ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 348 คิดมาก
บทที่ 348 คิดมาก
เสียงกระแทกกระทั้นดังอยู่นานไม่ต่างจากพายุคลื่นทะเลที่ซัดเข้าหาชายฝั่งไม่หยุดยั้ง
คนสามคนที่อยู่ภายในห้องมีความคิดแตกต่างกันไป
เซวียนหยวนจิ้งรู้สึกหึงหวงและสับสนเล็กน้อย
เซียวว่านจวินรู้สึกอิ่มเอิบ ร่างกายแอ่นรับการกระแทกด้วยความสุขสม
ส่วนจ้าวอู่เจียง เขากำลังเหม่อลอย ไม่ได้มีสมาธิอยู่กับเซียวว่านจวินเลยสักนิด
สิ่งที่อยู่ในห้วงคิดของเขาขณะนี้ก็คือ ที่มาของคัมภีร์ทองคำไร้พ่าย ซึ่งเซียวว่านจวินเป็นคนมอบให้
หลังได้รับคัมภีร์เล่มนี้ จ้าวอู่เจียงก็ได้เจอกับเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะการเดินทางท่องยุทธจักรในช่วงหลัง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปที่เมืองหวังโจว การเดินทางไปที่เมืองหลันโจว หรือการเดินทางไปยังสำนักศรัทธาราษฎร
ชายหนุ่มเจอเรื่องราวหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งตอนนี้เขาก็มั่นใจมากว่ามีสายตาจำนวนไม่น้อยคอยจับจ้องเขาอยู่ในความมืด
โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งเดินทางกลับจากสำนักศรัทธาราษฎร เป่ยจิ้งเฉิงเปิดเผยธาตุแท้ออกมาว่าต้องการจะสวมวิญญาณยึดครองร่างของเขา และไม่ได้มีเจตนาที่จะพาจ้าวอู่เจียงกลับไปยังสุสานกระบี่แม้แต่น้อย
หากไม่ใช่เพราะว่าจ้าวอู่เจียงเดินทางทะลุมิติมาจากโลกอื่น ภายในร่างกายมีพลังวิญญาณสองดวงหลอมรวมกันจนแข็งแกร่ง เขาก็คงไม่สามารถรอดพ้นเงื้อมมือของเป่ยจิ้งเฉิงมาได้แน่นอน
ครั้นมองกลับไปก็นับว่าเป่ยจิ้งเฉิงเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวจริง ๆ กระนั้นอีกฝ่ายก็เป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มคนที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จ้างอู่เจียงจึงสงสัย เหตุใดคัมภีร์ทองคำไร้พ่ายซึ่งถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสุดยอดคัมภีร์แห่งยุทธจักรจึงถูกส่งมายังนครหลวงและให้พระสนมผู้หนึ่งเก็บเอาไว้เช่นนี้?
หากจะอธิบายด้วยเหตุผลที่ว่า เซียวว่านจวินเป็นบุตรสาวของเซียวหยวนซาน เช่นนั้นทำไมเซียวหยวนซานถึงเลือกส่งคัมภีร์ทองคำไร้พ่ายให้มาอยู่ในมือของเซียวว่านจวินกัน?
เดิมทีจ้าวอู่เจียงไม่เคยคิดสงสัยในเรื่องนี้เลย แต่หลังจากได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์แปลกประหลาดพิสดารมากมาย ชายหนุ่มจึงเริ่มคิดถึงเรื่องนี้ พลางเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีใครสักคนตั้งใจมอบคัมภีร์เล่มนี้ให้ทางอ้อม
คล้ายมีใครสักคนคอยช่วยเหลืออยู่ และต้องการให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทว่าก็ไม่ทราบเลยว่าบุคคลผู้นั้นจะมีเจตนาเช่นเดียวกับเป่ยจิ้งเฉิงแห่งสุสานกระบี่หรือไม่ เขาอาจจะต้องการยึดครองร่างของจ้าวอู่เจียงเหมือนก็ก็เป็นได้
หรือคนผู้นั้นปรารถนาจะให้จ้าวอู่เจียงทำสิ่งอื่น
ชายหนุ่มใจลอย ปล่อยร่างกายเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าร่างของเซียวว่านจวินเกร็งสะท้านและสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะล้มพับลงไปในที่สุดแล้ว
…
ยามรุ่งอรุณ
มีการประกาศพระราชโองการออกมา
เสนาบดีกรมกลาโหมได้รับคำสั่งให้ยกกองทัพบุกไปโจมตีตอบโต้ กองทัพของแคว้นหนานเจียงที่บุกมาโจมตีเขตชายแดนใต้อย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ไม่ว่าจะเป็นผู้คนในคณะบริหารหรือเหล่าประชาชน ทุกฝ่ายต่างก็ตะลึง
ขุนนางบางส่วนปรบมือชื่นชม พวกเขาล้วนคิดว่าต้าเซี่ยควรแสดงความกล้าหาญเช่นนี้มานานแล้ว ควรทำให้แคว้นหนานเจียงได้รู้สำนึกว่า พวกมันเป็นเพียงดินแดนเล็กๆ กล้าดีอย่างไร มากระตุกหนวดเสืออย่างต้าเซี่ย?
