ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 335 ชีวิตและความตาย ชื่อเสียงและเงินทอง (5)
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 335 ชีวิตและความตาย ชื่อเสียงและเงินทอง (5)
บทที่ 335 ชีวิตและความตาย ชื่อเสียงและเงินทอง (5)
บนถนนมีเถาวัลย์เลื้อยพันขึ้นมา
ใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากของจ้าวอู่เจียงปรากฏความเคร่งขรึม เขาจ้องมองไปยังบุรุษชุดดำที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนตอไม้ข้างทาง
บุรุษชุดดำเคลื่อนไหวมือเป็นลักษณะแปลกประหลาดราวกับกำลังทำสมาธิ เมื่อเห็นจ้าวอู่เจียงเข้ามาใกล้ เสียงที่แหบแห้งของบุรุษชุดดำก็ดังขึ้น
“ข้ารอเจ้ามานานแล้ว จ้าวอู่เจียง”
ดวงตาของจ้าวอู่เจียงเป็นประกายสีทองเรืองรอง เขาโคจรพลังลมปราณในร่างกาย การที่แผ่นยันต์เตือนภัยของหยางเมียวเจิ้นเผาไหม้ไปก่อนหน้านี้ คือสัญญาณบอกว่ากำลังจะมีอันตรายเกิดขึ้น
แต่นอกจากบุรุษชุดดำผู้นี้แล้ว ตรงหน้าจ้าวอู่เจียงก็ไม่มีผู้ใดอีก
แม้ว่าบุรุษชุดดำจะยังไม่ได้โคจรลมปราณหรือแสดงท่าทีคุกคามใด ๆ แต่สัญชาตญาณของจ้าวอู่เจียงก็เตือนว่าบุรุษชุดดำนี่แหละคืออันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดของเขาในเวลานี้
“ข้าเองก็อยากรู้ว่าครั้งนี้ท่านต้องการสิ่งใด?” เวลานี้ชายหนุ่มแอบใช้วิชาเพ่งปราณ และพบว่าม่านพลังปราณของบุรุษชุดดำมีสีเทาคล้ายกับเป็นชั้นหมอกบาง ๆ และมันกำลังปกคลุมร่างกายอยู่
ในความทรงจำของจ้าวอู่เจียง บุรุษชุดดำผู้นี้มีแต่ปริศนา เขาไม่แน่ใจเลยว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรหรือว่าศัตรูกันแน่ บุรุษชุดดำเคยปรากฏตัวขึ้นครั้งจ้าวอู่เจียงเดินทางไปยังเมืองหลันโจว และบุรุษชุดดำก็เป็นคนบอกให้เขาปลุกวิญญาณของอาวุธวิศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในร่างกายขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้อธิบายขยายความอันใดอีก
หากไม่ใช่เพราะแผ่นยันต์เตือนภัยของหยางเมียวเจิ้นเผาไหม้ไปก่อนหน้านี้ จ้าวอู่เจียงก็คงไม่คิดระแวดระวังตัวถึงเพียงนี้แน่
“โปรดช่วยข้าด้วย” บุรุษชุดดำลุกขึ้นยืน
หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือ เขาลุกออกมาจากร่างที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตอไม้ ราวกับเป็นดวงวิญญาณที่หลุดออกมาจากร่างอย่างไรอย่างนั้น
ภาพอันแปลกประหลาดพิสดารเช่นนี้ทำให้จ้าวอู่เจียงต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ในใจสัมผัสได้ถึงวิกฤตอันตราย และเขาจะไม่อยู่รอความตายเด็ดขาด จ้าวอู่เจียงตัดสินใจว่าต้องหลบหนี
แต่เมื่อกำลังจะใช้ลมปราณในร่างกาย จ้าวอู่เจียงก็ต้องตื่นตระหนกทันทีเมื่อพบว่าเขาไม่สามารถใช้งานพลังเหล่านั้นได้ ร่างกายของเขาแข็งค้างอยู่กับที่ ทั้งยังไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
บัดนี้ร่างของบุรุษชุดดำที่หลุดออกมาจากร่างกายบนตอไม้ยกมือ แล้วกระบี่ที่หลอมรวมขึ้นมาจากหมอกดำก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา เขากำลังรวบรวมปราณธรรมชาติที่ล่องลอยอยู่ภายในป่าแห่งนี้
