ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 321 หยางเมียวเจิ้นหน้าบึ้ง
บทที่ 321 หยางเมียวเจิ้นหน้าบึ้ง
หยางเมียวเจิ้น
ตอนจ้าวอู่เจียงได้ยินชื่อนี้ในคืนฝนตก เขาก็ถอนหายใจออกมา
อะไรคือความสวยงามของโลกใบนี้?
ในบ้านเกิดของเขาที่โลกใบเก่า ดินแดนที่เรียกว่าประเทศจีนซึ่งมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาอันยาวนาน และมักจะมีสาวงามประจำยุคอยู่เสมอ
อย่างเช่นสี่ยอดพธู อันประกอบไปด้วย ‘ไซซี’ ผู้มีความงามจนปลาตะลึงจมน้ำ ‘หวังเจาจวิน’ งดงามจนนกลืมบิน ร่วงตกจากฟ้า ‘เตียวเสียน’ นางงามจนจันทราถึงกับต้องซ่อนตัวในม่านเมฆ และ ‘หยางอวี้หวัน’ ผู้ไม่เพียงงดงาม แต่ยังมีกลิ่นกายจรุงใจ จนนแมกมวลดอกไม้ต่างหุบหนีด้วยความละอาย *[1]
บัดนี้ช่างบังเอิญเหลือเกินที่หยางเมียวเจิ้นมีแซ่ หยาง เช่นเดียวกับหยางอวี้หวัน ซึ่งรู้จักกันดีในฐานะของ พระชายาหยางกุ้ยเฟย กระนั้นพวกนางก็มีความงดงามและเสน่ห์แตกต่างกัน
จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่บนโขดหินริมลำธาร สายตาจ้องมองไปยังดวงหน้าอันงดงามของหยางเมียวเจิ้นโดยไม่ปิดบังความรู้สึกใด ๆ
การทำสมาธิของหยางเมียวเจิ้นถูกทำลายจนย่อยยับ ไม่ช้าใบหน้าของนางก็บึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ
แต่ความจริงในใจหยางเมียวเจิ้นกำลังรู้สึกดีใจ นางรู้สึกดีใจที่จ้าวอู่เจียงมาหาถึงสำนักศรัทธาราษฎร
ทว่าบัดนี้นางกลับแสดงสีหน้าบึ้งตึงไม่ยิ้มแย้ม และถามเบา ๆ ว่า
“คงมาเพื่อให้ข้าแก้คำสาปให้ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว” จ้าวอู่เจียงยอมรับอย่างเปิดเผย
“เรื่องของความเป็นความตายเช่นนี้ แน่นอนว่าข้าต้องมาอยู่แล้ว”
ความสดใสในดวงตาของหยางเมียวเจิ้นหมองหม่นลงไปเล็กน้อย
ส่วนจ้าวอู่เจียงยังคงแย้มยิ้ม เขาพูดต่อไปด้วยความอ่อนโยน…
“ทว่า…ถึงไม่มีเรื่องของคำสาปข้าก็ยังจะมาอยู่ดี เพราะว่าข้า จ้าวอู่เจียง เป็นผู้รู้ผิดชอบชั่วดี เมื่อได้เข้าสู่ร่างกายของผู้ใด ก็ย่อมต้องรับผิดชอบอย่างแน่นอน”
“หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ข้าก็ยังจะเลือกมาช่วยเหลือท่านเช่นเดิม แต่ข้าเองก็เคารพในการตัดสินใจของคนอื่น ๆ เช่นกัน ท่านมีสิทธิ์จะลืมเรื่องนี้ไป หากท่านต้องการเช่นนั้นก็บอกข้ามาเถอะ แล้วข้าจะกลับไปทันที”
ดวงตาของหยางเมียวเจิ้นรื้นน้ำ ม่านหมอกและละอองน้ำลอยตัวขึ้นมาจากลำธาร เมื่อนางเงยหน้าขึ้น บนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราว ดวงดาวแลดูยุ่งเหยิงเช่นเดียวกับหัวใจของนางในยามนี้นัก
หยางเมียวเจิ้นไม่ชอบใจในคำตอบของจ้าวอู่เจียง แต่ความจริงใจของเขาก็ทำให้หัวใจของนางหวั่นไหว ขณะนี้หัวใจของหยางเมียวเจิ้นคล้ายกำลังเกิดพายุก่อตัวขึ้นมา
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศ เสียงสายน้ำไหลผ่านดังมาให้ได้ยิน ท่ามกลางกระท่อมที่ปลูกเรียงรายอยู่ริมน้ำ สถานที่แห่งนี้มีเพียงเขากับนางอยู่กันตามลำพัง
จ้าวอู่เจียงเงยหน้ามองท้องฟ้า พวกมันคล้ายกับบ่อน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี บรรยากาศแห่งความกดดันแผ่ปกคลุม ความงดงามของดวงดาวบนฟากฟ้าไม่ได้ช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้นเลย
หยางเมียวเจิ้นไม่ยอมตอบคำถาม แต่เขาก็ไม่ได้กดดันนาง ด้วยรู้ดีว่านางคงยังไม่แน่ใจ จ้าวอู่เจียงจึงปล่อยให้สายลมพัดผ่านไปเงียบ ๆ
“ข้าอยากให้เจ้าอยู่ต่อ”
หยางเมียวเจิ้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาเป็นประกายระยิบระยับ นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของจ้าวอู่เจียง ราวกับว่ากำลังต้องการจะหลุดเข้าไปอยู่ในนั้น
ชายหนุ่มอาศัยจังหวะที่สถานการณ์เป็นใจ โอบมือเข้าที่รอบเอวของหยางเมียวเจิ้น กระชับดึงนางเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน
หยางเมียวเจิ้นส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกดึงเข้าสู่อ้อมแขนของจ้าวอู่เจียง ท่ามกลางความมืดมิดใบหน้าของนางกลายเป็นสีชมพูด้วยความเขินอาย หญิงสาวพูดด้วยความขุ่นเคืองใจว่า
“เจ้าทำให้ข้าอารมณ์เสียอีกแล้ว!”