แต่ช่วงขณะเดียวกัน ขุนนางบางส่วนก็รู้สึกไม่เห็นด้วย พวกเขาเชื่อว่าแคว้นต้าเซี่ยอ่อนแอมากเกินกว่าจะทำสงคราม ควรเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศรอบข้าง เสริมกำลังความแข็งแกร่งให้พรั่งพร้อมเสียก่อน ส่วนการตอบโต้กลับในครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องที่จะทำให้สูญเสียกำลังคน เงินทอง และทรัพยากรทั้งหลายไปโดยเปล่าประโยชน์เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีขุนนางอีกไม่น้อยที่รู้สึกเป็นกังวล จากบันทึกทางประวัติศาสตร์เรื่องการทำสงครามระหว่างต้าเซี่ยกับแคว้นหนานเจียง พวกเขาก็พอสามารถคาดเดาได้ว่า ไม่พ้นปีต้า เซี่ยต้องเผชิญสภาวะข้าวยากหมากแพงจากการทำสงครามแน่นอน
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ขุนนางระดับสูงกลุ่มหนึ่งก็ถูกเรียกตัวไปยังห้องอ่านตำราของฮ่องเต้
ส่วนในเวลาเดียวกันนี้ จ้าวอู่เจียงกำลังพักผ่อนอยู่ในจวนซิงชิงหยวนซึ่งตั้งอยู่ติดกับวังหลวง
เดิมทีจวนซิงชิงหยวนเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเซวียนหยวนอวี้เหิง แต่หลังจากเซวียนหยวนจิ้งขึ้นครองบัลลังก์ เซวียนหยวนอวี้เหิงก็จำเป็นต้องถูกเนรเทศออกไปจากนครหลวงตามกฎ หลังจากนั้นเป็นต้นมาจวนหลังนี้ก็ปราศจากผู้อยู่อาศัย
ภายหลัง จ้าวอู่เจียงได้รับจวนซิงชิงหยวนเป็นของขวัญตอบแทนความดีความชอบ แต่ด้วยความโกรธแค้นของเซวียนหยวนอวี้เหิง ชายหนุ่มจึงไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้เป็นการชั่วคราว
แต่บัดนี้เซวียนหยวนอวี้เหิงเสียชีวิตลงแล้วด้วยน้ำมือของจ้าวอู่เจียงแล้ว ทุกอย่างจึงคลี่คลายลงไป
จวนซิงชิงหยวนกลับมามีผู้อยู่อาศัยอีกครั้ง ซึ่งก็คือซูฮัวอีกับหลี่ชานซี
ในส่วนของฮั่วหรูอี้กับกู้เหนียนหยวน พวกนางยังต้องอยู่ประจำการในสำนักไร้ขอบเขต เนื่องจากต้องคอยดูแลกิจการของสำนักแทนจ้าวอู่เจียง
ลานหินบริเวณสวนชั้นในของจวนซิงชิงหยวนปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน
จ้าวอู่เจียงนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น หักกิ่งไม้มาขีดเขียนอะไรเล่นบนหิมะ
ชายหนุ่มกำลังใช้ความคิด
และเวลาที่เขาใช้ความคิด มือก็ต้องเคลื่อนไหวทำอะไรบางอย่าง อย่างถูนิ้วมือของตนเอง หรือขีดเขียนไปเรื่อยเปื่อย
หิมะปกคลุมทั่วบริเวณ ปกคลุมจนมองไม่ออกเลยว่าในช่วงฤดูร้อนพื้นที่ตรงส่วนนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร
และสิ่งที่จ้าวอู่เจียงวาดบนพื้นหิมะก็มีความแปลกประหลาดไม่ต่างกัน
แต่สำหรับชายหนุ่ม สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งประหลาด
เขากำลังวาดเครื่องบิน ปืนใหญ่ เครื่องบินรบ และเรือดำน้ำ…
การเปิดฉากตอบโต้ครั้งแรกของแคว้นต้าเซี่ยทำให้จ้าวอู่เจียงรู้สึกกังวลเล็กน้อย เขาสามารถคำนวณความแข็งแกร่งของแคว้นหนานเจียงได้จากบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ในหอคัมภีร์หลวง และกำลังคิดหากลยุทธ์ต่อสู้กับอีกฝ่ายให้แยบยลที่สุด
ขณะนี้พวกเขากำลังทำสงครามกันด้วยวิทยายุทธ เช่นเดียวกับการใช้คาถาอาคมของทางฝั่งพ่อมดหมอผีและฝั่งของนักพรตจากสำนักเต๋า ส่วนสภาพแวดล้อมก็คล้ายกับกำลังอยู่ในยุคราชวงศ์ถัง
จ้าวอู่เจียงยกมือเกาศีรษะแกรก ๆ สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นยืนพลางถอนหายใจ ใช้เท้าลบสิ่งที่ขีดเขียนบนพื้นหิมะทิ้งไปจนหมดสิ้น