี้ฉางเกรงว่าเขาคงไม่มีทางปล่อยวางความแค้นง่าย ๆ
ทันใดนั้นเอง ผู้อาวุโสสามท่านก็ปรากฏตัวขึ้น ท่านแรกมีสีหน้าโกรธแค้น ในขณะที่อีกสองท่านมีสีหน้าประหลาดใจและตกตะลึง
พวกเขาต่างก็เป็นผู้อาวุโสระดับสูงประจำสำนัก ผู้นำอยู่เบื้องหน้าคือผู้อาวุโสลำดับสาม ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลิ่วจี้ฉาง เมื่อครู่พวกเขาซุ่มดูสถานการณ์อยู่หลังประตู และปล่อยให้หลิ่วจี้ฉางข่มเหงรังแกจ้าวอู่เจียงได้ตามใจชอบ
แต่เมื่อเห็นว่าหลิ่วจี้ฉางได้รับบาดเจ็บทันทีที่จ้าวอู่เจียงลงมือ พวกเขาย่อมอยู่เฉยไม่ได้อีก
“อาจารย์ขอรับ ไอ้ตัวบัดซบผู้นี้มันต้องการจะฆ่าศิษย์! มันไม่เห็นอาจารย์อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย” เมื่อหลิ่วจี้ฉางเห็นว่าผู้ใดปรากฏตัวขึ้น เขาก็มีพลังขึ้นมาทันที ความต้องการจะฉีกกระชากร่างของจ้าวอู่เจียงทะลักออกมา่านแววตาแล้ว
“จ้าวอู่เจียง เจ้ารู้หรือไม่ว่าการทำร้ายโอรสศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักศรัทธาราษฎรโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษสถานหนักเพียงใด?” ผู้อาวุโสลำดับสามถลึงตามองด้วยความโกรธแค้น ชายเสื้อคลุมปลิวไสวโดยไม่มีสายลม
จ้าวอู่เจียงรวบรวมพลังลมหมุนจากฝ่ามือ เขายิ้มอย่างสุภาพและตอบกลับ…
“ที่แท้ก็ยังมีบรรดาผู้อาวุโสอยู่ที่นี่ แต่โอรสศักดิ์สิทธิ์ของพวกท่านกลับเสนอหน้าออกมาข่มเหงรังแกผู้คน แสดงว่าเขาไม่เห็นผู้อาวุโสอย่างพวกท่านอยู่ในสายตา ข้าเพียงสั่งสอนบทเรียนให้เขาได้รู้ว่า การไม่เคารพผู้อาวุโสต้องเจอกับสิ่งใดบ้างเท่านั้นเอง”
“นี่เจ้า!” ผู้อาวุโสลำดับที่สามชักสีหน้าด้วยความเกรี้ยวกราด เขาจ้องมองหน้ากากทองแดงแปลกประหลาดบนใบหน้าของจ้าวอู่เจียง
ทันใดผู้อาวุโสลำดับสามพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า…
“ใบหน้าของเจ้าปกปิดด้วยหน้ากาก เจ้าถึงกับไม่กล้าเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงต่อผู้อื่น และการที่เจ้ามาถึงสำนักของพวกเราด้วยปการปกปิดเช่นนี้ โอรสศักดิ์สิทธิ์ย่อมกังวลว่าเจ้าจะมีเจตนาชั่วร้าย เกรงว่าจักนำเภทภัยมาสู่สำนักศรัทธาราษฎรของพวกเรา ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องการจะไล่เจ้าลงไปจากภูเขา ไม่ทราบว่าเจ้ามีปัญหาอันใด?”
“เช่นนั้นเขาก็สั่งให้ข้าถอดหน้ากากดี ๆ ก็ย่อมได้ ไฉนจึงต้องใช้ถ้อยคำเหยียดหยาม ซ้ำยังเผยเจตนาจะโจมตีข้าอยู่เรื่อยเล่า?” ดวงตาของจ้าวอู่เจียงเป็นประกายสีทองคำเรืองรอง
“พวกท่านสนับสนุนให้เขาประพฤติตนยโสโอหังเช่นนี้หรือ?”
วูบ!
คลื่นพลังมหาศาลกวาดผ่านไปทั่วห้องโถงใหญ่ ฉับพลันจ้าวอู่เจียงกระแทกฝ่ามือออกไปข้างหน้า บนฝ่ามือปรากฏสัญลักษณ์รูปกากบาท ปลดปล่อยพลังออกมาจากฝ่ามือ พลังนี้ของเขาคล้ายกับสามารถถล่มภูเขาและย้ายมหาสมุทรได้ในพริบตาทีเดียว!