“แต่ก็หมายความว่าท่านมีใจใช่หรือไม่?” จ้าวอู่เจียงโอบกอดโฉมงามในอ้อมแขนแน่น เขายิ้มกว้างขณะจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางซึ่งกำลังมีน้ำตาคลออยู่เต็มเบ้า
คิ้วเรียวยาวและดวงตางดงามคู่ของชายหนุ่ม สามารถสะกดผู้คนให้ลืมหายใจได้ด้วยมนต์เสน่ห์อันน่ามหัศจรรย์
หยางเมียวเจิ้นกัดฟันกรอด ทั้งรู้สึกเสียใจ มีความสุข และโกรธเคืองในเวลาเดียวกัน ดวงตากลมโตกำลังสะท้อนภาพใบหน้าของจ้าวอู่เจียงที่โน้มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ครั้นเมื่อริมฝีปากของพวกเขาสัมผัสกัน ร่างกายอันบอบบางของหยางเมียวเจิ้นก็สะท้านสั่น นางยันมือกับแผ่นอกของจ้าวอู่เจียง พยายามจะผลักเขาออก ทว่ามือของนางอ่อนแรงด้วยเหตุผลบางอย่าง นางจึงทำได้เพียงปล่อยให้เขาขยำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ตามใจปรารถนา
เสียงครวญครางของหญิงสาว เสียงสายน้ำไหลในลำธาร บัดนี้สองเสียงสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว
ลมหายใจของหยางเมียวเจิ้นร้อนชื้นและอบอุ่น เวลานี้เหมือนว่าจะมีเมฆครึ้มลอยขึ้นมาในใจของนาง ความรักซ่อนอยู่ในก้อนเมฆ และความอัดอั้นก็อดรนทนรอไม่ไหวอีกต่อไป แขนเรียวของหญิงสาวโอบรอบคอของจ้าวอู่เจียง เคลื่อนไหว ตอบสนองอย่างดุเดือดด้วยความอับอายและความโกรธแค้น
มือชายหนุ่มเปิดเสื้อคลุมลัทธิเต๋าขึ้นแล้วเอื้อมเข้าไปข้างใน ก่อนจะออกสำรวจไม่ต่างไปจากอสรพิษร้ายกาจ
“อย่านะ…” ดวงตามากเสน่ห์ของหยางเมียวเจิ้นหยาดเยิ้มราวกับผ้าไหม นางหอบหายใจแรง ในเวลาเดียวกันนี้ก็คลายมือที่คล้องคอจ้าวอู่เจียงออก และเปลี่ยนมาพยายามตะครุบมือใหญ่ของชายหนุ่มที่กำลังออกสำรวจอยู่ในชุดคลุมแม่ชีของนาง น้ำเสียงของนางอ้อนวอน ขัดขืน แต่มันก็ไม่ได้หนักแน่นสักเท่าไหร่นัก
จ้าวอู่เจียงยิ้มบาง ๆ เขาหยุดมือลง ก่อนจะดึงหยางเมียวเจิ้นให้ลุกขึ้น จูงมือนาง เดินตรงไปยังกระท่อมหลังหนึ่ง
กระท่อมหลังนี้ทำขึ้นมาจากหญ้าฟาง
ไม่นานหลังจากนั้น แสงเทียนในห้องก็ดับลง และใครบางคนก็ส่งเสียงอุทาน ครางลั่นราวกับต้องการจะต้อนรับ แต่ก็ต้องการปฏิเสธในเวลาเดียวกัน
ทั้งสองพบกันโดยบังเอิญที่อารามหลานรั่ว และบัดนี้พวกเขาก็พบกันในกระท่อมมุงหญ้าฟางที่ปิดแน่น
ภายใต้ค่ำคืนมืดมิด หยางเมียวเจิ้นขมวดคิ้วจนหน้าบึ้ง ทว่ากลับดูมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด จ้าวอู่เจียงเฝ้ามองความงดงามอันน่าตกตะลึงของนาง นี่คือความงดงามที่มากพอจะทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดหยุดหายใจได้ด้วยความตะลึงโดยไม่รู้ตัว
[1] ไซซี หวังเจาจวิน เตียวเสียน และหยางอวี้หวัน เป็นสี่ยอดหญิงงามของจีนในช่วงแต่ยุค และเป็นต้นแบบของบทกวีที่ว่า มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทราหลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง