ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 370 กาลเวลาไม่รอคอย ความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 370 กาลเวลาไม่รอคอย ความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น
บทที่ 370 กาลเวลาไม่รอคอย ความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น
เมื่อกลับมาถึงตำหนักหย่างซินก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว
ยามยังอยุ่ตำหนักซีเยว่ องค์หญิงแห่งแคว้นไป๋เยว่พูดคุยอย่างมีความสุขกับเซวียนหยวนจิ้ง แม้เซวียนหยวนจิ้งจะทำเพียงพยักหน้ารับเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม
ทว่าอวี้เซวียนก็ตกลงจะส่งกองกำลังจากดินแดนของนางมาสันบสนุนกองทัพต้าเซี่ย โดยไป๋เยว่จะช่วยเหลือปกป้องเขตชายแดนฝั่งตะวันตก นอกจากนี้องค์หญิงแห่งแคว้นไป๋เยว่ก็ยังสัญญาว่าจะมอบทรัพยากรต่าง ๆ ให้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม เสื้อผ้า ม้า ใบชา และอื่น ๆ อีกมากมาย และเมื่อแคว้นต้าเซี่ยสามารถเอาชนะสงครามได้แล้ว ต้าเซี่ยและแคว้นไป๋เยว่ก็จะตั้งตนเป็นพันธมิตรต่อกัน สืบสานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองแคว้นต่อไป
ยามนี้เซวียนหยวนจิ้งยังคงสวมชุดเสื้อคลุม นางจุดตะเกียงและกำลังพยายามเขียนราชโองการ สีหน้าเคร่งเครียดเหนื่อยล้า ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด
จ้าวอู่เจียงยืนพิงกรอบประตูพลางอ้าปากหาว จ้องมองเซวียนหยวนจิ้งผู้อยู่กลางวงล้อมของกองตำราโบราณ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า
“รีบเข้านอนเถอะพ่ะย่ะค่ะ งานที่เหลือไว้ค่อยทำต่อวันพรุ่งก็ได้ หากคนเรานอนดึกจะทำให้ผมร่วงได้นะพ่ะย่ะค่ะ…”
“อาชาห้าพันตัวคงไม่ได้มากเกินไปใช่หรือไม่?” เซวียนหยวนจิ้งตอบกลับด้วยคำถามพลางครุ่นคิด
“อย่าลืมเพิ่มข้อเสนอเมื่อสงครามจบลงด้วยพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงส่ายหน้า กระชับเสื้อคลุมและเดินเข้าไปหาเซวียนหยวนจิ้งช้า ๆ
“แล้วก็ขอเป็นอาชาสำหรับการทำสงคราม ไม่ใช่อาชาสำหรับใช้งานทั่วไป หากต้าเซี่ยสามารถรอดพ้นหายนะครั้งนี้ได้ถึงจะมีสิทธิ์ในการต่อรอง… สิ่งที่ฝ่าบาทต้องการในขณะนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในชัยชนะเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ถ้าสถานการณ์ชายแดนเหนือคล้ายกับชายแดนใต้ พวกเราก็สามารถเปิดฉากโจมตีก่อนได้เช่นกัน” เซวียนหยวนจิ้งถอนหายใจ นางขมวดคิ้วพลางหยุดเขียน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองใจเล็กน้อย
แม้จะกล่าวไปเช่นนั้น แต่นางก็รู้ดีว่านี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย
พื้นที่ชายแดนเหนือมีอากาศหนาวเหน็บ โดยเฉพาะปลายฤดูหนาวต้นฤดูใบไม้ผลิ สายลมเหนือจะพัดผ่านพื้นดินซึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็งไกลหลายพันลี้ ไม่ว่าอย่างไรทหารจากกองทัพต้าเซี่ยก็คงไม่อาจปรับตัวให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมนี้ได้ ต่างจากคนเถื่อนแดนเหนือที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนั้นมาตั้งแต่ยุคโบราณ
และต้องไม่ลืมชาวโพ้นทะเลอีก แม้พวกเขาจะอาศัยอยู่บนเกาะกลางทะเล แต่พื้นน้ำแข็งกับหิมะก็คือสนามรบของพวกเขาเช่นกัน
เมื่อมีหิมะและน้ำแข็งอยู่ถูกที่ถูกเวลา ต่อให้กองทัพต้าเซี่ยจะมีขนาดใหญ่โตมากกว่าอีกฝ่ายถึงสองเท่า แต่พวกเขาก็สามารถปราชัยได้อย่างง่ายดาย
ในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ กองทัพต้าเซี่ยจึงทำได้เพียงคุ้มกันประตูเมืองเท่านั้น
จ้าวอู่เจียงโอบเอวเซวียนหยวนจิ้งเบา ๆ และพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอบอุ่น
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทไม่ต้องกังวล ต้าเซี่ยของพวกเราจะไม่พ่ายแพ้เด็ดขาด ฝ่าบาทยังมีกระหม่อมอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือ?”
