ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 378 การเลื่อนขั้นและมอบรางวัล
บทที่ 378 การเลื่อนขั้นและมอบรางวัล
หัวใจของเซวียนหยวนจิ้งเต้นเร็วแรง แม้การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพต้าเซี่ยกับกองทัพหนานเจียงในครั้งแรก ต้าเซี่ยจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างยับเยิน แต่บัดนี้กองทัพต้าเซี่ยสามารถขับไล่ข้าศึก ทำให้พวกเขาต้องล่าถอยกลับเข้าไปในป่า และไม่กล้าบุกมาโจมตีเขตชายแดนอีก
นี่ทำให้ขวัญกำลังใจของทหารในสนามรบเพิ่มพูนมากขึ้นหลายเท่า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชัยชนะในครั้งนี้จะส่งผลดีต่ออนาคตมากเพียงใด
เซวียนหยวนจิ้งยื่นจดหมายกลับคืนให้ขันทีหน้าบัลลังก์ ขันทีหน้าบัลลังก์จึงอ่านเนื้อหาในจดหมายเสียงดัง ไม่ต่างจากตอนที่ประกาศพระราชโองการ
เมื่อขันทีหน้าบัลลังก์อ่านเนื้อหาในจดหมาย บรรดาขุนนางในท้องพระโรงจึงได้ทราบถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของกองทัพต้าเซี่ย ได้ทราบว่ากองทัพต้าเซี่ยสามารถขับไล่กองทัพหนานเจียงกลับเข้าป่าไปได้อย่างงดงาม
ขุนนางหลายคนส่งเสียงอุทานออกมาอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาในจดหมายรายงานฉบับนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าขึนนางอย่างแท้จริง
อานุภาพการทำลายล้างของระเบิดเพลิงอัสนีนับว่าน่ามหัศจรรย์ยิ่ง ประสิทธิภาพของมันไม่ต่างจากมีฟ้าผ่าลงมากลางสนามรบ สามารถผลาญเอาชีวิตของทหารและสัตว์สงครามที่แสนดุร้ายของข้าศึกได้เป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ของน้ำมันศิลา น้ำมันศิลาติดไฟยามนาน เผาไหม้ได้ถึงกระดูก ยามถูกเปลวไฟชนิดนี้แผดเผา บรรดาศัตรูล้วนต้องส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แม้แต่น้ำก็ใช้ดับไฟไม่ได้ ผู้ถูกเปลวไฟชนิดนี้เผาไหม้ ทำได้เพียงเกลือกกลิ้งไปมาบนพื้น ดีดดิ้นทุรนทุรายไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เท่านั้น
ครั้นใช้ระเบิดเพลิงอัสนีกับน้ำมันศิลา กองทัพหนานเจียงก็ไม่สามารถต่อกรกับกองทัพต้าเซี่ยได้อีกต่อไป ส่งผลให้ต้องตัดสินใจถอยทัพ ล่ากลับเข้าป่าไปตามเดิม
จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นจากฝีมือของเสนาบดีกรมกลาโหมและเสนาบดีกรมโยธาธิการ ตัวอักษรทุกบรรทัดผ่านการเรียบเรียงด้วยความชื่นชมและเป็นกลาง กระนั้นพวกเขาก็ไม่อาจสรรหาถ้อยคำใดมาบรรยายถึงความน่าตื่นตะลึงของความเสียหายที่ระเบิดเพลิงอัสนีสร้างขึ้นในสนามรบให้เหมาะสมและคู่ควรได้อย่างแท้จริง
แต่เพียงเท่านี้ทุกคนก็ได้รู้แล้วว่า ระเบิดเพลิงอัสนีสำคัญต่อการทำสงครามมากเพียงใด
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในจดหมายยังระบุว่า เซียวหยวนซานซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่คอยควบคุมการรบอยู่ชายแดนทางใต้ เมื่อลงสู่สนามรบและได้ใช้ระเบิดเพลิงอัสนี เขาก็ถึงกับเอ่ยชื่นชมจ้าวอู่เจียงกับสิ่งที่ชายหนุ่มประดิษฐ์ขึ้นมาไม่ขาดปาก
เดิมทีขุนนางจำนวนมากรู้ว่า ดินปืนสามารถสร้างเป็นระเบิดที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูงได้ แต่พวกเขาก็ไม่คิดเลยว่ามันจะมีอานุภาพถึงระดับนี้
นี่คือความยิ่งใหญ่ที่เหนือจินตนาการ แม้จะได้ฟังผ่านตัวอักษรในจดหมายเท่านั้น แต่กลุ่มขุนนางก็สามารถนึกภาพเหตุการณ์ในสนามรบได้อย่างชัดเจน คล้ายกับว่าบรรดาผู้คนของกองทัพหนานเจียงได้ถูกเปลวไฟเผาไหม้ และมาส่งเสียงร้องโหยหวนอยู่ตรงหน้าพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งสำคัญก็คือ แม้ขุนนางส่วนมากจะไม่เคยลงสู่สนามรบ แต่พวกเขาก็เข้าใจดีว่าระเบิดเพลิงอัสนีที่คิดค้นโดยจ้าวอู่เจียง กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำสงครามของพวกเขาไปตลอดกาล และระเบิดเพลิงอัสนีก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชัยชนะในการสู้รบกับทุกแคว้นอีกด้วย