“ข้ามีนามว่าเป่ยจิ้งเฉิง เป็นสหายเก่ากับจ้าวชางหยวนบิดาของเจ้า”
บุรุษชุดดำก้าวออกมาข้างหน้า เดินตรงเข้ามาหาจ้าวอู่เจียง การเคลื่อนไหวของเขาค่อนข้างเชื่องช้า แต่หากพิจารณาดูให้ดีก็จะพบว่าร่างของเขาคล้ายกับเป็นเม็ดทรายในนาฬิกา ทุกครั้งที่เขาก้าวเดินเข้ามาหาจ้าวอู่เจียง ร่างจะปลิวหายไปตามสายลมทีละเล็กทีละน้อย
ส่วนร่างกายแท้จริงของบุรุษชุดดำยังคงนั่งก้มศีรษะอยู่บนตอไม้ ร่างนั้นดูคล้ายกับไม่มีชีวิตอีกต่อไป ไม่ทันไรก็มีกลุ่มหมอกสีดำลอยขึ้นมา และกลุ่มหมอกสีดำเหล่านั้นก็ลอยมาหาร่างทรายที่กำลังเดินเข้าหาจ้าวอู่เจียง
ชายหนุ่มพยายามรวบรวมสติ ยิ่งสถานการณ์วิกฤตมากเพียงใด เขาก็ยิ่งจำเป็นต้องมีสติแจ่มใสมากเท่านั้น พลันในสมองก็นึกขึ้นได้หลายเรื่องราว จ้าวอู่เจียงคล้ายกับได้ยินเสียงคนเปิดอ่านตำรา
‘วิชาสับเปลี่ยนร่าง?’
จ้าวอู่เจียงนึกถึงวิชาเต๋าชนิดหนึ่งที่อ่านเจอจากคัมภีร์ปรสูตร มันเป็นวิชาที่เรียกว่าวิชาสับเปลี่ยนร่าง รูปแบบการใช้งานค่อนข้างคล้ายกับความพิสดารที่กำลังปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาในขณะนี้
ถ้านี่เป็นการใช้วิชาสับเปลี่ยนร่างจริง ๆ จ้าวอู่เจียงก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
ร่างของบุรุษชุดดำที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาในขณะนี้ คงเป็นการรวมตัวกันของมวลพลังจากสามจิตเจ็ดวิญญาณ และบุรุษชุดดำก็คงต้องการจะมาสวมวิญญาณเข้ากับร่างกายของเขานั่นเอง
จ้าวอู่เจียงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเป่ยจิ้งเฉิงถึงต้องอยากได้ร่างของเขาด้วย?
เป่ยจิ้งเฉิงเป็นสหายเก่ากับบิดาเขาไม่ใช่หรือ? แต่กลับต้องการจะยึดร่างของเขาน่ะหรือ? ไม่ว่าคิดอย่างไรนี่ก็ผิดหลักตรรกะทั้งสิ้นโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนวิญญาณย้ายร่างใหม่ อย่างน้อยก็ต้องการร่างใหม่ที่มีระดับพลังใกล้เคียงกับร่างเก่า ไม่ใช่ย้ายมาร่างใหม่ที่มีความอ่อนแอมากกว่าร่างเก่า…
แต่จากมวลพลังที่บุรุษชุดดำแผ่ออกมารอบทิศทาง จ้าวอู่เจียงสามารถบอกได้ไม่ยากเลยว่า เขาเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จ้าวอู่เจียงเคยเจอมา
ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เป่ยจิ้งเฉิงจะละทิ้งร่างกายของตนเอง เพื่อมาสวมวิญญาณในร่างจ้าวอู่เจียง
เหตุผลประการแรก หลังจากจ้าวอู่เจียงฝึกวิชาทองคำไร้พ่าย สามจิตเจ็ดวิญญาณของเขาก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย เว้นแต่ว่าเป่ยจิ้งเฉิงจะมีพลังวิญญาณแข็งแกร่งมากกว่าร่างกายจ้าวอู่เจียงเท่านั้น อีกฝ่ายจึงจะสามารถกลืนกินวิญญาณของเขาได้สำเร็จ
เหตุผลประการที่สอง ในร่างกายของจ้าวอู่เจียงขณะนี้มีการหลอมรวมกันของสองวิญญาณ
นั่นก็คือวิญญาณของจ้าวอู่เจียงตัวจริงกับวิญญาณของจ้าวอู่เจียงที่ทะลุมิติมาจากโลกมนุษย์
ดังนั้นความหนาแน่นของมวลพลังแห่งสามจิตเจ็ดวิญญาณภายในร่างกายของเขา จึงมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้ผู้คนสั่นสะท้าน