จ้าวอู่เจียงรู้ดีว่าความวิตกกังวลของเซวียนหยวนจิ้งมาจากที่ใด อย่างแรก นางคงหวาดกลัวคำสาปประจำตระกูล เซวียนหยวนจิ้งเกรงว่าหากวันหนึ่งนางล้มป่วย ก็จะต้องถูกอำนาจของคำสาปเล่นงานจนเสียชีวิต อย่างที่สอง นอกจากมีเรื่องคำสาปประจำตระกูลให้เป็นกังวลแล้ว หญิงสาวก็ยังมีเรื่องของสงครามที่ใกล้มาถึงคอยรบกวนจิตใจอีกด้วย
แม้ต้าเซี่ยจะสามารถประดิษฐ์ดินปืนขึ้นมาได้ แต่งบในการสร้างขึ้นมาก็ไม่ใช่น้อย ๆ ถ้าพวกเขาต้องการจะพึ่งพาระเบิดเพลิงอัสนีในการชนะสงคราม ทรัพย์สินในท้องพระคลังขณะนี้คงไม่เพียงพอ อีกอย่าง ทรัพยากรในการทำดินปืนก็ไม่ใช่จะมีมากนัก หากใช้มากเกินไป วัตถุดิบก็อาจจะหมดสิ้นลงโดยไม่รู้ตัว
สงครามเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรากฐานและทรัพยากร แต่แคว้นต้าเซี่ยอยู่ในช่วงตกต่ำมานานหลายปี ต่อให้อูฐจะตัวใหญ่กว่าม้า แต่ถ้าม้ารวมกันหลายตัว อูฐเพียงตัวเดียวจะไปสู้ได้อย่างไร?
ใบหน้าที่งดงามของเซวียนหยวนจิ้งขยับเข้าใกล้จ้าวอู่เจียง ดวงตาของนางรื้นน้ำ สองแขนโอบกอดรอบลำคอชายหนุ่ม แล้วหญิงสาวก็กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่สั่นเครือ
“จ้าวอู่เจียง… ข้า… ข้าอยากมีลูกกับเจ้าเดี๋ยวนี้…”
จ้าวอู่เจียงส่ายหน้าอย่างช้า ๆ ครั้งนี้เขาเป็นฝ่ายปฏิเสธเอง
ด้วยเขารู้ดีว่า ในสภาวะแห่งความสับสนมากเกินไป บางครั้งคนเราก็จะตัดสินอย่างไม่รอบคอบเท่าที่ควร เซวียนหยวนจิ้งในขณะนี้ก็เป็นเช่นนั้น
จ้าวอู่เจียงกอดเซวียนหยวนจิ้งแน่นมากขึ้น และตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“พวกเราตกลงกันไว้ว่าจะรอให้สงครามจบสิ้นก่อนไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทไม่ควรคืนคำ…”
“จ้าวอู่เจียง แต่ว่า…” ดวงตาของเซวียนหยวนจิ้งเต็มไปด้วยเส้นเลือดจากความเหนื่อยล้า
เหตุที่นางนั่งเขียนราชโองการจนถึงดึกดื่นเช่นนี้ ก็ด้วยรู้สึกกังวลอยู่ในหัวใจจนนอนไม่หลับ หญิงสาวกลัวว่าหากเกิดอะไรขึ้นมาจริง ๆ ทุกอย่างจะสายเกินไป และนางจะแก้ไขสิ่งใดได้ไม่ท่วงทัน
ช่วงนี้เซวียนหยวนจิ้งรู้สึกเสมอว่า วันพรุ่งนี้ของนางอาจจะมาไม่ถึง ด้วยนางสามารถตายได้ทุกเมื่อ
นับตั้งแต่ที่ได้รู้เกี่ยวกับคำสาปประจำตระกูล หัวใจของนางก็วิตกกังวลมากยิ่ง แม้หญิงสาวจะยังคงพูดคุยหยอกล้อกับจ้าวอู่เจียงได้ตามปกติ ทว่าเมฆหมอกแห่งความกังวลในหัวใจก็ไม่เคยจางหาย
นางกำลังทุกข์ทรมานจากความเศร้า
นางกลัวว่าจะต้องตาย กลัวว่าแคว้นต้าเซี่ยจะต้องถึงจุดจบ กลัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรพบุรุษสร้างมาจะต้องถึงคราวล่มสลายลงด้วยมือของนาง
นางกลัวว่าจะไม่ได้อยู่กับบุรุษที่นางหลงรัก นางยังอยากอยู่กับเขาไปอีกนานแสนนาน
“กระหม่อมอยู่ตรงนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยู่ตรงนี้” จ้าวอู่เจียงลูบแผ่นหลังพลางปลอบโยนเซวียนหยวนจิ้งอย่างนุ่มนวล น้ำเสียงของเขาอบอุ่นอ่อนหวาน และสีหน้าก็เต็มไปด้วยความใส่ใจ