จ้าวอู่เจียงสมควรได้รับการบันทึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของแคว้นต้าเซี่ยจะจารึกชื่อของเขาไว้ในฐานะวีรบุรุษ ส่วนศัตรูของต้าเซี่ยก็จะจารึกชื่อของเขาไว้ในฐานะปีศาจร้าย
หลิวเจ๋อกับตู๋กูอี้เหอหันมามองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นแววตาสั่นไหวของกันและกัน นี่บ่งบอกว่าพวกเขาตื่นเต้นมากเพียงใด นอกจากระเบิดเพลิงอัสนีจะทำให้ต้าเซี่ยสามารถปกป้องแคว้นไว้ได้แล้ว ก็ยังอาจจะทำให้ต้าเซี่ยสามารถขยายอาณาเขตได้อีกด้วย
ตราบใดที่แคว้นต้าเซี่ยสามารถรอดพ้นสงครามในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าได้สำเร็จ พวกเขาก็จะกลับมารุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ความยิ่งใหญ่ในอดีตจะหวนคืนมา และบางทีต้าเซี่ยอาจจะกลายเป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่มากกว่าในอดีตด้วยซ้ำไป
เยียนอันเสิ่นเสนาบดีกรมโยธาธิการยืนยืดอกอย่างภาคภูมิใจอยู่ในกลุ่มขุนนาง เขาฟังเสียงพูดคุย เสียงอุทาน และเสียงโห่ร้องดีใจของผู้คนรอบกาย ในหัวใจคล้ายจะรู้สึกว่าตนเองพลอยได้รับคำชื่นชมไปด้วย
เนื่องจากว่าเขาเองก็มีส่วนในการคิดค้นและพัฒนาระเบิดเพลิงอัสนี จนเกือบจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกมาแล้ว
จ้าวอู่เจียงยืนอยู่ตอนกลางของแถวขุนนางทางฝั่งขวามือ ขุนนางรอบข้างเริ่มชื่นชมประจบประแจงเขา แต่ชายหนุ่มก็เพียงพยักหน้าตอบรับกลับไปด้วยรอยยิ้มเท่านั้น
ในความเห็นของจ้าวอู่เจียง ชัยชนะที่กองทัพต้าเซี่ยมีต่อกองทัพหนานเจียง หลังเผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีนั้นถือเป็นเพียงชัยชนะเล็ก ๆ
รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิก่อนเถอะ เมื่อถึงตอนนั้นกองทัพหนานเจียงก็จะฟื้นฟูกำลังพล อีกทั้งยังมีกำลังเสริมจากคนเถื่อนทางแดนเหนือ หลังกองทัพหนานเจียงเปิดฉากโจมตี มันจะหมายความว่าแคว้นต้าเซี่ยกำลังต้องรับมือกับสงครามรอบทิศทางในเวลาเดียวกัน
เมื่อขันทีหน้าบัลลังก์อ่านเนื้อความในจดหมายจบลง หัวใจของเขาก็พองโตด้วยความตื่นเต้น เขาไม่ได้อ่านจดหมายที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้มาหลายวันแล้ว
เสียงการพูดคุยของกลุ่มขุนนางยิ่งดังมากขึ้น
ขันทีหน้าบัลลังก์ได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ เขาสะบัดสายแส้ในมือลงไปบนพื้นหินอย่างแรง
ทันใดบรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบ
ดวงตาของเซวียนหยวนจิ้งทอประกายน่าเลื่อมใส พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
“ครั้งนี้มี่ซูเฉิงจ้าวอู่เจียงสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงในการทำศึกที่ชายแดนใต้ นับจากวันนี้ไปเขาจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นขุนนางยศมี่ซูเส้า พร้อมกันนี้จะได้รับอนุญาตให้มีอำนาจเทียบเท่าขุนนางยศมี่ซูเจี้ยนซึ่งควบคุมหอคัมภีร์หลวง”
เมื่อฮ่องเต้ทรงประกาศออกมาเช่นนี้ ภายในท้องพระโรงก็กึกก้องด้วยเสียงอุทานจากความตะลึงทันที
หลายคนถึงกับไม่อยากจะเชื่อและคิดว่าตนเองหูฝาด
การเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางยศมี่ซูเส้านั้นไม่ได้เหนือไปจากความคาดหมายของพวกเขาเท่าไหร่ แต่การให้มีอำนาจเทียบเท่าตำแหน่งมี่ซูเจี้ยนซึ่งเป็นผู้ควบคุมหอคัมภีร์หลวงด้วยนั้น นับว่าอยู่เหนือความคาดหมายมากจริง ๆ
ต้องทราบก่อนว่าตำแหน่งมี่ซูเจี้ยนนั้นเป็นขุนนางขั้นสาม มีอำนาจล้นมือ นอกจากจะคอยดูแลคัมภีร์โบราณต่าง ๆ ที่ถูกเก็บอยู่ในหอคัมภีร์หลวงแล้ว ก็ยังมีหน้าที่คอยจดบันทึกความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของแคว้นต้าเซี่ยอีกด้วย